Category Archives: monologue

La La (Means I Love You)

เห็น Andy Connell แห่ง Swing Out Sister วงป๊อบชั้นดีจากอังกฤษ พาวิดีโอดั้งเดิมของเพลงนี้มาฝากแฟนๆ ในหน้า Facebook ของวงแล้วยิ่งรู้สึกประทับใจกับเพลงที่ฟังเท่าไหร่ก็ไม่รู้เบื่อ ทำให้ต้องค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อให้รู้จักกันมากยิ่งขึ้น

เพลง La La (Means I Love You) เปิดตัวในปีค.ศ. 1968 โดยวง Delfonics แต่งโดย Tom Bell ที่ยกย่องกันว่าคือผู้ให้กำเนิดเพลง Soul สำเนียง Philadelphia และ William Hart โปรดิวซ์โดย Bell เองและ Stan Watson

หลังจากเปิดตัวก็ขึ้นถึงอันดับ 4 บน US Billboard pop, อันดับ 2 ของหมวด R&B ในปี 1968 และอันดับที่ 19 บน UK pop single ในปี 1971

มาลองดูวิดีโอดั้งเดิมกัน
• The Delfonics-La La (Means I Love You) Video บน MySpace.com

แถมยังได้พบกับวิดีโอใหม่อีกด้วย
• La-La Means I Love You Video by The Delfonics บน MySpace.com

ขาดไม่ได้คือเนื้อร้อง

La La (Means I Love You)

[Verse 1:]
Many guys have come to you
With a line that wasn’t true
And you passed them by (passed them by)
Now you’re in the center ring
And their lines don’t mean a thing
Why don’t you let me try (let me try)
Now I don’t wear a diamond ring
I don’t even have a song to sing
All I know is

[Chorus:]
La la la la la la la la la means
I love you
[1:] Oh, baby please now
[2:] Oh… baby

La la la la la la la la la means
I love you

[Verse 2:]
If I ever saw a girl
That I needed in this world
You are the one for me (one for me)
Let me hold me in my arms
Girl, and thrill you with my charms
I’m sure you will see (you will see)
The things I am sayin’ are true
And the way I explain them to you
Listen to me

[Partial verse:]
The things I am sayin’ are true
And the way I explain them to you, yes to you
Listen to me

[repeat to fade:]
La la la la la la la la la means
I love you
[1:] Oh, you’ll have to understand
[2:] Come on and take my hand

ในประวัติศาสตร์ของวงการ เพลงนี้ยังผ่านการทำใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่ารวมถึงในอัลบั้ม The Living Return (1994) ของวง Swing Out Sister ด้วย

ข้อมูลอ้างอิงจาก Wikipedia

อ่านจบ พล•นิกร•กิมหงวน ชุดเขมรกำแหง

สามเกลอ พล•นิกร•กิมหงวน ชุดพิเศษ เขมรกำแหง | สำนักพิมพ์แสงดาว

  • เขมรกำแหง
  • พลร่มกล้าตาย
  • หน่วยใต้ดิน
  • เขาพระวิหาร
  • สายลับจำเป็น
  • ซ้อนกล
  • เขมรหนี
  • ป้อมปืนพระกาฬ

ISBN 978-616-508-270-9
ราคา 480 บาท

แล้วจะเขียนถึงเป็นเรื่องเป็นราวต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้

คนโขน (2554)

แก่นแท้ของรามเกียรติ์คือเรื่องของธรรมะที่สามารถเอาชนะกิเลสและความโลภโมโทสันทั้งมวล

ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดโดยพี่ตั้ว ศรัญยู วงษ์กระจ่าง ทั้งแต่งเอง เขียนบทเอง กำกับเอง อำนวยการสร้างเอง อย่างนี้จะไม่สนับสนุนกันได้อย่างไร ความเสียสละต่อการเมืองภาคประชาชนของพี่ตั้วที่ผ่านมาก็เป็นเครื่องรับประกันอยู่แล้วในวิธีคิดและวิธีทำงานของแก

ตัวหนังดำเนินไปบนความฝัน-ความจริง ความสัมพันธ์-ความขัดแย้ง การหนีปัญหา-การแก้ไขปัญหา ตัวละครแต่ละตัวต่างมีปมในใจของตัวเอง ถึงดูเหมือนจะมีตัวละครมากไปหน่อยจนเปิดภาพเบื้องหลังได้คนละนิดคนละหน่อย อย่างไรเสียความลึกของตัวละครหลักทุกตัวก็เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ขาดแต่เวลาที่สามารถเกลาเหลี่ยมมุมของทุกส่วนได้อีกนิด ถ้ามีพอ

คราวแรกเข้าใจว่าหนังไม่ยาว พอนั่งดูเข้าจริงจนจบเครดิต ใช้เวลาครบสองชั่วโมงพอดี บทหนังเหมือนทำให้มีไคลแม๊กซ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก หากพิจารณาอีกทีก็มองได้เหมือนกันว่ายอดเขาอารมณ์เหล่านั้นมันค่อยสูงขึ้นๆ จนถึงสูงสุดในจังหวะที่ผู้กำกับต้องการ

แก่นของหนังคือเรื่องศิลปะ โขนเป็นฉากหนึ่งที่เลือกเอามาเล่า และทุกชีวิตที่เกี่ยวข้องอยู่ในเรื่องก็ต่างพยายามดำเนินชีวิตปกติอย่างไม่เคยหวั่นไหวเลยว่าศิลปะไทยจะค่อยๆ จางไปจากความสนใจของคนในชาติเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า หรือจะกล่าวว่าช่วงเวลาในหนังเป็นยุคทองของศิลปะไทยถึงขั้นมีการตั้งโรงละครแห่งชาติ สถานที่ที่คนยุคนี้อาจไม่รู้เลยว่าตั้งอยู่ตรงไหนในประเทศ

ความประทับใจที่พอจะเล่าได้ก็เช่นการแสดงของนักแสดงรุ่นใหม่ต่างทำได้ดีเหลือเชื่อโดยเฉพาะการแสดงออกทางใบหน้า เป็นสิ่งที่พี่ตั้วให้ความสำคัญเรื่องนี้มานานแล้ว บทพูดมักจะแทรกเกร็ดลูกเล่นทางภาษาเอาไว้ แต่บางครั้งก็รู้สึกตรงจนแข็งเกินไปเหมือนกัน

เทคนิคการเล่าเป็นสิ่งที่อยากเห็นมากที่สุด และการเผยความในใจด้วยท่าโขนเป็นสุดยอดของหนังเรื่องนี้แล้ว ไม่ใช่เพราะเป็นท่าโขน หากเป็นท่าลิเกหรือท่าทางการแสดงไทยแท้อะไรที่สามารถประยุกต์มาบรรจุในหนังไทยได้ นับว่าเป็นสุดยอดเหมือนกัน การเล่าฉากในเรื่อง “รามเกียรติ์” ตัดสลับกับการซ้อมของคณะ “ครูเสก” เป็นอีกวาระที่น่าประทับใจ ตบท้ายด้วยดนตรีประกอบโดยระนาดหรือซอสามารถทำออกมาได้ลงตัว โดดเด่นและเป็นส่วนหนึ่งของบท ถือได้ว่ามีคุณภาพ

ข้อด้อยข้อสำคัญคิดว่าอยู่ที่มีคนนั่งเล่าความครอบการดำเนินเรื่องทั้งหมดอีกชั้นหนึ่ง ส่วนตัวแล้วไม่ค่อยชอบหนังที่ต้องใช้วิธีลงเสียง Voice Over เพื่ออธิบายความ เล่าสิ่งที่เกิดขึ้น จนถึงเรื่องเล็กที่สุดเช่นตัวละครคิดในใจออกมาดังๆ วิธีนี้ดูเหมือนไม่จำเป็นกับหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ แถมอาจถูกตำหนิแรงๆ ว่ามีโฆษณาแฝงได้อีกด้วยเหมือนกัน หากไม่มีส่วนนี้ครอบอยู่ ด้วยความสามารถของพี่ตั้วเองน่าจะพอสร้างวิธีสื่อข้อมูลบอกคนดูได้ทางอื่นอยู่แล้ว เห็นได้ชัดจากฉากรถโฆษณาชวนไปดูโขน “ครูเสก” ขนานไปกับเรือโฆษณาชวนดูโขน “ครูหยด”

ข้อด้อยถัดมาคือบทเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลายส่วนที่ดูแล้วไม่ชวนให้เข้าถึงอารมณ์ได้พอ วิธีแก้ไขคงต้องไปดูหนังซ้ำอีกรอบ ส่วนสิ่งที่ไม่ควรปล่อยไปอีกเรื่องคือคำบรรยายภาษาอังกฤษพบว่ามีพิมพ์ผิดหลายคำ เรื่องนี้สำคัญสำหรับการทำต้นฉบับเอาไว้ฉายเมืองนอก จนถึงทำแผ่น​ DVD และ Blu-ray ช่องทางการกระจายหนังออกไปสู่ต่างแดน ตั้งใจเหมือนกันว่าจะซื้อเอาไว้เป็นของฝากเพื่อนชาวต่างชาติที่อาจแวะเวียนมาพบกันอีก อยากดูฉบับ High Definition ระดับภาพ 1080p เสียง TrueHD/DTS/Dolby Surround EX จากแผ่น Blu-ray มากๆ เพราะผิดหวังกับคุณภาพโรงที่ฉายไม่น้อย ขอพี่ตั้วทำฉบับ Director’s Cut ลง Blu-ray ด้วย จักเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

พัฒนาการที่ยังสามารถต่อยอดไปได้อีกหากพี่ตั้วมีเวลาและปัจจัยคือใช้วิธีเล่าเรื่องรามเกียรติ์ตัดสลับการบทบาทในชีวิตปกติของตัวละคร จนถึงระดับ หยิบตอนหนึ่งของรามเกียรติ์มาเสนอด้วยวิถีชีวิตของคนธรรมดาทั่วไปแทน แบบนี้พบได้อยู่เนืองๆ ในภาพยนตร์จากฮอลลี่วู้ด หรือกระทั่งภาพยนตร์จากญี่ปุ่นและเกาหลี น่าจะต่อยอดได้มิใช่เลียนแบบ

ปกติจะนั่งดูหนังจนหมดเครดิต ยังเสียดายอีกนิดที่เครดิตของคนทำเพลงประกอบไม่มีบรรจุไว้เลย มีเพียงส่วนของดนตรีประกอบนิดหน่อย หรือว่าพี่ตั้วทำเองทั้งหมดเลยไม่ต้องใส่ก็ได้ สงสัยต้องค้นคว้าข้อมูลอีก ทราบว่าสำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์ได้จัดพิมพ์หนังสือประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

วันนี้ก็ได้พบกับพ่อแม่พี่น้องร่วมอุดมการณ์ที่มาสนับสนุนพี่ตั้วจนนาทีสุดท้ายเหมือนกันหลายคน จะให้นับหยาบๆ คนที่ไปร่วมดูหนังรอบแรกกันวันนี้มีไม่น่าถึง 20 คน ป้าคนหนึ่งดั้นด้นจากขอบกรุงติดเมืองนนท์มาร่วมดูในโรงใหญ่เพื่อให้ยอดตั๋วเพิ่มขึ้นด้วยความหวังว่าหนังจะไม่ถูกลบออกจากโปรแกรมฉายไปเร็วนัก

ไม่อยากชักชวนอะไรมากมายนัก ถ้าอยากรู้ว่าวัฒนธรรมไทยจะลงเอยเหมือนตอนจบของหนังเรื่องนี้หรือไม่ ต้องไปดูด้วยตัวเอง

ดูแล้วมาคุยกันให้เต็มที่ว่าชอบตรงไหน ไม่ชอบตรงไหน ประเด็นไหนน่าถกเถียง ประเด็นไหนน่าเชื่อถือ

ข้อมูลเพิ่มเติม

ปรับปรุง 31 ส.ค. 2554
วันนี้ไปดูรอบที่สองมาเก็บรายละเอียดได้มากขึ้น ที่สำคัญคือชื่อจริงของพี่ตั้วที่ถูกต้องคืออะไรจนต้องรีบกลับมาแก้ไขโดยพลัน และเก็บแฮนด์บิลล์มาจำนวนหนึ่งไว้สะสมอีกด้วย ตั้งใจจะเก็บทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้ไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ให้มากที่สุด

เพิ่มเติม 7 ก.ย. 2554
วันนี้ไปดูอีกเป็นรอบที่สาม ครั้งนี้เป็นรอบหลังเที่ยง สังเกตได้ชัดเจนว่ามีผู้ชมมากกว่าสองรอบที่ดูไปอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยนับได้ไม่เกินสิบหรือยี่สิบที่ รอบนี้น่าจะประมาณหนึ่งในสามของโรงเล็กๆ ได้เลย และมั่นใจว่ามีหลายคนเพิ่งมาดูเป็นครั้งแรกเมื่อฟังจากเสียงตอบรับกับฉากต่างๆ ของหนัง

ดูรอบนี้ได้มาอ่านภาษาหนังมากขึ้น ยอมรับว่าชอบแบบไม่มีเสแสร้ง ถึงจะเห็นจุดบกพร่องมากขึ้นด้วยก็ตาม ยังพอจะวางเอาไว้ก่อนได้ น่าสนใจอีกเรื่องคือฉากที่ทำให้เสียน้ำตาในการดูมาสามรอบ ไม่มีซ้ำกันเลย ยังมีอารมณ์ของหนังที่รอให้เข้าถึงอีกมากเป็นแน่รวมถึงเนื้อเรื่องรามเกียรติ์ด้วยเช่นกัน

น่าเสียดายที่ทางโรงไม่ยอมเปิดเครดิตจนจบ ตอนเดินออกก็ได้บอกเจ้าหน้าที่ดูแลโรงไปแล้ว ไม่รู้จะรับไปแก้ไขหรือเปล่า จำได้ว่าเครดิตที่ได้ดูในสองรอบแรกนั้นไม่มีรายชื่อนักแสดงโขนที่ร่วมงานทั้งหมด อยากเห็นแผ่น DVD/Blu-ray ฉบับสมบูรณ์ไปด้วยรายชื่อคนโขนตัวจริงที่ได้มีส่วนในงานนี้ครบทุกคน

เพิ่มเติม 14 ก.ย. 2554
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาพี่ตั้วพยายามส่งข่าวคืบหน้าความเป็นไปของหนังผ่านทางหน้าเฟสบุ๊คของพี่ตั้วเอง จนกระทั่งวานนี้ก็มาบอกกล่าวถึงเป้าหมายที่ไปไม่ถึงของรายได้ พวกเราพี่น้องพันธมิตรฯ นอกจากจะให้กำลังใจแล้วยังพอทำได้ก็เพียงไปดูหนังอีกรอบ และวันนี้ก็เป็นรอบที่สี่แล้ว ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีหนังเรื่องได้เคยเข้าไปนั่งดูถึงสี่รอบ เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกและเรื่องเดียวเพื่อสนับสนุนคนทำงานศิลปะ

ตัวหนังแทบจะจำได้ทุกฉากแล้ว เหมือนไปนั่งจับผิดเสียมากกว่า ทั้งโรงเมื่อเริ่มฉายมีนั่งดูอยู่คนเดียว ดูไปสิบนาทีก็เข้ามาอีกคน พยายามพิจารณาคำวิจารณ์จากแหล่งต่างๆ เข้ากับการดูรอบนี้ เรื่องการใช้ภาพชัดลึกชัดตื้นที่มีคนวิจารณ์ในทางลบนั้น อยากบอกว่านี่เป็นเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ นี่เป็นเรื่องของศิลปะการถ่ายภาพและการเล่าเรื่องด้วยภาพล้วนๆ ควรจะนิยมกันมากกว่า

สุดท้ายโรงก็ยังไม่ยอมฉากเครดิตจนจบอีก แม้นี่จะเป็นโรงในฝั่งเดียวกับที่มาดูรอบแรก น่าเสียดายมาก

ไม่อยากหวังว่าค่ายหนังเมืองไทยจะยอมผลิตแผ่น Blu-ray ออกมา อย่างเก่งก็น่าจะแค่ DVD เช่นนั้นแล้วคงต้องรอเมืองนอกทำ ขั้นต่อไปคงหวังว่าหนังเรื่องนี้จะได้ออกไปเผยแพร่ให้กับนานาชาติได้ดูบ้าง

กาแฟดอยคำ โดยโครงการหลวง

โครงการหลวง

100% Arabica

กาแฟคั่วบน Ground Coffee

Doi Kham Coffee
by Royal Project of Thailand
กาแฟดอยคำ โดยโครงการหลวง

Net Weight 200 g.
น้ำหนักสุทธิ 200 กรัม

วิธีชง
ใช้กาแฟ 10 กรัม (2 ช้อนโต๊ะ) ต่อน้ำ 150-180 มิลลิลิตร (1 ถ้วย) ชงโดยใช้เครื่องชนิดใช้กระดาษกรองหรือเครื่องเอสเพรสโซ่

Direction
Use 10 g. of coffee (2 tablespoon) for 150-180 ml. of boiled water (1 cup). Brew by using filter or espresso coffee machine.

กาแฟดอยคำ
กาแฟอาราบิก้าคุณภาพของโครงการหลวงเป็นหนึ่งในความสำเร็จของการพัฒนาพืชทางเลือกเพื่อทดแทนพืชเสพติดบนดอยสูงที่หนาวเย็นผนวกกับความเอาใจใส่ การดูแลจัดการและคัดสรรในทุก ๆกระบวนการจนเป็นกาแฟคุณภาพที่มีรสชาติและกลิ่นหอมจูงใจ

ผลิตและจัดจำหน่ายโดย
มูลนิธิโครงการหลวง
65 ถนนสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200
โทร 053 224-650 053 211-656
สำนักงานขายกรุงเทพฯ
โทร 0-2942-8656-9

Doi Kham Coffee
Arabica coffee, the “quality” coffee of the Royal Project is one of the successful results of the alternative crop programme to replace opium growing on the cold highlands. The good taste and appealing aroma of our coffee come from close care and attentive management given to all the production processes.

Manufactured and Distributed by
Royal Project Foundation
65 Suthep Road, Tumbon Suthep Amphur Muang Chiang Mai 50200
Tel :+66 (0)53-224-650 +66 (0)53-211-656
Bangkok Sale Office
Tel :+66 (0)2942-8656-9
www.royalprojectthailand.com/coffee

อย 50-2-06048-2-0004
barcode
8 858418 000059
กาแฟคั่ว-บด

MFG250711
EXP251011

ซื้อจากร้านโครงการหลวงที่ตลาดบองมาเช่ร์

ไม่เหมาะกับการชงด้วยเครื่องคอฟฟี่เพรสเพราะบดมาอย่างละเอียด เพราะฉะนั้นในวิธีชงข้างบนจึงกล่าวถึงแค่ชงด้วยกระดาษกรองและเครื่องเอสเพรสโซ่

หากใครมีเครื่องบดเมล็ดกาแฟอยู่แล้วสามารถหาซื้อแบบเมล็ดเต็มมาบดเองได้เหมือนกัน เท่านี้ก็เลือกบดหยาบสำหรับการชงแบบเพรสพอดีตามต้องการแล้ว

Time Traveller (2010)

แม้ความจำจะถูกลบไปแล้ว แต่ความรู้สึกไม่อาจถูกลบไปด้วย

ภาพยนตร์ฉบับล่าสุดที่สร้างจากหนังสือ 時をかける少女 Toki o Kakeru Shōjo หรือ The Girl Who Leapt Through Time ผลงานประพันธ์ของ Yasutaka Tsutsui

ใครที่เคยประทับใจกับภาคอนิเมะมาแล้วก็ไม่ต้องแปลกใจกับเนื้อเรื่องที่แตกต่างกับแต่พล็อตเรื่องยังเหมือนเดิม ที่สำคัญ Riisa Naka เด็กหญิงผู้กระโดดข้ามเวลาที่ปรากฏอยู่บนใบปิดหนังเรื่องนี้เป็นคนให้เสียงเด็กหญิงผู้กระโดดข้ามเวลาในภาคอนิเมะนั่นเอง

ต้องขอบคุณพี่ลุงป๊อบ ที่กรุณาส่งข้อความผ่านเฟซบุ๊คว่า ‘หลังจากดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่ชอบ แต่รักเลย’ ทำให้รอไม่ได้ ต้องหามานั่งดูเช่นกัน

ด้วยคุณภาพความคมชัดสูงระดับ 720p ทำให้สัมผัสถึงคุณภาพการแสดงของทุกคนในเรื่องได้เต็มที่โดยเฉพาะการแสดงออกทางสายตาและใบหน้า ต้องยอมรับว่าหนังญี่ปุ่นอาจจะไม่ถึงกับเป็นที่นิยมในบ้านเรานัก แต่คุณภาพของหนังในทุกส่วนนั้นถึงระดับอย่างแท้จริง ไม่ใช่เอาหน้าตานักแสดงมาล่อส่วนคุณภาพการแสดงจนถึงบทภาพยนตร์และพล็อตเรื่องดูแล้วเสียดายเวลาเสียอย่างนั้น

การเดินทางย้อนกลับไปในอดีตมีความสำคัญมากพอๆ กับการเดินทางร่วมกับผู้คนในยุคที่ข้ามไปนั้น ได้เห็นพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนจนยากที่จะละวางแล้วถอนตัวเองกลับสู่ความเป็นปกติได้

ไม่เพียงประทับใจในความน่ารักของ ‘อาการิ’ แต่ยังประทับในการดำเนินชีวิตของวัยรุ่นที่มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต ไม่ได้ติดยึดอยู่กับความสุขแบบไม่มีที่สิ้นสุดในประเทศด้อยพัฒนาบางประเทศ วัยรุ่นในปัจจุบันและวัยรุ่นในยุค 70 ของญี่ปุ่นต่างก็มีเป้าหมายในชีวิตของตัวเองทั้งนั้น ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการมองอนาคตของประเทศ

เห็นด้วยกับพี่ลุงป็อบว่าหนังเรื่องนี้ดูแล้วรักเลย มันเข้าถึงความรู้สึกได้ลึกซึ้งจริงๆ

ประเด็นเดียวที่ผู้กำกับทิ้งไว้ให้งุนงงสงสัยว่า ‘เรียวตะ’ เข้าไปทำอะไรอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ในวันที่ได้พบกับ ‘อาการิ’

ข้อมูลเพิ่มเติม