Category Archives: monologue

Kaori Kobayashi Live (2006)

ไม่ได้ดูคอนเสิร์ตที่มีคนเป่าแซ็กโซโฟนมานานเหมือนกัน เจอดีวีดีแผ่นนี้ไม่รู้จักมาก่อนแต่ก็รู้สึกอยากลอง ผลออกมาน่าประทับใจมากทีเดียว

คาโอริ โคบายาชิ เป็นคนเป่าแซ็กหญิงคนแรกที่รู้สึกว่ารับได้ แม้เปิดตัวออมาจะดูไม่ต่างจากคนอื่นที่ต้องมีการอวดเนื้อหนังมังสามากไปหน่อย ถ้าเป็นสารคดีสืบเผ่าพันธุ์สัตว์โลกก็จะไม่ถืออะไร แต่ด้วยน้ำเสียง โทนเสียง พื้นฐานไปจนถึงเทคนิคการเป่าและไหวพริบในการเลือกใช้โน๊ต เธอทำได้ดีพอสมควร สุ้มเสียงที่ออกมาเต็มและชัดเจนไม่ดุดัน ทำให้ความสนใจไปจับอยู่ที่การบรรเลงมากกว่าเรื่องอื่น

คุณภาพเสียงของดีวีดีแผ่นนี้บันทึกได้ค่อนข้างดีทำให้ระลึกถึงคอนเสิร์ตชุด Kenny G Live ที่ฟังมาตั้งแต่ยังเป็นเทปคาสเซ็ตก็ยังได้เสียงที่ชัดถ้อยชัดคำขนาดนั้น

แนวเพลงเป็นฟิวชั่นแจ๊ส Fusion Jazz เช่นเดียวกับวง Casiopea, T-Square, Dimension หรือจะข้ามไปถึง Spyro Gyra และ Kenny G ในยุคแรกก็นับได้ บางเพลงออกแนวสมูธแจ๊ส Smooth Jazz บ้างก็เป็นการผสมผสานได้อย่างลงตัว

การด้นสด improvisation อาจจะไม่มีให้ดูมากนัก อย่างไรก็ไม่ถึงกับเสียหาย หากจะเทียบกับคนบางที่อยากอวดก็จะใส่แบบล้นเกินจนเอียนเลี่ยน อย่างที่มีให้เห็นอยู่เหมือนกันในประเทศที่คิดว่าดนตรีแจ๊สเป็นเส้นทางการยกระดับสถานะทางสังคมของตัวเอง

การนำเพลงป๊อบอมตะอย่าง Nothing’s Gonna Change My Love For You มาบรรเลง ก็สามารถทำได้ไม่ขัดเขิน ไม่ดัดจริต และเป็นธรรมชาติมากทีเดียว

ภาพรวมแม้จะไม่ถึงกับโดดเด่นแต่คุณภาพของน้ำเสียงแซ็กที่เป่าออกมาและการเรียบเรียงเพลงทั้งหมดก็ให้ความบันเทิงได้เต็มที่ตลอดช่วงเวลาร้อยกว่านาทีของการแสดง ต้องยกนิ้วให้คนทำงานเบื้องหลังด้านเสียงด้วยเช่นกัน

ความสนุกสนานของเพลงแจ๊สในคอนเสิร์ตครั้งนี้ช่วยเติมเต็มอารมณ์สุนทรีย์ได้ไม่น้อยเลย

รายชื่อนักดนตรี

  • Kaori Kobayashi – Alto Sax & Flute
  • Kenji Hino – Electric Bass
  • Kiyotsugu Amano – Electric Guitar
  • Masanori Sasaji – Keyboards
  • Shuichi Murakami – Drums

รายชื่อเพลงที่แสดง

  1. SOLAR
  2. BIRD ISLAND
  3. LOVELY BLOSSOM
  4. SMOKY
  5. GRACE
  6. SUNSET OCEAN
  7. KIRA-KIRA
  8. FREE
  9. MOMENT OF LONELINESS
  10. NOTHING’S GONNA CHANGE MY LOVE FOR YOU
  11. ENERGY
  12. SUNSHINE
  13. SOLAR (Minor Version)
  14. ANOTHER WAY (ENDING)

ข้อมูลเพิ่มเติม

Let the Bullets Fly (2010)

ผลงานเขียนบทเอง กำกับเองและแสดงเองโดย ‘เจียง เหวิน’ ที่เพิ่งเขียนถึงไปในบท โจโฉ จากเรื่อง The Lost Bladesman (2011)

เรื่องคุณภาพการแสดงนั้นสุดยอดอยู่แล้ว แต่ในบทบาทของผู้กำกับและ คนเขียนบท นี่ทำให้ต้องกลับไปค้นข้อมูลของชายผู้นี้อย่างละเอียดอีกครั้ง

พล็อตเรื่องตรงๆ นำเสนอจิกกัดความรู้สึกของคนดูแถมเฉือดเฉือนกันด้วยสีหน้าท่าทาง แววตาและบทพูดในแบบตะวันออก แฝงอารมณ์ขันแบบมืดๆ นัวๆ นิดหน่อย

นั่งดูได้ยาวๆ แบบไม่ต้องลุ้นว่าเมื่อไหร่จะจบเสียที ความกลมกล่อมของตัวละครทุกตัวเข้ากันได้กับบทและต่างก็เสริมซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นตัวเจียง เหวินเอง โจวเหวินฟะที่รับบทผู้ร้ายและเป็นผู้ดึงดูดให้ต้องหาเรื่องนี้มาดูว่าความสุดยอดของเขากลับมาอีกครั้งแล้ว ส่วนตัวละครที่เล่นเป็นพี่น้องแต่ละคนของเจียง เหวิน นึกไม่ถึงว่าจะสวมบทบาทได้เนียนและทำให้คนดูเชื่อได้สนิทใจขนาดนี้ ถ้าคนเหล่านี้มาตามหาอาชีพนักแสดงในเมืองไทย คงจะง่ายกว่าหากหันไปหางานจับกังแทน นับว่าฝีมือกำกับการแสดงของเจียง เหวินนี่สุดยอดจริงๆ นี่คือคุณภาพระดับโลกจริงๆ

ไม่อยากเล่าเนื้อเรื่องแต่อยากแนะนำให้หามาดูโดยทั่วกัน

ถ้ามีจังหวะก็จะลองดูแบบเสียงในฟิล์มอีกสักรอบ วันนี้นั่งดูพากษ์ไทยเพื่อเก็บเนื้อความหลักๆ เสียก่อน

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก Wikipedia

The Lost Bladesman (2011)

ใครจินตนาการถึงด้านโรแมนติกของกวนอูได้บ้าง

พบ ‘ดอนนี่ เยน’ อีกครั้งในภาพยนตร์อิงจากวรรณกรรมอมตะเรื่อง ‘สามก๊ก’ ในบทบาทของ ‘กวนอู’ ผู้เกิดมาพร้อมกับคุณธรรมและทักษะยุทธ ในการรับรู้ผ่านการอ่าน ‘สามก๊กฉบับวณิพก’ โดย ยาขอบ ก็ไม่เคยสังเกตถึงด้านโรแมนติกของตัวละครใดเลย แต่เมื่อมีการนำเนื้อหาบางส่วนมาสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวไม่ว่าจะหยิบตอนไหนมาก็ต้องกลายเป็นหนังฟอร์มยักษ์อยู่ร่ำไป

เรื่องของ กวนอู ก็ไม่มีข้อยกเว้น ส่วนด้านบวกของโจโฉยิ่งคิดไม่ออกเลยว่าจะเป็นอย่างไร บทภาพยนตร์ที่ดีก็คงไม่อัดความดีหรือความเลวลงในตัวแสดงแต่ละตัวแบบไม่บันยะบันยัง มุมใหม่ของโจโฉก็ถูกเผยออกมาในหนังเรื่องนี้เช่นกัน

การแสดงของดอนนี่ เยน ดูแล้วไม่มีข้อสงสัยแต่ก็ไม่มีอะไรใหม่ การดำเนินเรื่องค่อนข้างเป็นไปตามแบบแผน ส่วน โจโฉ โดย ‘เจียง เหวิน’ ก็รับประกันคุณภาพด้วยชื่อของนักแสดงอยู่แล้ว

เอกลักษณ์ของหนังตะวันออกก็คือการเข้าถึงสภาพจิตใจและอธิบายได้ด้วยพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ต่างจากหนังตะวันตกที่พยายามเข้าใจจิตใจด้วยวัตถุต่างๆ ฟังแล้วช่างขัดแย้งในตัวเองนัก

ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ถึงกับเป็นสุดยอดหนังสามก๊กแต่ก็ไม่เสียดายเวลาที่ได้นั่งดู

ข้อมูลเพิ่มเติม

อ่านจบ ค้นคำเค้นความ (๒)

ค้นคำเค้นความ (๒)
ข้อเขียนว่าด้วยความหมายและที่มาของคำในภาษาไทย
โดย ล้อม เพ็งแก้ว | สำนักพิมพ์ศยาม
ISBN 974-7235-55-2
พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๔
ราคา ๑๕๐ บาท

ได้เล่มนี้มาพร้อมกับเล่มแรกด้วยราคาลดถึงเจ็ดเปอร์เซ็นต์ สิบปีผ่านไปเล่มพิมพ์ครั้งที่หนึ่งยังขายไม่หมด แม้เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เสริมความรู้ให้กับคนรักภาษาไทยได้มากและสมควรอยู่ติดมือคนไทยทั่วไป ระหว่างที่เลือกหนังสืออยู่นั้นพบแค่สองเล่ม หากมีมากกว่านี้คงต้องซื้อมาให้หมดในคราวเดียวไปแล้ว

เล่มนี้รวมบทความจากนิตยสาร ‘ฟ้าเมืองไทย’ โดย อาจินต์ ปัญจพรรค์ ระหว่างปีพ.ศ. ๒๕๒๘ ถึง ๒๕๓๐ คาบปีวาระครบรอบสองร้อยปีสุนทรภู่ จึงมีเรื่องที่ครูล้อม เพ็งแก้ว เขียนถึงท่านไว้มากเป็นพิเศษ ได้เกร็ดความรู้อีกไม่น้อยเลย

ประเด็นสำคัญที่สุดคือได้รับคำแนะนำอีกมากมานเพื่อใช้พัฒนาการเขียนให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก ทั้งยังมีตัวอย่างและคำเตือนให้การใช้ภาษาไทยเป็นไปตามแบบแผนและความหมายที่ถูกต้อง ไม่เผลอใช้ภาษาวิบัติหรือมักง่ายใช้ตัวสะกดผิดๆ งานเขียนที่ดีจะต้องอ่านได้ทุกยุคทุกสมัยมิใช่หวือหวาชั่วครั้งชั่วคราว …นั่นเป็นทัศนะของผม

เวลาที่ใช้อ่านเล่มนี้จบออกจะห่างจากเล่มแรกค่อนข้างมากเพราะว่าอ่านหนังสือเล่มอื่นด้วยพร้อมกัน จึงสลับไปมาตามความสะดวก จนกระทั่งได้นั่งอ่านหนังสือเล่มนี้จบในร้านสตาร์บัคส์ สาขาถนนข้าวสาร ตอนสายวันนี้เอง

The Borrower Arrietty (2010)

สิ่งมีชีวิตทั้งหลายต่างอยู่ร่วมกันได้ด้วยการแบ่งปัน

อนิเมะเรื่องใหม่ของสตูดิโอจิบลิที่ลงโรงฉายเมื่อ 17 กรกฎาคม 2553 แต่เพิ่งได้ดูจบเมื่อวานนี้เอง มาครบทั้งภาพระดับ 1080p เสียง DTS 6 ช่อง และซับไตเติ้ลภาษาไทยจาก ThaiSubtitle.com โดยเรื่องนี้ไม่ใช่ผลงานของ Hayao Mayazaki แต่ความละเมียดละไมในแบบสตูดิโอจิบลิยังท่วมท้นเหมือนเดิม

พล็อตเรื่องรวมๆ ไม่มีอะไรหวือหวาแบบ Princess Mononoke หรือ Spirited Away กลับค่อนข้างเรียบง่ายและเบาสบายแบบ Only Yesterday มากกว่า

ภาพ มุมกล้อง และรายละเอียดอีกมากมายยังรักษาคุณภาพระดับสูงของสตูดิโอจิบลิไว้ได้ครบครัน

บทภาพยนตร์นำเสนอเรื่องของสิ่งมีชีวิตที่ต่างก็ดำรงชีวิตของตัวเองอยู่ในโลกใบเดียวกัน ทรัพยากรที่ต้องใช้นั้นก็ต้องหยิบยืม (borrow) จากแหล่งใดแหล่งหนึ่งจากกันและกัน บ้างก็หยิบยืมปัจจัยสี่ บ้างก็หยิบยืมความรู้สึกและกำลังใจ ฉากหลังเป็นความแตกต่างของครอบครัวที่สะท้อนความจริงในสังคมของผู้ชม

ส่วนประเด็นพิเศษยังสามารถพบเจอได้เป็นประจำในงานของสตูดิโอจิบลิคือเรื่องของสิ่งมีชีวิตและการดำรงอยู่ของมันก็ถูกนำเสนออย่างแนบเนียบไม่ได้ยัดเยียดเหมือนในประเทศด้อยพัฒนาแถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางประเทศที่ใช้ภาษาเดียวกับเรา

การเริ่มต้นพบเจอและการลงท้ายแยกจากเป็นไปอย่างเนิบช้า ตามที่เกริ่นไว้แล้วว่าอนิเมะเรื่องนี้ไม่ได้หวือหวา แต่ความเบาสบายเมื่อบรรจบกับรายละเอียดของมุมมองและฉากต่างๆ ก็ให้ความรู้สึกค่อยๆ ไหลลื่นตาม ‘อาริเอ็ทตี (Arrietty)’ และ ‘โช (Shō)’ ไปได้แบบไม่มีสะดุดตลอดการนั่งชม

ประเด็นเปรียบเทียบอีกเรื่องที่ประทับใจมากก็คือคนเล็กจะบริโภคน้อย เป็นภาระต่อโลกน้อย ต่างจากคนอย่างเราท่านทั่วไป

ข้อมูลเพ่ิมเติม