Tag Archives: movie

what movie I’ve seen.

SKYFALL (2012)

ถาม : SKYFALL
ตอบ : Done

นั่นเป็นช็อตหนึ่งในหนังตัวอย่าง James Bond 007 ตอนใหม่ล่าสุดที่ผมเห็นแล้วตัดสินใจทันทีว่าจะดูภาคนี้ในโรงหนังหลังจากที่ห่างเหินไปนานตั้งแต่ก่อนเปลี่ยน Bond คนใหม่ เนื่องจากรู้สึกเบื่อกับแนวทางของหนัง

ต้องเตรียมตัวขนาดที่จัดเอา Casino Royale และ Quantum of Solace มานั่งดูใหม่อีกรอบเพื่อปูทางไว้ก่อน เพราะว่าสองภาคก่อนนั้นเป็นการเปิดตัว Bond คนใหม่ไปจนถึงทีมงานภายใน MI6 อีกหลายคน รวมถึง Felix จาก CIA ที่มีส่วนช่วยเหลือ Bond อย่างมาก ที่โดดเด่นอีกอย่างคือทั้งสองภาพนั้นต่อเนื่องกันแม้จะเป็นคนละเรื่อง

และการเปิดตัว Bond คนใหม่ใน Casino Royale แทบจะทำให้ภาคนั้นเป็นการเริ่มต้นใหม่ของหนังชุด 007 อย่างเป็นทางการในยุคนี้ก็ว่าได้ มีทั้งการเลื่อนขั้นมารับตำแหน่งสายลับที่มีรหัส 00 (Double O) นำหน้า ได้เห็นความระห่ำของเขาในยุคเริ่มแรก ได้เห็นความรัก ได้เห็นความสมรรถนะของร่างกายที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในคนก่อนๆ และต่อเนื่องมาถึง Quantum of Solace ที่แสดงได้เห็นพัฒนาการทางอารมณ์

จนกระทั่งหนังตัวอย่างของ SKYFALL เริ่มเผยแพร่สู่ชาวโลก มีโจทย์มากมายซ่อนไว้ในนั้นเช่น เรื่องราวจะยังต่อเนื่องจากภาคที่แล้วไหม เกิดอะไรขึ้นกับ Bond ถึงต้องมีการทดสอบสภาพจิตใจอีกครั้ง เขาจะยังระห่ำอยู่อีกไหม ความสัมพันธ์ระหว่าง M และ Bond จะเป็นอย่างไรในภาคนี้ และสุดท้ายอะไรคือ “SKYFALL”

อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น ฉากการทดสอบสภาพจิตใจของ Bond ด้วยการซักถามเป็นฉากสำคัญที่ถึงกับสั่งตัวเองว่าต้องดูในโรง นานวันเข้ายิ่งอยากดูทันทีที่เริ่มฉากเลยทีเดียว นั่นเพราะปีที่แล้วเพิ่งมีหนังเรื่อง A Dangerous Method เล่าเรื่องชีวิตของ Carl Jung บุคคลสำคัญอีกคนในวงการจิตวิทยา/จิตวิเคราะห์ผู้ร่วมสมัยกับ Sigmund Freud บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ Psychoanalysis แต่อ่อนวัยกว่าโดย Jung เป็นผู้ค้นคิดการวิเคราะห์ผ่านการซักถามด้วย ‘คำ’ นี้ขึ้นมา แล้วใช้คำตอบมาอธิบายสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกของผู้ตอบ ทำให้สนใจว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกับ Bond เป็นแน่ถึงกับต้องเข้ารับการทดสอบนี้

ปกติจะไม่ค่อยตามอ่านเรื่องย่อจากสื่อต่างๆ ที่รายงานเรื่องหนังเพราะต้องการเข้าไปสัมผัสและรับรู้เอง แต่ยิ่งตามดูหนังตัวอย่างของ SKYFALL ก็จับคำสำคัญได้ว่าว่า Bond ตายในภาคนี้

ยิ่งกระตุ้นความอยากเข้าไปอีก

SKYFALL เปิดเรื่องด้วยภารกิจของ Bond ตามแบบฉบับปกติ ฉากแอ็คชั่นสุดมันนำเรื่องไปก่อน ที่แตกต่างอย่างชัดเจนคือภารกิจกลางกรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกีนี้มีความร่วมมืออย่างเป็นระบบจากสำนักงานใหญ่ของ MI6 ในอังกฤษ จนกระทั่งการตัดสินใจครั้งสำคัญของ M เป็นที่มาของเรื่องทั้งหมดในภาคนี้

บทหนังให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ให้ความสำคัญของสภาวะในจิตใจคนอยู่ตลอดเวลา ตัวละครทุกตัวถ่ายทอดสิ่งที่ซ่อนเร้นไว้ในใจตัวเองอย่างที่ไม่มีให้เห็นในหนังแอ็คชั่นที่ผ่านมาเท่าไหร่

โจทย์ที่ถามอยู่ในเรื่องอย่างเช่น การตัดสินใจกับความรับผิดชอบของผู้ตัดสินใจ, วิธีเก่ากับโลกยุคใหม่, หน้าที่กับเรื่องส่วนตัว, ยังรู้สึกปลอดภัยอยู่ไหม, คนที่เราสร้างขึ้นมากับมือยังไว้ใจได้อยู่อีกไหม เป็นเหมือนแรงส่งของบทให้เรื่องดำเนินไป

จำเป็นต้องเปิดเผยสักนิดว่าในภาคนี้ Bond ตายจริงๆ และก็กลับมาใหม่เมื่อสถานการณ์กำหนด เกิดอะไรขึ้นต้องไปพิสูจน์เอง Bond ไม่สามารถกลับมาปฏิบัติภารกิจได้ทันที จำเป็นต้องผ่านการทดสอบอีกมากมายเสียก่อน รวมถึงบททดสอบทางจิตวิทยาที่ยกมานั้นด้วย แต่งานนี้มีสิ่งที่เขาผ่านตั้งแต่ยังไม่ทดสอบคือ ความไว้วางใจที่ M มีให้ น่าจะเพราะทดสอบมาตลอดสองภาคที่ผ่านมาแล้วก็ได้ สิ่งที่สัมผัสได้ทันทีคือ Bond สุขุมรอบคอบยิ่งขึ้น ส่วนความมุ่งมั่นในการปฏิบัติภารกิจเกินร้อย

คนที่เป็นแฟนหนังเจมส์ บอนด์ คงเคยรู้ข้อมูลพื้นฐานประจำตัว Bond ที่ Ian Fleming กำหนดไว้ เช่นความสูง ความสามารถทางภาษา ความสามารถในการใช้อาวุธ จนถึงสิ่งสำคัญอย่าง Bond ไม่เคยปลอมตัว และใช้ชื่อจริงในการแนะนำตัวทุกครั้ง ตามวลีที่ติดตรึงใจพวกเรามานานว่า “The name is Bond. James Bond” ใช้ปืนสั้น Walther PPK 9 mm. สวมนาฬิกา Omega ขับรถ Aston Martin แต่ไม่เคยรู้ประวัติของเขาเลย แล้วใครกันที่รู้ดีที่สุด

คำตอบคือ M นั่นเอง เธอจึงไว้วางใจ Bond มากที่สุด โดยความไว้วางใจนี้ถ่ายทอดออกมาผ่านการแสดงของ ท่านผู้หญิง จูดี้ เดนท์ (Judi Dench, CH, DBE, FRSA) อย่างล้นปรี่ และเรื่องราวส่วนตัวของ Bond ก็ได้เปิดเผยอย่างเป็นทางการในภาคนี้ รวมถึงสิ่งที่ฝังลึกในจิตใจตั้งแต่วัยเด็กของเขา

และเมื่อภารกิจหนึ่งเสร็จสิ้นลงพร้อมกับความสูญเสียมากมาย Bond ยังคงต้องทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป กับการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นภายใน MI6

บทวางความสัมพันธ์ของตัวละครต่างๆ เอาไว้อย่างลงตัว วางการเปลี่ยนแปลงเป็นความท้าทายให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป วันนี้อาจะไม่ต้องการอุปกรณ์สุดล้ำเหมือนก่อน สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือความร่วมไม้ร่วมมือกันภายในหน่วยงาน

ตัวร้ายที่มาพร้อมกับความสามารถที่เหลือล้ำทำให้พลังการทำลายล้างเพิ่มมากขึ้นแทบไม่มีขีดจำกัด ประเด็นก็ยังอยู่ในสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของตัวร้ายอย่าง ‘Silva’ อดีต MI6 ชั้นหัวกะทิคนนี้ แม้โปรดักชั่นจะใส่แอ็คชั่นล้างผลาญในสเกลที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ความลึกในใจของ M, Bond และ Silva นั้นน่าสนใจกว่า

ตัวหนังออกมาไม่ขาดไม่เกิด ไม่ล้ำหน้าและไม่ช้าเกินไป สมดุลย์ทั้งการแสดงและบทพูด อยากจะชมว่าจังหวะทำได้สนุกและชวนติดตาม ดูแล้วเก็บเกี่ยวอะไรต่ออะไรได้ตลอด 143 นาทีที่หนังฉาย

สำหรับคนที่อยากดูหนังบู๊ล้างผลาญคลายเครียดอาจไม่อิ่ม สำหรับคนที่สนใจเรื่องราวของอุปกรณ์สุดไฮเทคอาจถึงกับเบื่อ แต่สำหรับคนที่สนใจ James Bond ในฐานะคนๆ หนึ่งว่าเขาคิด เขารู้สึก เขาลงมือปฏิบัติ และเขาตัดสินใจอย่างไร เรื่องนี้เหมาะ

ไม่ได้ดรามา แต่อยากบอกว่า SKYFALL ดูแล้วได้คำตอบดีๆ มากมาย

ข้อมูลเพิ่มเติม

Run Fatboy Run (2007)

ชีวิตนี้คุณเคยทำอะไรสำเร็จบ้าง

นั่นเป็นคำถามสำหรับ ‘แดนนิส’ จาก ‘ลิบบี้’ แม่ของ ‘เจค’ ลูกชายวัยห้าขวบของเขา เป็นคำถามที่ผุดขึ้นในหัวผมและดังก้องชัดเจนเพื่อถามตัวเองเช่นกันเมื่อไม่นานนี้เอง ปัญหาคือผมยังไม่มีคำตอบจนถึงวันนี้เสียด้วย

เรื่องราวของหนุ่มลอนดอนที่ตัดสินใจผิดพลาดในอดีต แต่ยังพยายามทำสิ่งที่เขาหวงแหนจนถึงวันนี้คืออยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวที่สมบูรณืกันลิบบี้และเจค แต่มันไม่ง่ายเอาเสียเลย เมื่อมีชายอีกคนหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง แดนนิสเริ่มเห็นว่าเขาต้องเสียสิ่งที่เขาหวงอย่างแน่นอน ยิ่งชายคนใหม่กำลังจะร่วมงานวิ่งมาราธอนริมแม่น้ำเทมส์ แดนนิสยิ่งต้องพิสูจน์ว่านี่คือสิ่งที่เขาเองก็ทำได้สำเร็จเหมือนกันในชีวิตนี้

หนังเดินไปตามสูตรสำเร็จของหนังดรามาชวนหัวที่แทบจะเดาเรื่องราวทั้งหมดได้ แล้วทำไมต้องเสียเวลาเกือบสองชั่วโมงนั่งดูด้วยเล่า นั่นเพราะคุณภาพของบทภาพยนตร์และจังหวะเวลาที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หลังจากได้พบหนังเรื่องนี้โดยบังเอิญ ความสนใจก็ตามมาเนื่องด้วยกำลังต้องการแรงขับดันใหม่ให้ลุกขึ้นมาสวมรองเท้าวิ่งอย่างสนุกสนานอีกครั้ง แถมหนังเรื่องนี้เป็นหนังจากประเทศอังกฤษที่นำเอาการวิ่งมาราธอนมาเป็นแกนของเรื่อง เงื่อยไขครบถ้วนแล้วเหลือเพียงหาเวลานั่งดูเท่านั้นเอง

เป็นหนังที่บรรจุข้อมูลเทคนิคการวิ่งลงไปได้อย่างสนุกสนานไม่ยัดเยียด แม้กระทั่งคำว่า ‘วิ่งชนกำแพง hit the wall’ ที่หมายถึงสภาพร่างการของนักวิ่งเมื่อผ่านระยะทางสักระยะแล้วจะเกิดอาการแทบไม่อยากก้าวเท้าไปข้างหน้าอีกแล้ว ทางการแพทย์อธิบายว่า ‘ไกลโคเจน’ ในกล้ามเนื้อมัดสำคัญหมดเกลี้ยง หนังก็นำเสนอผ่านสัญลักษณ์อย่างน่าดู รวมไปถึงการ ‘โหลดคาร์โบฯ’ ก่อนวันวิ่งจริง หนังซ่อนสิ่งเตือนใจดีไว้พอสมควรตลอดการดำเนินเรื่อง

อย่างเช่นบทสนทนาประสาพ่อลูกของแดนนิสกับเจค หรือฉากตอนที่หลายคนทราบแล้วว่าเดนนิสยังคงอยู่ในการแข่งขันจากการรายงานข่าวทางโทรทัศน์ต่างก็มาทั้งตัดกำลังใจและให้กำลังใจตามความต้องการของตัว ส่วนการรายงานของผู้สื่อข่าวเป็นแบบอย่างที่ดีของการนำเสนอข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างสละสลวย ต่างจากการนำเสนอให้กินใจผู้ชมจนกลายเป็นละครชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ในประเทศด้วยพัฒนาแถวนี้

ที่สำคัญหนังเรื่องนี้ช่วยให้ผมกลับมาเขียนได้อีกครั้ง ส่วนคำถามข้างบนนั้นถ้ายังไม่มีคำตอบก็ทำมันขึ้นมาให้เป็นจริงสักเรื่องอาจจะง่ายกว่าที่คิดก็ได้

ข้อมูลเพ่ิมเติม

อ่านจบ รู้ไว้…ไม่โง่

รู้ไว้…ไม่โง่

ข้อเท็จจริงที่คนไทยต้องรู้ ก่อนตกเป็นเหยื่อฝรั่ง
เผยข้อมูลที่ถูกบิดเบือน ความลับภายใต้ระบบทุนนิยม
หลักฐานทางวิชาการชิ้นสำคัญที่จะพลิกความคิด ความเชื่อของคนไทย
ต่อจากนี้ไป คนไทยจะไม่ตกเป็นเหยื่อ…

โดย ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา

พิมพ์ครั้งที่ 2
ISBN 978-616-7061-74-0
สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์
ราคา 230 บาท

สารบัญ

  • บทนำ
  • เมื่อฝรั่งมันหลอกให้คนไทยเลิกบริโภคน้ำมันมะพร้าว
  • เมื่อฝรั่งมันหลอกให้คนไทยเลิกบริโภคกระทิ
  • เมื่อฝรั่งมันหลอกให้คนไทยบริโภคถั่วเหลือง
  • เมื่อฝรั่งมันหลอกให้คนไทยดื่มนมวัว
  • เมื่อฝรั่งมันหลอกให้คนไทยว่าคอเลสเตอรอลเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • เมื่อฝรั่งมันหลอกให้คนไทยว่าไขมันเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • เมื่อฝรั่งมันหลอกให้คนไทยว่าน้ำมันไม่อิ่มตัวมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
  • เมื่อฝรั่งมันหลอกว่าไขมันอิ่มตัวเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • เมื่อฝรั่งมันหลอกว่ากรดไขมันจำเป็นนั้นจำเป็นจริงๆ
  • เมื่อฝรั่งมันหลอกให้คนไทยเลิกบริโภคไข่ไก่
  • เมื่อฝรั่งมันหลอกให้คนไทยใช้ยาอย่างบ้าระห่ำ
  • เมื่อฝรั่งมันหลอกให้คนไทยกลัวแสงแดด
  • เมื่อฝรั่งมันหลอกให้ฉีดวัคซีนป้องกัน/ใช้ยาต้านไวรัสรักษาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
  • บทส่งท้าย

ผมรู้จัก ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ผ่านการศึกษาเรื่อง ‘น้ำมันมะพร้าวหีบเย็น’ หรือที่ท่านอาจารย์นิยมเรียกว่่า ‘น้ำมันมะพร้าวพรหมจรรย์’ มากกว่า ฟังไปศึกษาไปก็สงสัยเหมือนกันว่าท่านเป็นใครมาจากไหน แต่ก็ให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่ท่านนำเสนอมากกว่า และข้อมูลมากมายที่พรั่งพรูจากสมองของท่านไม่มีตรงไหนเลยที่ทำให้สงสัยว่าท่านมั่วหรือเปล่า

เมื่อศึกษาเรื่องน้ำมันมะพร้าวมากขึ้นก็ยิ่งสนใจเนื้อหาในกลุ่มอื่นๆ ที่เคยรู้มากก่อนจากการประชาสัมพันธ์และจากค้นคว้าเรื่องสุขภาพตามแนวทางสมัยใหม่ คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นตลอดก็คือทำไมเรื่องอย่างนี้บรรพบุรุษของเราไม่เคยมีปัญหาเลย กลับเป็นเรื่องที่คนไทยในอดีตสามารถพึ่งตัวเองมาได้อย่างยาวนาน

และหนังสือเล่มนี้จะให้คำอธิบายข้อสงสัยต่างๆ ที่มีอยู่ในใจมานาน นำมาประกอบกับความรู้จากการค้นคว้าเรื่องการแพทย์ทางเลือกและธรรมชาติบำบัดได้เป็นอย่างดี

เรื่องที่เลวร้ายที่สุดคือการเอาชีวิตและสุขภาพของคนทั่วโลกเป็นตัวประกันของบริษัทยาข้ามชาติ เมื่อประกอบเข้ากับข้อมูลจากสารคดีเรื่อง Food Inc. แล้วยิ่งต้องหันกลับมาดูสิ่งดีๆ ของบรรพบุรุษเราในอดีตโดยพลัน เพื่อให้สามารถพึ่งตัวเองได้ทั้งในปัจจัยสี่โดยเฉพาะอาหารและยารักษาโรค

ที่เลวร้ายกว่านั้นคือคนไทยนี่เองที่หลอกคนไทยด้วยกัน ท่านอาจารย์ได้พูดเรื่องนี้นับครั้งไม่ถ้วนในหนังสือ

ข้อมูลเพิ่มเติม

 

Thirst (2009)

นักบวชผู้กลายมาเป็นผีดูดเลือด ยังพอมีสำนึกเหลืออยู่

ความคาดหวังเดียวเมื่อต้องดูหนังใหม่ของ ปัค ชาน วุค คือคงสนุกแน่ๆ โดยไม่สนใจว่าเนื้อเรื่องที่มาที่ไปจะเป็นอย่างไร ขอปล่อยอารมณ์ให้ผู้กำกับคนนี้พาไปแต่โดยดี

ต่อจาก The Front Line มีอีกโจทย์ที่ชวนค้นหาคือพลแม่นปืน นักแสดงหลักหญิงคนเดียวของเรื่องเป็นใครมีผลงานอะไรมาก่อน ความสนใจพาไปสู่การค้นคว้าและทำให้รู้จักเธอมากขึ้น ยิ่งได้รู้ว่าเคยแสดงหนังของ ปัค ชาน วุค มาแล้ว ไม่มีทางพลาดหนังเรื่องนั้นเป็นแน่

เมื่อเคยดูหนังไตรภาคแห่งความแค้น Park Chan-wook’s The Vengeance Trilogy มาแล้ว ยิ่งไม่มีเหตุผลที่จะไม่ดู Thirst (2009) ทันทีที่มีโอกาส

เนื้อเรื่องเล่นกันศาสนา จิตสำนึก ศีลธรรม ความรู้สึกความต้องการลึกๆ ของคน ผ่านตัวนักบวชที่ต้องกลายมาเป็นผีดูดเลือด แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องในศาสนาคริสต์ และเรื่องของแวมไพร์ก็คงมีรายละเอียดเบื้องลึกที่เป็นตำนานเล่าขานกันมาภายในแวดวงของตัวเอง เมื่อผู้กำกับพัฒนาบทของเรื่องให้เป็นตามแนวทางแบบเอเซีย หลายสิ่งหลายอย่างต้องรักษาไว้อย่างเคร่งครัด และบางอย่างต้องถูกลดทอนลงไปบ้าง

เมื่อยังพอมีสำนึกเหลืออยู่บ้าง จึงต้องจัดการให้เรื่องราวจบลงอย่างรับผิดชอบและแน่นอนว่าต้องจบลงในแบบที่ผีดูดเลือดเป็นมานานและคงเป็นอย่างนี้ตลอดไป

สนุกที่บทพาเอานักบวชผู้มีหน้าที่ยกระดับจิตใจของผู้เดินตาม มีความจำเป็นที่ต้องตอบคำถามตัวเองเพื่อหล่อเลี้ยงศีลธรรมภายใน แต่คนก็คือคน เมื่อยังยกระดับจิตใจได้ไม่ถึงขั้น กิเลสก็แทรกเข้ามาแสดงบทบาทได้ ยิ่งพอไปเจอ ‘ตัณหา ราคะ’ เข้าด้วย มันตัวใหญ่ชัดจนพาให้เรื่องราวเลยเถิดไป

ฝีมือของ ปัค ชาน วุค พัฒนายิ่งขึ้นไปอีกกับหนังเรื่องนี้ มีมุมมองแฝงเร้นมากมายที่ถ่ายทอดผ่านเทคนิคการถ่ายภาพ รวมไปถึงจินตนาการในอารมณ์ที่แปลงออกมาเป็นฉากแปลกๆ อีกหลายฉาก ทำให้นึกถึงผลงานเรื่องต่างๆ ของ Terry Gilliam กับความวิจิตรบรรเจิดในมาดเซอร์ๆ แบบฉบับของเทอรี่เอง คิดว่า ปัค ชาน วุค ก็คงพยายามสร้างลายเซ็นต์ของตัวเองให้ชัดเจนขึ้นจากหนังเรื่องแล้วเรื่องเล่าเหมือนกัน

เหมือนเดิมคือนักแสดงนำอย่าง ซอง คัง โฮ Song Kang-ho ก็ร่วมงานกับผู้กำกับผู้นี้มาแล้ว และยังเพิ่งแสดงนำใน Secret Reunion (2010) ของผู้กำกับเรื่อง The Front Line (2011) ไป ส่วนดารานำจาก The Front Line (2011) อย่าง ชิน ฮา คยุน Shin Ha-kyun ก็มาแสดงบทสำคัญในเรื่องนี้ แน่นอนว่าต้องเคยพบเจอเขามาก่อนจากหนังของ ปัค ชาน วุค เรื่องก่อนๆ อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่าถือเอานี่เป็นมุมสนุกๆ ของหนังเกาหลีก็แล้วกัน พบเจอนักแสดงหน้าเดิมๆ หมุนเวียนไปรับบทแปลกใหม่ให้เห็นอยู่ตลอเวลา

คำเตือน หนังเรื่องนี้ฉากรักของนักบวชกับภรรยาของคนอื่น ควรเตรียมรับมือกับสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในใจก่อนนั่งดูหนังฉบับ Director’s Cut ความยาวกว่า 135 นาทีเรื่องนี้

ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Thirst ยังมีข้อมูลดีๆ จากผู้กำกับ รอให้อ่านอยู่อีกมากมาย แนะนำว่าอย่าพลาด

ข้อมูลเพิ่มเติม

The Front Line (2011)

ชัยชนะในสงครามคือการเอาชีวิตรอดมาได้ ศัตรูของเราไม่ใช่คอมมิวนิสต์แต่เป็นสงครามเอง

หนังเกาหลีที่ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของประเทศเข้าชิงรางวัลออสการ์ที่เพิ่งผ่านไป ถึงไม่เข้ารอบสุดท้ายก็ได้รับรางวัลมากมายภายในบ้านของตัวเอง

เรื่องราวของการรบระหว่าง เกาหลีเหนือด้วยความสนับสนุนของจีน กับ เกาหลีใต้ด้วยความสนับสนุนของอเมริกา ถูกนำมาเล่าอีกครั้งบนแผ่นฟิล์มหลังจากที่เคยผ่านตากับหนังเรื่อง เท กึก กี Taegukgi มาแล้ว สนใจหนังเรื่องนี้ทันทีแม้จะไม่รู้พล็อตเรื่องมาก่อนและไม่ต้องการรู้ด้วย นั่นเพราะคุณภาพการสร้างฉากสงครามของทีมงานเกาหลีนั้นเข้าขั้นสุดยอด พิสูจน์มาแล้วจากเรื่อง เท กึก กี ที่ฉายไปตั้งแต่ปี 2004 แน่ขนาดที่ทีมงานเดียวกันนี้เป็นผู้สร้างฉากสงครามระดับหายใจรดต้นคอ ฉากยกพลขึ้นบกของ Saving Private Ryan (1998) โดย Steven Spielberg ด้วยฉากรบท่ามกลางการปิดล้อมและพลซุ่มยิงในหนังสงครามสัญชาติจีนโดยผู้กำกับ เฟิง เสี่ยว กัง Feng Xiaogang เรื่อง Assembly (2008) มาแล้ว

ผลงานความคมชัดสูงระดับ 1080p ทำให้เห็นรายละเอียดทุกอย่างชัดเจนในจอโทรทัศน์ขนาด 40 นิ้ว ชัดระดับรูขุมขนเลยทีเดียว การถ่ายภาพการจัดแสงนับว่าคุณภาพคับแก้ว เสียงประกอบผ่านการบันทึกและตัดต่ออย่างไม่มีที่ติ

เรื่องเกิดขึ้น ณ แนวรบด้านตะวันออกที่ฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ต่างก็ผลัดกันเข้ายึดครองและล่าถอยซ้ำแล้วซ้ำอีก หนังไม่ได้ออกอารมณ์แอ็คชั่นให้เห็นถึงความสามารถในการสู้รบแต่ถ่ายทอดอารมณ์ของมนุษย์ที่หากเลือกได้ก็อยากใช้ชีวิตปกติสุขมากกว่ามาอยู่ในสงคราม แต่คนที่ผ่านสงครามมาแล้วก็ใช่ว่าจะเป็นปกติธรรมดา บทได้พยายามเล่าถึงสาเหตุที่สร้างให้ตัวละครแต่ละคนมีสภาพจิตใจแบบที่เป็นในปัจจุบัน แม้จะไม่ถึงกับประทับใจคนดูมากนักแต่ก็นับว่าส่วนนี้ก็ขาดไม่ได้เหมือนกัน

กลยุทธ์ในการเข้าตี การจู่โจม การต่อสู้ การร่นถอยมีให้เห็นแบบกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับหนังอย่างน่าประทับใจ ถือว่าทีมงานทำการบ้านมาอย่างละเอียด การเล่าเรื่องด้วยมุมกล้องในฉากรบก็ทำได้หลากหลายดีมาก ทำให้หนังที่ยาวกว่า 134 นาทีไม่มีจังหวะไหนที่น่าเบื่อเลยแม้วินาทีเดียว

เนื้อเรื่องเดินมาถึงจุดไคลแม็กซ์ Climax ตามประวัติศาสตร์จริงที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1953 ก็ยังมีเหตุการณ์แอนตี้ไคลแม็กซ์ Anti Climax เกิดขึ้นอีก จนจบเรื่องด้วยอารมณ์ขันที่ขื่นขมเป็นที่สุด

เครดิตท้ายหนังยังพยายามเล่นกันอารมณ์คนดูด้วยการคัดเฉพาะยิ้มของทุกคนออกมาเพื่อแนะนำตัวละครแต่ละตัว ดูแล้วยิ่งขมเข้าไปใหญ่

ความรู้สึกหนึ่งที่มีตลอดการดูหนังเรื่องนี้คือเกาหลีมีประเด็นสงครามของตัวนำไปสู่การรวมจิตใจทุกคนเพื่อร่วมกันมุ่งหน้าสร้างชาติ แล้วประเทศไทยหละมีไหม ไม่เอาที่ชอบแอบอ้างเบื้องสูงมาจัดอีเวนท์ผลาญเงินภาษีประชาชนกินนะ

ที่น่าสังเกตอีกเรื่องคือนักแสดงเกาหลีหลายคนคุ้นหน้าคุ้าตากันเป็นอย่างดี ไม่รู้ว่านักแสดงคุณภาพมีเพียงเท่านี้หรือเป็นนักแสดงที่รู้ทางกันดีกับผู้กำกับ Jang Hun เพราะเพิ่งเล่น Secret Reunion ไปเมื่อปี 2010 ก็มาแสดงต่อในเรื่องนี้เลย เป็นมุมสนุกๆ ของหนังเกาหลีก็แล้วกัน

ข้อมูลเพิ่มเติม