
แก่นแท้ของรามเกียรติ์คือเรื่องของธรรมะที่สามารถเอาชนะกิเลสและความโลภโมโทสันทั้งมวล
ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดโดยพี่ตั้ว ศรัญยู วงษ์กระจ่าง ทั้งแต่งเอง เขียนบทเอง กำกับเอง อำนวยการสร้างเอง อย่างนี้จะไม่สนับสนุนกันได้อย่างไร ความเสียสละต่อการเมืองภาคประชาชนของพี่ตั้วที่ผ่านมาก็เป็นเครื่องรับประกันอยู่แล้วในวิธีคิดและวิธีทำงานของแก
ตัวหนังดำเนินไปบนความฝัน-ความจริง ความสัมพันธ์-ความขัดแย้ง การหนีปัญหา-การแก้ไขปัญหา ตัวละครแต่ละตัวต่างมีปมในใจของตัวเอง ถึงดูเหมือนจะมีตัวละครมากไปหน่อยจนเปิดภาพเบื้องหลังได้คนละนิดคนละหน่อย อย่างไรเสียความลึกของตัวละครหลักทุกตัวก็เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ขาดแต่เวลาที่สามารถเกลาเหลี่ยมมุมของทุกส่วนได้อีกนิด ถ้ามีพอ
คราวแรกเข้าใจว่าหนังไม่ยาว พอนั่งดูเข้าจริงจนจบเครดิต ใช้เวลาครบสองชั่วโมงพอดี บทหนังเหมือนทำให้มีไคลแม๊กซ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก หากพิจารณาอีกทีก็มองได้เหมือนกันว่ายอดเขาอารมณ์เหล่านั้นมันค่อยสูงขึ้นๆ จนถึงสูงสุดในจังหวะที่ผู้กำกับต้องการ
แก่นของหนังคือเรื่องศิลปะ โขนเป็นฉากหนึ่งที่เลือกเอามาเล่า และทุกชีวิตที่เกี่ยวข้องอยู่ในเรื่องก็ต่างพยายามดำเนินชีวิตปกติอย่างไม่เคยหวั่นไหวเลยว่าศิลปะไทยจะค่อยๆ จางไปจากความสนใจของคนในชาติเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า หรือจะกล่าวว่าช่วงเวลาในหนังเป็นยุคทองของศิลปะไทยถึงขั้นมีการตั้งโรงละครแห่งชาติ สถานที่ที่คนยุคนี้อาจไม่รู้เลยว่าตั้งอยู่ตรงไหนในประเทศ
ความประทับใจที่พอจะเล่าได้ก็เช่นการแสดงของนักแสดงรุ่นใหม่ต่างทำได้ดีเหลือเชื่อโดยเฉพาะการแสดงออกทางใบหน้า เป็นสิ่งที่พี่ตั้วให้ความสำคัญเรื่องนี้มานานแล้ว บทพูดมักจะแทรกเกร็ดลูกเล่นทางภาษาเอาไว้ แต่บางครั้งก็รู้สึกตรงจนแข็งเกินไปเหมือนกัน
เทคนิคการเล่าเป็นสิ่งที่อยากเห็นมากที่สุด และการเผยความในใจด้วยท่าโขนเป็นสุดยอดของหนังเรื่องนี้แล้ว ไม่ใช่เพราะเป็นท่าโขน หากเป็นท่าลิเกหรือท่าทางการแสดงไทยแท้อะไรที่สามารถประยุกต์มาบรรจุในหนังไทยได้ นับว่าเป็นสุดยอดเหมือนกัน การเล่าฉากในเรื่อง “รามเกียรติ์” ตัดสลับกับการซ้อมของคณะ “ครูเสก” เป็นอีกวาระที่น่าประทับใจ ตบท้ายด้วยดนตรีประกอบโดยระนาดหรือซอสามารถทำออกมาได้ลงตัว โดดเด่นและเป็นส่วนหนึ่งของบท ถือได้ว่ามีคุณภาพ
ข้อด้อยข้อสำคัญคิดว่าอยู่ที่มีคนนั่งเล่าความครอบการดำเนินเรื่องทั้งหมดอีกชั้นหนึ่ง ส่วนตัวแล้วไม่ค่อยชอบหนังที่ต้องใช้วิธีลงเสียง Voice Over เพื่ออธิบายความ เล่าสิ่งที่เกิดขึ้น จนถึงเรื่องเล็กที่สุดเช่นตัวละครคิดในใจออกมาดังๆ วิธีนี้ดูเหมือนไม่จำเป็นกับหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ แถมอาจถูกตำหนิแรงๆ ว่ามีโฆษณาแฝงได้อีกด้วยเหมือนกัน หากไม่มีส่วนนี้ครอบอยู่ ด้วยความสามารถของพี่ตั้วเองน่าจะพอสร้างวิธีสื่อข้อมูลบอกคนดูได้ทางอื่นอยู่แล้ว เห็นได้ชัดจากฉากรถโฆษณาชวนไปดูโขน “ครูเสก” ขนานไปกับเรือโฆษณาชวนดูโขน “ครูหยด”
ข้อด้อยถัดมาคือบทเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลายส่วนที่ดูแล้วไม่ชวนให้เข้าถึงอารมณ์ได้พอ วิธีแก้ไขคงต้องไปดูหนังซ้ำอีกรอบ ส่วนสิ่งที่ไม่ควรปล่อยไปอีกเรื่องคือคำบรรยายภาษาอังกฤษพบว่ามีพิมพ์ผิดหลายคำ เรื่องนี้สำคัญสำหรับการทำต้นฉบับเอาไว้ฉายเมืองนอก จนถึงทำแผ่น DVD และ Blu-ray ช่องทางการกระจายหนังออกไปสู่ต่างแดน ตั้งใจเหมือนกันว่าจะซื้อเอาไว้เป็นของฝากเพื่อนชาวต่างชาติที่อาจแวะเวียนมาพบกันอีก อยากดูฉบับ High Definition ระดับภาพ 1080p เสียง TrueHD/DTS/Dolby Surround EX จากแผ่น Blu-ray มากๆ เพราะผิดหวังกับคุณภาพโรงที่ฉายไม่น้อย ขอพี่ตั้วทำฉบับ Director’s Cut ลง Blu-ray ด้วย จักเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
พัฒนาการที่ยังสามารถต่อยอดไปได้อีกหากพี่ตั้วมีเวลาและปัจจัยคือใช้วิธีเล่าเรื่องรามเกียรติ์ตัดสลับการบทบาทในชีวิตปกติของตัวละคร จนถึงระดับ หยิบตอนหนึ่งของรามเกียรติ์มาเสนอด้วยวิถีชีวิตของคนธรรมดาทั่วไปแทน แบบนี้พบได้อยู่เนืองๆ ในภาพยนตร์จากฮอลลี่วู้ด หรือกระทั่งภาพยนตร์จากญี่ปุ่นและเกาหลี น่าจะต่อยอดได้มิใช่เลียนแบบ
ปกติจะนั่งดูหนังจนหมดเครดิต ยังเสียดายอีกนิดที่เครดิตของคนทำเพลงประกอบไม่มีบรรจุไว้เลย มีเพียงส่วนของดนตรีประกอบนิดหน่อย หรือว่าพี่ตั้วทำเองทั้งหมดเลยไม่ต้องใส่ก็ได้ สงสัยต้องค้นคว้าข้อมูลอีก ทราบว่าสำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์ได้จัดพิมพ์หนังสือประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
วันนี้ก็ได้พบกับพ่อแม่พี่น้องร่วมอุดมการณ์ที่มาสนับสนุนพี่ตั้วจนนาทีสุดท้ายเหมือนกันหลายคน จะให้นับหยาบๆ คนที่ไปร่วมดูหนังรอบแรกกันวันนี้มีไม่น่าถึง 20 คน ป้าคนหนึ่งดั้นด้นจากขอบกรุงติดเมืองนนท์มาร่วมดูในโรงใหญ่เพื่อให้ยอดตั๋วเพิ่มขึ้นด้วยความหวังว่าหนังจะไม่ถูกลบออกจากโปรแกรมฉายไปเร็วนัก
ไม่อยากชักชวนอะไรมากมายนัก ถ้าอยากรู้ว่าวัฒนธรรมไทยจะลงเอยเหมือนตอนจบของหนังเรื่องนี้หรือไม่ ต้องไปดูด้วยตัวเอง
ดูแล้วมาคุยกันให้เต็มที่ว่าชอบตรงไหน ไม่ชอบตรงไหน ประเด็นไหนน่าถกเถียง ประเด็นไหนน่าเชื่อถือ
ข้อมูลเพิ่มเติม
- ตัวอย่าง คนโขน
- คนโขน Fanpage
- หนังใหม่ คนโขน
- ภาพโปสเตอร์หนัง คนโขน
- บทสัมภาษณ์ ศรัณยู วงษ์กระจ่าง ผู้กำกับ คนโขน
- รายการ ก่อนจะถึงจันทร์-คนโขน(1) 21-08-2554
- รายการ ก่อนจะถึงจันทร์-คนโขน(2) 21-08-2554
- ศรัญยู วงษ์กระจ่าง @ Wikipedia
- ศรัญยู วงษ์กระจ่าง Facebook
- “ผมถอดแล้ว… คุณล่ะ ถอดหัวโขนออกหรือยัง?”
- อ.เสรี วงษ์มณฑา ชม “มีนิ้วโป้งกี่นิ้ว ยกให้หมด”
ปรับปรุง 31 ส.ค. 2554
วันนี้ไปดูรอบที่สองมาเก็บรายละเอียดได้มากขึ้น ที่สำคัญคือชื่อจริงของพี่ตั้วที่ถูกต้องคืออะไรจนต้องรีบกลับมาแก้ไขโดยพลัน และเก็บแฮนด์บิลล์มาจำนวนหนึ่งไว้สะสมอีกด้วย ตั้งใจจะเก็บทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้ไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ให้มากที่สุด
เพิ่มเติม 7 ก.ย. 2554
วันนี้ไปดูอีกเป็นรอบที่สาม ครั้งนี้เป็นรอบหลังเที่ยง สังเกตได้ชัดเจนว่ามีผู้ชมมากกว่าสองรอบที่ดูไปอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยนับได้ไม่เกินสิบหรือยี่สิบที่ รอบนี้น่าจะประมาณหนึ่งในสามของโรงเล็กๆ ได้เลย และมั่นใจว่ามีหลายคนเพิ่งมาดูเป็นครั้งแรกเมื่อฟังจากเสียงตอบรับกับฉากต่างๆ ของหนัง
ดูรอบนี้ได้มาอ่านภาษาหนังมากขึ้น ยอมรับว่าชอบแบบไม่มีเสแสร้ง ถึงจะเห็นจุดบกพร่องมากขึ้นด้วยก็ตาม ยังพอจะวางเอาไว้ก่อนได้ น่าสนใจอีกเรื่องคือฉากที่ทำให้เสียน้ำตาในการดูมาสามรอบ ไม่มีซ้ำกันเลย ยังมีอารมณ์ของหนังที่รอให้เข้าถึงอีกมากเป็นแน่รวมถึงเนื้อเรื่องรามเกียรติ์ด้วยเช่นกัน
น่าเสียดายที่ทางโรงไม่ยอมเปิดเครดิตจนจบ ตอนเดินออกก็ได้บอกเจ้าหน้าที่ดูแลโรงไปแล้ว ไม่รู้จะรับไปแก้ไขหรือเปล่า จำได้ว่าเครดิตที่ได้ดูในสองรอบแรกนั้นไม่มีรายชื่อนักแสดงโขนที่ร่วมงานทั้งหมด อยากเห็นแผ่น DVD/Blu-ray ฉบับสมบูรณ์ไปด้วยรายชื่อคนโขนตัวจริงที่ได้มีส่วนในงานนี้ครบทุกคน
เพิ่มเติม 14 ก.ย. 2554
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาพี่ตั้วพยายามส่งข่าวคืบหน้าความเป็นไปของหนังผ่านทางหน้าเฟสบุ๊คของพี่ตั้วเอง จนกระทั่งวานนี้ก็มาบอกกล่าวถึงเป้าหมายที่ไปไม่ถึงของรายได้ พวกเราพี่น้องพันธมิตรฯ นอกจากจะให้กำลังใจแล้วยังพอทำได้ก็เพียงไปดูหนังอีกรอบ และวันนี้ก็เป็นรอบที่สี่แล้ว ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีหนังเรื่องได้เคยเข้าไปนั่งดูถึงสี่รอบ เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกและเรื่องเดียวเพื่อสนับสนุนคนทำงานศิลปะ
ตัวหนังแทบจะจำได้ทุกฉากแล้ว เหมือนไปนั่งจับผิดเสียมากกว่า ทั้งโรงเมื่อเริ่มฉายมีนั่งดูอยู่คนเดียว ดูไปสิบนาทีก็เข้ามาอีกคน พยายามพิจารณาคำวิจารณ์จากแหล่งต่างๆ เข้ากับการดูรอบนี้ เรื่องการใช้ภาพชัดลึกชัดตื้นที่มีคนวิจารณ์ในทางลบนั้น อยากบอกว่านี่เป็นเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ นี่เป็นเรื่องของศิลปะการถ่ายภาพและการเล่าเรื่องด้วยภาพล้วนๆ ควรจะนิยมกันมากกว่า
สุดท้ายโรงก็ยังไม่ยอมฉากเครดิตจนจบอีก แม้นี่จะเป็นโรงในฝั่งเดียวกับที่มาดูรอบแรก น่าเสียดายมาก
ไม่อยากหวังว่าค่ายหนังเมืองไทยจะยอมผลิตแผ่น Blu-ray ออกมา อย่างเก่งก็น่าจะแค่ DVD เช่นนั้นแล้วคงต้องรอเมืองนอกทำ ขั้นต่อไปคงหวังว่าหนังเรื่องนี้จะได้ออกไปเผยแพร่ให้กับนานาชาติได้ดูบ้าง