Tag Archives: movie

what movie I’ve seen.

Park Chan-wook’s The Vengeance Trilogy

หากกำลังแค้นใครอยู่ ปลดปล่อยตัวเองด้วยหนังชุดนี้แล้วแก้นแค้นในจินตนาการแทน

ได้ยินชื่อเสียงของ “ปัค ชาน วุค” มานานแล้วโดยเฉพาะหนังไตรภาคชุด “ล้างแค้น” นี้ จัดหามาไว้ในครอบครองนานแล้วเช่นกันแต่เพิ่งได้ดูจบเมื่อวานนี้เอง ประทับใจทุกเรื่อง

มาดูกันทีละเรื่อง

Sympathy for Mr. Vengeance (2002)

เป็นเรื่องความแค้นของผู้ชายที่มีชีวิตในมุมของตัวเอง ชีวิตที่ต้องเกี่ยวพันกับผู้อื่นรอบข้างทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก เมื่อความปรารถนาดีในมุมหนึ่งมาพบกับการหลอกลวง ในอีกมุมหนึ่งมาพบกันอุบัติเหตุ สิ่งที่ตามมาคือการแก้แค้น เป็นการแก้แค้นตามแต่สติปัญญาจะเอื้ออำนวย

เรื่องนี้ ปัค ชาน วุค ทั้งกำกับและร่วมเขียนบท หนังถ่ายทำออกมาได้ ถึงจะเป็นหนังเก่า ก็ยังน่าดู ความยอกย้อนของตัวละครแต่ละตัวนำเสนอได้อย่างน่าสนใจ ดูแล้วชวนให้สงสารทุกคนในเรื่อง

การแสดงทำได้สมบทบาท สิ่งที่น่าสนใจคือรายละเอียดทางการแพทย์ของคนที่กำลังจะตายถูกบรรจุเอาไว้อย่างดีมาก น่านับถือ

มาดูกันว่าต้นเหตุความแค้นกับเหยื่อของความแค้นจะจบอย่างไร

Oldboy (2003)

ดัดแปลงจากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น เรื่องราวของคนที่ถูกขังอยู่ 15 ปีโดยเจ้าตัวไม่รู้สาเหตุ ไม่รู้ที่มาและไม่รู้ที่ไป แต่อะไรเกิดขึ้นในช่วง 15 ปีนั้น เขาได้รู้จากโทรทัศน์ในห้องที่ขังตัวเอง แถมยังฉลาดขึ้นกว่าเดิมเสียด้วย ราวกับกำลังจะบอกว่ารายการโทรทัศน์ของเกาหลีนี่มีสาระประเทืองปัญญาอย่างยิ่ง

แต่เมื่อจู่ๆ ได้ออกมาจากห้องขังก็ต้องค้นหากันหน่อยว่าอะไรคือแรงจูงใจ ใครเป็นคนบงการ จนได้รู้เรื่องราวทั้งหมด ใครเป็นต้นเหตุ ใครเป็นเหยื่อ ดูแล้วอย่าเพิ่งตัดสินลงไป ยังมีความยอกย้อนรออยู่อีกมาก

ถึงหนังจะได้รางวัลจากแหล่งต่างๆ มากมาย แต่จุดอ่อนก็ยังคงเป็นเวลาที่จำกัดจนต้องเลือกการเล่าเรื่องด้วยตัวละครเองเพื่อเผยปมขัดแย้ง อย่างไรแล้วโดยรวมหนังก็ยังถึงอารมณ์ในทุกด้าน ทั้งพล็อต ทั้งการแสดง การถ่ายทำภาพ เสียงประกอบ ดนตรีประกอบ

ตัวแสดงนำทำได้เยี่ยมมากๆ เรียกได้ว่าถึงบทบาทในทุกช่วงเวลา เห็นได้ถึงความทุ่มเทของเขาเลยทีเดียว ไม่ต้องสงสัยถ้าจะมีรางวัลมากมากติดมือกลับบ้านไปเช่นกัน

ติดตามดูกันว่า 15 ปีที่ผ่านไป นานพอหรือไม่กับกันแก้แค้น

Sympathy for Lady Vengeance (2005)

ถ้าใครไม่เคยสนใจหนังของ ปัค ชาน วุค มาเลยก็คงอดไม่ได้ที่จะสนใจหนังเรื่องนี้เนื่องจากได้ ลี ยอง เอ ผู้โด่งดังจากบทบาท แดจังกึม อย่างถล่มทลายไปก่อนหน้าที่จะรับแสดงหนังเรื่องนี้ถึง 2 ปี

ตัวหนังยังคงใช้เงื่อนไขของเวลาเป็นแกนของเรื่องเหมือน Oldboy (2003) แต่ดูเหมือนฝีมือของผู้กำกับและร่วมเขียนบทคนนี้จะพุ่งทะยานเกินหยุดยั้งจริงๆ ทั้งวิธีการเล่าเรื่องด้วยภาพ ด้วยการแสดง ด้วยแสงและเงา รวมไปถึงความคิดความอ่านในความแค้นที่สุขุมยิ่งขึ้น โดยใช้การลักพาตัวเหมือนใน Sympathy for Mr. Vengeance (2002) แต่ขยายความให้กว้างขวางออกไปอีก ฟังดูคล้ายๆ Reusable Riff ของเพลงแนว Progressive Rock ใน Concept Album แทรกสอดด้วยอารมณ์ขัดขื่น

หนังดูแล้วเครียดกว่าสองเรื่องที่ผ่านมา ดูแล้วไม่ไว้ใจว่าบทจะพาเรื่องราวไปทางไหน ภาพของนางฟ้าและคนบาปสลับไปสลับมาเหมือนจะบอกว่าแบบนี้ก็พบเห็นได้จากคนในสังคมทั่วไปอยู่แล้ว

ที่ไม่ต้องสงสัยเลยคือฝีมือการแสดงของ ลี ยอง เอ บทจะบิดไปทางไหนก็แสดงตามไปได้ทุกอารมณ์ สมแล้วกับที่เป็นนักแสดงคุณภาพสูง มีรางวัลมากมายเป็นประกัน

ความแค้น แผนการ ความอดทน การเอาคืน น้ำใจ นางฟ้า ฆาตกร ปมในจิตใจ หนังเล่นกับเรื่องเหล่านี้และกระแทกอารมณ์คนดูอย่างจัง ผลที่ได้คือโกยเงินสูงสุดจากทั้งสามเรื่อง

นักแสดงนำในทุกเรื่องสามารถถ่ายทอดอารมณ์ตามบทได้อย่างมืออาชีพขนานแท้ คนเขียนบทยังแทรกประโยคเด็ดๆ เอาไว้ด้วยเช่น “การลักพาตัวมี 2 แบบ แบบดีและแบบไม่ดี…”, “ยิ้มเข้าไว้ แล้วโลกจะยิ้มกับคุณ, ถ้าจะโศกเศร้า ก็เป็นไปคนเดียวเถอะ” หรือ “ความกลัวเกิดจากจินตนาการไปเอง” เป็นต้น ที่ขาดไม่ได้คือเสน่ห์ของหนังเอเซียที่เข้าถึงปมในจิตใจในจิตสำนึกได้มากกว่าหนังจากฝั่งตะวันตก

ดูหนังทั้งสามเรื่องแล้วเหมือนได้ปล่อยให้หนังระบายอารมณ์ด้านมืดออกไปโดยไม่ต้องลงมือทำอะไรที่ผิดศีลธรรมที่ต้องใช้ความรุนแรงเอง เพราะนั่นจะนำพาความเดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุดมาให้ แน่นอนจะมีความแค้นเกิดขึ้นอีกมากมาย เลือกใช้การดูหนังและให้หนังแก้แค้นแทนก็ดีเหมือนกัน

ความสนุกอีกรูปแบบคือได้เห็นบทบาทของนักแสดงคนเดียวกันในคนละเรื่อง เป็นตำรวจและก็มาเป็นคนจรจัด เป็นบอดี้การ์ดแล้วมาเป็นบาทหลวง ไม่รู้ว่าหนังเรื่องอื่นๆ ของผู้กำกับคนนี้จะเป็นอย่างไร รู้ว่าต้องติดตามไปอย่างใกล้ชิดเพื่อใช้หนังของเขาปลดปล่อยอารมณ์อีกครั้ง

ข้อมูลเพิ่มเติม

คนโขน (2554)

แก่นแท้ของรามเกียรติ์คือเรื่องของธรรมะที่สามารถเอาชนะกิเลสและความโลภโมโทสันทั้งมวล

ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดโดยพี่ตั้ว ศรัญยู วงษ์กระจ่าง ทั้งแต่งเอง เขียนบทเอง กำกับเอง อำนวยการสร้างเอง อย่างนี้จะไม่สนับสนุนกันได้อย่างไร ความเสียสละต่อการเมืองภาคประชาชนของพี่ตั้วที่ผ่านมาก็เป็นเครื่องรับประกันอยู่แล้วในวิธีคิดและวิธีทำงานของแก

ตัวหนังดำเนินไปบนความฝัน-ความจริง ความสัมพันธ์-ความขัดแย้ง การหนีปัญหา-การแก้ไขปัญหา ตัวละครแต่ละตัวต่างมีปมในใจของตัวเอง ถึงดูเหมือนจะมีตัวละครมากไปหน่อยจนเปิดภาพเบื้องหลังได้คนละนิดคนละหน่อย อย่างไรเสียความลึกของตัวละครหลักทุกตัวก็เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ขาดแต่เวลาที่สามารถเกลาเหลี่ยมมุมของทุกส่วนได้อีกนิด ถ้ามีพอ

คราวแรกเข้าใจว่าหนังไม่ยาว พอนั่งดูเข้าจริงจนจบเครดิต ใช้เวลาครบสองชั่วโมงพอดี บทหนังเหมือนทำให้มีไคลแม๊กซ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก หากพิจารณาอีกทีก็มองได้เหมือนกันว่ายอดเขาอารมณ์เหล่านั้นมันค่อยสูงขึ้นๆ จนถึงสูงสุดในจังหวะที่ผู้กำกับต้องการ

แก่นของหนังคือเรื่องศิลปะ โขนเป็นฉากหนึ่งที่เลือกเอามาเล่า และทุกชีวิตที่เกี่ยวข้องอยู่ในเรื่องก็ต่างพยายามดำเนินชีวิตปกติอย่างไม่เคยหวั่นไหวเลยว่าศิลปะไทยจะค่อยๆ จางไปจากความสนใจของคนในชาติเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า หรือจะกล่าวว่าช่วงเวลาในหนังเป็นยุคทองของศิลปะไทยถึงขั้นมีการตั้งโรงละครแห่งชาติ สถานที่ที่คนยุคนี้อาจไม่รู้เลยว่าตั้งอยู่ตรงไหนในประเทศ

ความประทับใจที่พอจะเล่าได้ก็เช่นการแสดงของนักแสดงรุ่นใหม่ต่างทำได้ดีเหลือเชื่อโดยเฉพาะการแสดงออกทางใบหน้า เป็นสิ่งที่พี่ตั้วให้ความสำคัญเรื่องนี้มานานแล้ว บทพูดมักจะแทรกเกร็ดลูกเล่นทางภาษาเอาไว้ แต่บางครั้งก็รู้สึกตรงจนแข็งเกินไปเหมือนกัน

เทคนิคการเล่าเป็นสิ่งที่อยากเห็นมากที่สุด และการเผยความในใจด้วยท่าโขนเป็นสุดยอดของหนังเรื่องนี้แล้ว ไม่ใช่เพราะเป็นท่าโขน หากเป็นท่าลิเกหรือท่าทางการแสดงไทยแท้อะไรที่สามารถประยุกต์มาบรรจุในหนังไทยได้ นับว่าเป็นสุดยอดเหมือนกัน การเล่าฉากในเรื่อง “รามเกียรติ์” ตัดสลับกับการซ้อมของคณะ “ครูเสก” เป็นอีกวาระที่น่าประทับใจ ตบท้ายด้วยดนตรีประกอบโดยระนาดหรือซอสามารถทำออกมาได้ลงตัว โดดเด่นและเป็นส่วนหนึ่งของบท ถือได้ว่ามีคุณภาพ

ข้อด้อยข้อสำคัญคิดว่าอยู่ที่มีคนนั่งเล่าความครอบการดำเนินเรื่องทั้งหมดอีกชั้นหนึ่ง ส่วนตัวแล้วไม่ค่อยชอบหนังที่ต้องใช้วิธีลงเสียง Voice Over เพื่ออธิบายความ เล่าสิ่งที่เกิดขึ้น จนถึงเรื่องเล็กที่สุดเช่นตัวละครคิดในใจออกมาดังๆ วิธีนี้ดูเหมือนไม่จำเป็นกับหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ แถมอาจถูกตำหนิแรงๆ ว่ามีโฆษณาแฝงได้อีกด้วยเหมือนกัน หากไม่มีส่วนนี้ครอบอยู่ ด้วยความสามารถของพี่ตั้วเองน่าจะพอสร้างวิธีสื่อข้อมูลบอกคนดูได้ทางอื่นอยู่แล้ว เห็นได้ชัดจากฉากรถโฆษณาชวนไปดูโขน “ครูเสก” ขนานไปกับเรือโฆษณาชวนดูโขน “ครูหยด”

ข้อด้อยถัดมาคือบทเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลายส่วนที่ดูแล้วไม่ชวนให้เข้าถึงอารมณ์ได้พอ วิธีแก้ไขคงต้องไปดูหนังซ้ำอีกรอบ ส่วนสิ่งที่ไม่ควรปล่อยไปอีกเรื่องคือคำบรรยายภาษาอังกฤษพบว่ามีพิมพ์ผิดหลายคำ เรื่องนี้สำคัญสำหรับการทำต้นฉบับเอาไว้ฉายเมืองนอก จนถึงทำแผ่น​ DVD และ Blu-ray ช่องทางการกระจายหนังออกไปสู่ต่างแดน ตั้งใจเหมือนกันว่าจะซื้อเอาไว้เป็นของฝากเพื่อนชาวต่างชาติที่อาจแวะเวียนมาพบกันอีก อยากดูฉบับ High Definition ระดับภาพ 1080p เสียง TrueHD/DTS/Dolby Surround EX จากแผ่น Blu-ray มากๆ เพราะผิดหวังกับคุณภาพโรงที่ฉายไม่น้อย ขอพี่ตั้วทำฉบับ Director’s Cut ลง Blu-ray ด้วย จักเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

พัฒนาการที่ยังสามารถต่อยอดไปได้อีกหากพี่ตั้วมีเวลาและปัจจัยคือใช้วิธีเล่าเรื่องรามเกียรติ์ตัดสลับการบทบาทในชีวิตปกติของตัวละคร จนถึงระดับ หยิบตอนหนึ่งของรามเกียรติ์มาเสนอด้วยวิถีชีวิตของคนธรรมดาทั่วไปแทน แบบนี้พบได้อยู่เนืองๆ ในภาพยนตร์จากฮอลลี่วู้ด หรือกระทั่งภาพยนตร์จากญี่ปุ่นและเกาหลี น่าจะต่อยอดได้มิใช่เลียนแบบ

ปกติจะนั่งดูหนังจนหมดเครดิต ยังเสียดายอีกนิดที่เครดิตของคนทำเพลงประกอบไม่มีบรรจุไว้เลย มีเพียงส่วนของดนตรีประกอบนิดหน่อย หรือว่าพี่ตั้วทำเองทั้งหมดเลยไม่ต้องใส่ก็ได้ สงสัยต้องค้นคว้าข้อมูลอีก ทราบว่าสำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์ได้จัดพิมพ์หนังสือประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

วันนี้ก็ได้พบกับพ่อแม่พี่น้องร่วมอุดมการณ์ที่มาสนับสนุนพี่ตั้วจนนาทีสุดท้ายเหมือนกันหลายคน จะให้นับหยาบๆ คนที่ไปร่วมดูหนังรอบแรกกันวันนี้มีไม่น่าถึง 20 คน ป้าคนหนึ่งดั้นด้นจากขอบกรุงติดเมืองนนท์มาร่วมดูในโรงใหญ่เพื่อให้ยอดตั๋วเพิ่มขึ้นด้วยความหวังว่าหนังจะไม่ถูกลบออกจากโปรแกรมฉายไปเร็วนัก

ไม่อยากชักชวนอะไรมากมายนัก ถ้าอยากรู้ว่าวัฒนธรรมไทยจะลงเอยเหมือนตอนจบของหนังเรื่องนี้หรือไม่ ต้องไปดูด้วยตัวเอง

ดูแล้วมาคุยกันให้เต็มที่ว่าชอบตรงไหน ไม่ชอบตรงไหน ประเด็นไหนน่าถกเถียง ประเด็นไหนน่าเชื่อถือ

ข้อมูลเพิ่มเติม

ปรับปรุง 31 ส.ค. 2554
วันนี้ไปดูรอบที่สองมาเก็บรายละเอียดได้มากขึ้น ที่สำคัญคือชื่อจริงของพี่ตั้วที่ถูกต้องคืออะไรจนต้องรีบกลับมาแก้ไขโดยพลัน และเก็บแฮนด์บิลล์มาจำนวนหนึ่งไว้สะสมอีกด้วย ตั้งใจจะเก็บทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้ไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ให้มากที่สุด

เพิ่มเติม 7 ก.ย. 2554
วันนี้ไปดูอีกเป็นรอบที่สาม ครั้งนี้เป็นรอบหลังเที่ยง สังเกตได้ชัดเจนว่ามีผู้ชมมากกว่าสองรอบที่ดูไปอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยนับได้ไม่เกินสิบหรือยี่สิบที่ รอบนี้น่าจะประมาณหนึ่งในสามของโรงเล็กๆ ได้เลย และมั่นใจว่ามีหลายคนเพิ่งมาดูเป็นครั้งแรกเมื่อฟังจากเสียงตอบรับกับฉากต่างๆ ของหนัง

ดูรอบนี้ได้มาอ่านภาษาหนังมากขึ้น ยอมรับว่าชอบแบบไม่มีเสแสร้ง ถึงจะเห็นจุดบกพร่องมากขึ้นด้วยก็ตาม ยังพอจะวางเอาไว้ก่อนได้ น่าสนใจอีกเรื่องคือฉากที่ทำให้เสียน้ำตาในการดูมาสามรอบ ไม่มีซ้ำกันเลย ยังมีอารมณ์ของหนังที่รอให้เข้าถึงอีกมากเป็นแน่รวมถึงเนื้อเรื่องรามเกียรติ์ด้วยเช่นกัน

น่าเสียดายที่ทางโรงไม่ยอมเปิดเครดิตจนจบ ตอนเดินออกก็ได้บอกเจ้าหน้าที่ดูแลโรงไปแล้ว ไม่รู้จะรับไปแก้ไขหรือเปล่า จำได้ว่าเครดิตที่ได้ดูในสองรอบแรกนั้นไม่มีรายชื่อนักแสดงโขนที่ร่วมงานทั้งหมด อยากเห็นแผ่น DVD/Blu-ray ฉบับสมบูรณ์ไปด้วยรายชื่อคนโขนตัวจริงที่ได้มีส่วนในงานนี้ครบทุกคน

เพิ่มเติม 14 ก.ย. 2554
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาพี่ตั้วพยายามส่งข่าวคืบหน้าความเป็นไปของหนังผ่านทางหน้าเฟสบุ๊คของพี่ตั้วเอง จนกระทั่งวานนี้ก็มาบอกกล่าวถึงเป้าหมายที่ไปไม่ถึงของรายได้ พวกเราพี่น้องพันธมิตรฯ นอกจากจะให้กำลังใจแล้วยังพอทำได้ก็เพียงไปดูหนังอีกรอบ และวันนี้ก็เป็นรอบที่สี่แล้ว ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีหนังเรื่องได้เคยเข้าไปนั่งดูถึงสี่รอบ เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกและเรื่องเดียวเพื่อสนับสนุนคนทำงานศิลปะ

ตัวหนังแทบจะจำได้ทุกฉากแล้ว เหมือนไปนั่งจับผิดเสียมากกว่า ทั้งโรงเมื่อเริ่มฉายมีนั่งดูอยู่คนเดียว ดูไปสิบนาทีก็เข้ามาอีกคน พยายามพิจารณาคำวิจารณ์จากแหล่งต่างๆ เข้ากับการดูรอบนี้ เรื่องการใช้ภาพชัดลึกชัดตื้นที่มีคนวิจารณ์ในทางลบนั้น อยากบอกว่านี่เป็นเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ นี่เป็นเรื่องของศิลปะการถ่ายภาพและการเล่าเรื่องด้วยภาพล้วนๆ ควรจะนิยมกันมากกว่า

สุดท้ายโรงก็ยังไม่ยอมฉากเครดิตจนจบอีก แม้นี่จะเป็นโรงในฝั่งเดียวกับที่มาดูรอบแรก น่าเสียดายมาก

ไม่อยากหวังว่าค่ายหนังเมืองไทยจะยอมผลิตแผ่น Blu-ray ออกมา อย่างเก่งก็น่าจะแค่ DVD เช่นนั้นแล้วคงต้องรอเมืองนอกทำ ขั้นต่อไปคงหวังว่าหนังเรื่องนี้จะได้ออกไปเผยแพร่ให้กับนานาชาติได้ดูบ้าง

Time Traveller (2010)

แม้ความจำจะถูกลบไปแล้ว แต่ความรู้สึกไม่อาจถูกลบไปด้วย

ภาพยนตร์ฉบับล่าสุดที่สร้างจากหนังสือ 時をかける少女 Toki o Kakeru Shōjo หรือ The Girl Who Leapt Through Time ผลงานประพันธ์ของ Yasutaka Tsutsui

ใครที่เคยประทับใจกับภาคอนิเมะมาแล้วก็ไม่ต้องแปลกใจกับเนื้อเรื่องที่แตกต่างกับแต่พล็อตเรื่องยังเหมือนเดิม ที่สำคัญ Riisa Naka เด็กหญิงผู้กระโดดข้ามเวลาที่ปรากฏอยู่บนใบปิดหนังเรื่องนี้เป็นคนให้เสียงเด็กหญิงผู้กระโดดข้ามเวลาในภาคอนิเมะนั่นเอง

ต้องขอบคุณพี่ลุงป๊อบ ที่กรุณาส่งข้อความผ่านเฟซบุ๊คว่า ‘หลังจากดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่ชอบ แต่รักเลย’ ทำให้รอไม่ได้ ต้องหามานั่งดูเช่นกัน

ด้วยคุณภาพความคมชัดสูงระดับ 720p ทำให้สัมผัสถึงคุณภาพการแสดงของทุกคนในเรื่องได้เต็มที่โดยเฉพาะการแสดงออกทางสายตาและใบหน้า ต้องยอมรับว่าหนังญี่ปุ่นอาจจะไม่ถึงกับเป็นที่นิยมในบ้านเรานัก แต่คุณภาพของหนังในทุกส่วนนั้นถึงระดับอย่างแท้จริง ไม่ใช่เอาหน้าตานักแสดงมาล่อส่วนคุณภาพการแสดงจนถึงบทภาพยนตร์และพล็อตเรื่องดูแล้วเสียดายเวลาเสียอย่างนั้น

การเดินทางย้อนกลับไปในอดีตมีความสำคัญมากพอๆ กับการเดินทางร่วมกับผู้คนในยุคที่ข้ามไปนั้น ได้เห็นพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนจนยากที่จะละวางแล้วถอนตัวเองกลับสู่ความเป็นปกติได้

ไม่เพียงประทับใจในความน่ารักของ ‘อาการิ’ แต่ยังประทับในการดำเนินชีวิตของวัยรุ่นที่มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต ไม่ได้ติดยึดอยู่กับความสุขแบบไม่มีที่สิ้นสุดในประเทศด้อยพัฒนาบางประเทศ วัยรุ่นในปัจจุบันและวัยรุ่นในยุค 70 ของญี่ปุ่นต่างก็มีเป้าหมายในชีวิตของตัวเองทั้งนั้น ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการมองอนาคตของประเทศ

เห็นด้วยกับพี่ลุงป็อบว่าหนังเรื่องนี้ดูแล้วรักเลย มันเข้าถึงความรู้สึกได้ลึกซึ้งจริงๆ

ประเด็นเดียวที่ผู้กำกับทิ้งไว้ให้งุนงงสงสัยว่า ‘เรียวตะ’ เข้าไปทำอะไรอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ในวันที่ได้พบกับ ‘อาการิ’

ข้อมูลเพิ่มเติม

Let the Bullets Fly (2010)

ผลงานเขียนบทเอง กำกับเองและแสดงเองโดย ‘เจียง เหวิน’ ที่เพิ่งเขียนถึงไปในบท โจโฉ จากเรื่อง The Lost Bladesman (2011)

เรื่องคุณภาพการแสดงนั้นสุดยอดอยู่แล้ว แต่ในบทบาทของผู้กำกับและ คนเขียนบท นี่ทำให้ต้องกลับไปค้นข้อมูลของชายผู้นี้อย่างละเอียดอีกครั้ง

พล็อตเรื่องตรงๆ นำเสนอจิกกัดความรู้สึกของคนดูแถมเฉือดเฉือนกันด้วยสีหน้าท่าทาง แววตาและบทพูดในแบบตะวันออก แฝงอารมณ์ขันแบบมืดๆ นัวๆ นิดหน่อย

นั่งดูได้ยาวๆ แบบไม่ต้องลุ้นว่าเมื่อไหร่จะจบเสียที ความกลมกล่อมของตัวละครทุกตัวเข้ากันได้กับบทและต่างก็เสริมซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นตัวเจียง เหวินเอง โจวเหวินฟะที่รับบทผู้ร้ายและเป็นผู้ดึงดูดให้ต้องหาเรื่องนี้มาดูว่าความสุดยอดของเขากลับมาอีกครั้งแล้ว ส่วนตัวละครที่เล่นเป็นพี่น้องแต่ละคนของเจียง เหวิน นึกไม่ถึงว่าจะสวมบทบาทได้เนียนและทำให้คนดูเชื่อได้สนิทใจขนาดนี้ ถ้าคนเหล่านี้มาตามหาอาชีพนักแสดงในเมืองไทย คงจะง่ายกว่าหากหันไปหางานจับกังแทน นับว่าฝีมือกำกับการแสดงของเจียง เหวินนี่สุดยอดจริงๆ นี่คือคุณภาพระดับโลกจริงๆ

ไม่อยากเล่าเนื้อเรื่องแต่อยากแนะนำให้หามาดูโดยทั่วกัน

ถ้ามีจังหวะก็จะลองดูแบบเสียงในฟิล์มอีกสักรอบ วันนี้นั่งดูพากษ์ไทยเพื่อเก็บเนื้อความหลักๆ เสียก่อน

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก Wikipedia

The Lost Bladesman (2011)

ใครจินตนาการถึงด้านโรแมนติกของกวนอูได้บ้าง

พบ ‘ดอนนี่ เยน’ อีกครั้งในภาพยนตร์อิงจากวรรณกรรมอมตะเรื่อง ‘สามก๊ก’ ในบทบาทของ ‘กวนอู’ ผู้เกิดมาพร้อมกับคุณธรรมและทักษะยุทธ ในการรับรู้ผ่านการอ่าน ‘สามก๊กฉบับวณิพก’ โดย ยาขอบ ก็ไม่เคยสังเกตถึงด้านโรแมนติกของตัวละครใดเลย แต่เมื่อมีการนำเนื้อหาบางส่วนมาสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวไม่ว่าจะหยิบตอนไหนมาก็ต้องกลายเป็นหนังฟอร์มยักษ์อยู่ร่ำไป

เรื่องของ กวนอู ก็ไม่มีข้อยกเว้น ส่วนด้านบวกของโจโฉยิ่งคิดไม่ออกเลยว่าจะเป็นอย่างไร บทภาพยนตร์ที่ดีก็คงไม่อัดความดีหรือความเลวลงในตัวแสดงแต่ละตัวแบบไม่บันยะบันยัง มุมใหม่ของโจโฉก็ถูกเผยออกมาในหนังเรื่องนี้เช่นกัน

การแสดงของดอนนี่ เยน ดูแล้วไม่มีข้อสงสัยแต่ก็ไม่มีอะไรใหม่ การดำเนินเรื่องค่อนข้างเป็นไปตามแบบแผน ส่วน โจโฉ โดย ‘เจียง เหวิน’ ก็รับประกันคุณภาพด้วยชื่อของนักแสดงอยู่แล้ว

เอกลักษณ์ของหนังตะวันออกก็คือการเข้าถึงสภาพจิตใจและอธิบายได้ด้วยพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ต่างจากหนังตะวันตกที่พยายามเข้าใจจิตใจด้วยวัตถุต่างๆ ฟังแล้วช่างขัดแย้งในตัวเองนัก

ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ถึงกับเป็นสุดยอดหนังสามก๊กแต่ก็ไม่เสียดายเวลาที่ได้นั่งดู

ข้อมูลเพิ่มเติม