Category Archives: monologue

ราคาที่แตกต่าง!@?@$%!

ผมชอบทานแตงโมครับ มันอิ่มท้องดี แต่เพิ่งทราบมาว่าแตงโมมี Glycemic Index สูงเมื่อเทียบกับสัปปะรด หมายความว่าการทานแตงโมจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นมากในเวลาอันรวดเร็ว อย่างนี้นี่เองที่ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วกว่าเวลาทานสัปปะรด

การเลือกซื้อแตงโมจึงเป็นกิจวัตรประจำครอบครัวไปโดยปริยาย การเปรียบเทียบราคาจึงเกิดขึ้นก่อนจะจ่ายเงินออกไป

แตงโมที่ซื้อที่ตลาดนัดท้ายซอยบ้านผม 1 ลูกราคาอยู่ที่ตั้งแต่ 30, 40 ถึง 50 บาทก็มี ส่วนที่ตลาดบอง มาเช่ ขายอยู่ที่ครึ่งลูก 40 บาท วันก่อนผลไม้ที่บ้านหมดเกลี้ยงจึงต้องอกไปซื้อที่ Tesco Lotus ปากซอยมาขัดตาทัพเพราะวางแผนไว้แล้วว่าวันเสาร์เมื่อวานจะไปตลาดสนามหลวง 2 ที่เขตทวีวัมนา ปรากฏว่าราคาลดกระหน่ำอยู่ที่ลูกละ 29 บทขาดตัว ทุกลูก ทุกขนาด

เช้าวานนี้ ที่ตลาดสนามหลวง 2 ตามแผน แม่ค้าขายเป็นกิโล คิดกิโลกรัมละ 15 บาท เลือกลูกขนาดย่อมมาก็ปาเข้าไป 3 กิโล โอ้โฮ 45 บาท

คำถามที่ผุดขึ้นในทันทีก็คือทำไมที่ Lotus ถึงได้ถูกแสนถูกขนาดนั้น ???

ผมเข้าใจเอาเองว่ากระบวนการจัดซื้อสินค้าของ Lotus ที่ขึ้นชื่อว่ากดขี่ผู้ผลิตที่สุดนั้นทำงานอย่างเต็มที่นั่นเอง ผมไม่เชื่อว่าเขาจะขายขาดทุน จะมีก็แต่ผู้ผลิตจำเป็นต้องส่งที่ราคาถูกสุดๆ จนไม่น่าจะได้ทุนคืน แถมยังต้องเสียค่า display อีกเท่าไหร่ ค่าโสหุ้ยสูงขนาดนี้ เขาอ้างว่าเป็นค่า Know How สำหรับ Logistics อันสุดยอดของเขา และกำไรมหาศาลก็เจียดมาจ้างงานคนไทยนิดหน่อย ส่วนที่เหลือส่งกลับประเทศ

แถมข้ออ้างยอดนิยมว่า “ก็ดีไง ชาวบ้านจะได้บริโภคสินค้าราคาถูกมาก” แล้วไงครับเรามีความสุขบนซากปรักหักพังของการเกษตรไทยมากนักหรือ !?#$@!

เจอราร์ดมาแล้ว…

ตาซ้ายของผมเขม่นเล็กน้อย พร้อมกับผมสังหรใจอยู่ว่าเจอราร์ดที่กำลังจับบอลอยู่นั้นต้องพลิกมายิงได้แน่นอน และแล้วเขาก็ทำได้ ณ นาทีที่ 91

อังกฤษ 2 – ตรินิแดด 0

ลุ้นจะหืดจับเลยครับ

พอเพียง หรือ???

คอยจับตาดูครับ ต่อแต่นี้ไป “พ่อค้า นายทุน” ทั้งหลายจะพยายามบรรจุคำว่า “พอเพียง” ไว้ในการตลาด การสร้างภาพ เพื่อดูดเงินจากกระเป๋าเราไปเพิ่มความร่ำรวยให้ตัวเอง

นี่ไม่เพียงแค่มองโลกในแง่ร้าย แต่เป็นการตั้งข้อสังเกตจากพื้นฐานความไม่รู้จริงของคนไทย ที่นิยมสร้างภาพให้ดูดี มีแต่เปลือก แต่ขายได้ ไม่สนใจว่าแก่นแท้จะเป็นอย่างไร ขอเพียงให้ขายได้เงินเท่านั้นเอง

แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า อย่าริเอาของสูงมาหากินด้วยความเห็นแก่ตัวต่ำๆ อย่างที่ผ่านมาเป็นอันขาด…

สงสารเด็กน้อย

ปกติแล้วเวลาประมาณสี่ห้าโมงเย็น ผมไม่ค่อยจะออกจากบ้านไปไหนอีก แต่เย็นนี้มีภาระกิจเร่งด่วน

ด้วยทางผู้บริการสินค้าออนไลน์ได้แจ้งมาทางอีเมล์ว่าสินค้าหมด และสินค้าที่ผมเลือกแทนนั้นทำให้ผมต้องโอนเงินเพิ่มเติม เย็นนี้ผมจึงต้องรีบออกไปที่ธนาคารสาขาที่อยู่ในห้างใหญ่ไกล้บ้านท่ามกลางเม็ดฝนที่ทำท่าจะเทลงมา

ภาพที่เห็นก็คือโรงเรียนที่อยู่ปากซอยบ้านผมทั้งสองโรงที่เพิ่งเลิกเรียนพอดิบพอดี มวลหมู่นักเรียนกำลังขมีขมันแยกย้ายกันกลับบ้าน นักเรียนชั้นโตสุดของโรงเรียนทั้งสองคือมัธยม 3 หมายความว่าจะมีเด็กประถมมากมายเดินกันขวักไขว่

ไม่ว่าจะเดินเดี่ยว เดินกับเพื่อน เดินกับผู้ปกครอง ที่แน่ๆ ทุกคนมีกระเป๋าหนังสือใบเขื่องประจำกาย หลายคนนิยมใช้กระเป็าเป้ที่สามารถสะพายไว้ด้านหลัง เพิ่มความสะดวกในการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า น่าสังเกตอย่างยิ่งว่าเด็กๆ ต้องสะพายกระเป๋าที่อ้วนและหนัก ผมประมาณด้วยตัวเองว่าน่าจะหนักพอๆ กับตัวน้องๆ เหล่านั้นเลยกระัมัง

พลันในความคิด ย้อนกลับไปยังสมัยผมเรียนอยู่ในโรงเรียนนี้ ผมจำได้ว่าไม่เคยต้องถือกระเป๋าขนาดใหญ่ขนาดนี้ ทุกคืนก่อนไปโรงเรียนในวันรุ่งขึ้น คุณพ่อคุณแม่ผมจะเน้นย้ำให้ลูกๆ ทุกคนจัดตารางสอนให้ดี ใส่กระเป๋าให้พร้อม แล้วไปนอน ทำให้ผมสรุปเอาเองว่าเด็กสมัยนี้ไม่ต้องจัดตารางสอนหรืออย่างไรจึงต้องถือกระเป๋าใบใหญ่ขนาดนี้ หรือเด็กสมัยนี้ตัวเล็กลงกว่าแต่ก่อน…อีกแล้ว

ผมยังปักใจเชื่ออยู่ว่าเด็กสมัยนี้ต้องทุกข์ทรมานกับกระเป๋าหนังสือใบเขื่องพอๆ กับระบบการเรียนการสอนที่ไม่ได้สอนให้เด็กรู้จักคิด รู้จักชีวิต ไม่ได้สอนให้รู้จักกับความสุขในการเรียนรู้