หัดมองโลกอย่างมีความสุข

บทสัมภาษณ์ พระไพศาล วิสาโล เรื่องขันติธรรมค้ำจุนชาติ


แพรว: ถ้าอย่างนั้นขอข้อคิดไปถึงคนที่กำลังทุกข์กับสิ่งต่างๆ รอบตัวว่าทำอย่างไรจึงจะเป็นสุขได้คะ

พระไพศาล: เราทุกข์เพราะใจมันจะไปจดจ่อกับสิ่งที่เป็นปัญหาหรือสิ่งที่ไม่ถูกใจเรา ความจริงสิ่งที่ดีๆ ในชีวิตมากมาย แต่ใจเรากลับมองไม่เห็น เห็นแต่สิ่งที่เป็นลบ ทั้งๆ ที่สิ่งที่เป็นลบนั้นอาจจะมีน้อยกว่าสิ่งที่เป็นบวกด้วยซ้ำ

ใครที่กำลังเบื่อหน่ายกับทุกอย่างรอบตัว หรือทุกข์ว่าทำไมบ้านเมืองวุ่นวายนัก ควรมองว่าบ้านเมืองก็เหมือนกับชีวิต คือมีขึ้นมีลง มีสงบแล้วก็วุ่นวาย มีสุขกับทุกข์สลับกับไป เราควรมองว่าความวุ่นวายตอนนี้เป็นธรรมดาของวัฏจักร เราไม่สามารถคาดหวังให้ชีวิตสงบราบเรียบไปตลอดฉันใด ก็ไม่ควรหวังว่าบ้านเมืองจะราบรื่นไปตลอดฉันนั้น ยังไงก็อย่างลืมว่าความวุ่นวายทั่งหลายไม่เคยอยู่ยั่งยืน มันมาแล้วก็ต้องไปในที่สุด

จะว่าไปบ้านเมืองเราตอนนี้ถึงจะวุ่นวายยังไง ถ้าเทียบกับปากีสถาน อินเดีย อินโดนิเซีย พม่า ไม่ต้องไปถึงรวันดา โซมาเลียก็ได้ จะพบว่าบ้านเรายังดีกว่ามาก อะไรจะเกิดขึ้นก็ตามควรมองว่าดีที่ยังไม่แย่ไปกว่านี้ ถ้ามองได้อย่างนี้ เราจะมีภูมิต้านทานความทุกข์ได้มาก มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเป็นมะเร็งสมอง แต่ยิ้มแย้มแจ่มใส จนคนไปเยี่ยมแปลกใจ เด็กบอกว่าตัวเองโชคดีที่ไม่ได้เป็นมะเร็งมดลูก มีญาติคนหนึ่งเป็นมะเร็งมดลูกเจ็บปวดมาก เธอจึงรู้สึกโชคดีที่เป็นแค่มะเร็งสมอง

ฉะนั้นสุขหรือทุกข์ ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา แต่อยู่ที่ใจเราว่ามองมันอย่างไร คนพิการ คนตาบอดบางคนมีความสุขมากกว่าคนปกติ เพราะเขารู้สึกโชคดีที่ตนเองยังมีชีวิต กลับไปที่บ้านเมืองเรา ไม่ว่าจะแย่อย่างไรก็อย่าสิ้นหวัง อย่างลืมว่าเมื่อสามสิบปีก่อนสมัยเกิด 6 ตุลา บ้านเมืองเราแย่กว่านี้มาก เทียบกับปี 2535 ตอนนี้ยังดีกว่าตอนนั้น

ดีกว่านั้นคือมองว่า นี่คือสิ่งที่มาฝึกใจเรา ทำอย่างไรจึงจะอยู่เหนือความผันผวนปรวนแปรในชีวิตได้ เพราะถึงไม่มีเรื่องบ้านเมือง คนก็ยังทุกข์เพราะต้องผ่อนบ้าน สูญเสียทรัพย์สิน สูญเสียคนรัก บางคนฆ่าตัวตายเพราะเป็นสิว บางคนฆ่าตัวตายเพราะไม่สามารถเรียนจบสามปีครึ่งอย่างที่ตั้งใจ

แพรว: นั่นคือถ้าเรารู้จักมองโลกอย่างเป็นบวกมากขึ้น ความสุขก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยใช่ไหม

พระไพศาล: อาตมากำลังบอกว่า ถ้าเราไม่รู้จักทำใจให้สงบ ถึงบ้านเมืองสงบ เราก็ยังคงทุกข์อยู่นั่นเอง ถ้าเรายังทำใจกับเหตุการณ์บ้านเมืองไม่ได้แล้วจะทำใจกับปัญหาชีวิตตัวเองได้อย่างไร ถ้าลูกตาย สามีตาย หรือเกิดเจ็บป่วย พิการ เราจะทำอย่างไร

สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวจึงเหมือนแบบฝึกหัดให้รู้จักปล่อยวาง ไม่ใช่ปล่อยปะละเลย เพราะวันข้างหน้าเราอาจต้องเจอศึกหนักกว่านี้ สิ่งที่ต้องทำมีสองอย่างคือ ทำใจและทำบ้านเมืองให้ดีขึ้น ที่วันนี้บ้านเมืองวุ่นวาย ส่วนหนึ่งก็เพราะเราปล่อยปะละเลยกัน เราจึงควรช่วยกันทำให้สิ่งแวดล้อมดี มีสวัสดิภาพ สวัสดิการที่ดี ส่วนการทำใจคือ มองอะไรในแง่ดี บ้านเรายังมีเรื่องดีๆ ที่น่าภูมิใจอยู่มาก ต้องรู้จักมองเห็นสิ่งดี แต่ไม่ใช่จินตนาการขึ้นเอง มองสิ่งที่มีอยู่จริง เห็นข้อดีของสิ่งที่มีอยู่ ตื่นเช้าเราเคยมองท้องฟ้ายามอรุณรุ่งหรือไม่ สังเกตดอกไม้ใบหญ้าหรือนกที่บินอยู่บ้างไหม เห็นเด็กยิ้มอยู่ริมถนนหรือไม่ หรือเห็นแต่รถติด เห็นแต่มลพิษ

กระดาษแผ่นขาวๆ มีกากบาทสีดำอยู่มุมกระดาษ ชูให้ใครดูก็บอกว่าเห็นแต่กากบาทสีดำ แต่กลับไม่มีใครสังเกตเห็นสีขาวของกระดาษทั้งแผ่น คนเรามักจะเป็นอย่างนี้ คือเห็นแต่สิ่งที่เป็นแง่ลบหรือเป็นปัญหา แต่กลับมองข้ามสิ่งดีๆ หรือสิ่งที่เป็นบวก เรารู้สึกว่าชีวิตย่ำแย่เหลือเกินก็เพราะเหตุนี้

มีโยมคนหนึ่งถามลูกทุกครั้งที่กลับบ้านว่า วันนี้ไปก่อเรื่องอะไรหรือเปล่า เสร็จแล้วก็มาปรึกษาอาตมาว่ากลุ้มใจเรื่องลูกมาก ขณะเดียวกันก็เป็นทุกข์ที่ตัวเองชอบรุนแรงกับลูก อาตมาบอกว่าวันนี้ลองถามลูกใหม่ว่า วันนี้ลูกทำอะไรดีๆ มาบ้าง ขณะเดียวกันก็ถามตัวเองด้วยว่าวันนี้ทำอะไรดีๆ กับลูกบ้าง

คนที่ทุกข์จึงต้องรู้จักถามตัวเองว่าวันนี้เรามองเรื่องดีๆ บ้างหรือยัง

ที่มา นิตยสารแพรว ปีที่ 28 ฉบับที่ 666 25 พฤษภาคม 2550