Category Archives: monologue

ขออนุญาติเผยแผร่บทความชุดอารยะขัดขืน

ผมเขียนอีเมล์ไปขออนุญาตคุณกาแฟดำอีกครั้งเมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน 2549

ขออนุญาติเผยแผร่บทความจาก นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ชุดอารยะขัดขืน

กราบเรียนคุณสุทธิชัย หยุ่น

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่บทเรียนนอกตำราให้ความรู้แก่ผมอย่างที่ไม่เคยผ่านพบมาก่อน ผมได้เรียนรู้เรื่องที่มาที่ไปและหลักคิด รวมทั้งตัวอย่างที่สำคัญที่เป็นหัวใจของเรื่อง “อารยะขัดขืน”

เช่นเคย ผมมีความประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะรวบรวมบทความทั้ง 4 ตอนนี้เข้าด้วยกันแล้วนำเสนอที่หน้าเว็ปไชต์ส่วนตัวของผมเป็นการสาธารณประโยชน์และเป็นที่ค้นคว้าอ้างอิงความรู้ต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาอนุญาติ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
ว่าที่ร้อยตรี ธนภัทร ฉายากุล

แต่ยังไม่ได้รับคำตอบกลับมา ไม่ว่าจะด้วยเหตุประการใดผมขอถือเอาคำอนุญาตเมื่อครั้งก่อนเป็นหลักการว่าการเผยแพร่นี้เพื่อสาธารณประโยชน์และเพื่อใช้อ้างอิงในอนาคต

ขอบคุณคุณ PuNgPhUnG เพื่อนสมาชิกที่ Freemac dot NET ที่เคยทักเรื่องการสะกดคำว่า “อนุญาติ” ที่ถูกต้องนั้นไม่ต้องมีสระอิ เป็น “อนุญาต”

นี่หรือครูบาอาจารย์

อ่านข่าวเช้านี้แล้วเกิดอาการเจ็บปวดในฐานะที่ยังเป็นนักศึกษามสธ. ยังเคารพครูบาอาจารย์โดยที่แต่ไหนแต่ไรมานักเรียนนักศึกษาไทยให้ความเคารพท่านมาตลอด ผิดกับสมัยนี้ที่ครูที่มีตำแหน่งใหญ่โตไม่ได้แสดงออกถึงจิตวิญญาณที่น่าจะหลงเหลืออยู่ในมโนสำนึกบ้างแม้เพียงน้อยนิด

ลองมาอ่านดูว่าทำไม

“ภาวิช” อัดนร.ถ่วงตรวจข้อสอบล่าช้า จี้หาคะแนนโอเน็ต

“เราพบว่า มีนักเรียนจำนวนมาก ไม่ได้มีปัญหาเรื่องคะแนน แต่ก็ขอตรวจดูกระดาษคำตอบ ทำให้ สทศ.เสียเวลาตรวจสอบให้กับผู้ที่มีปัญหาจริงๆ เช่น ที่ศูนย์ตรวจคะแนนฯ จุฬาฯ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม มีผู้ยื่นขอตรวจคะแนน 600 คน เป็นนักเรียนที่ไม่มีปัญหาเรื่องคะแนนถึง 400 คน และยังพบว่า เด็กนักเรียนบางคนย้ำคิดย้ำทำ โดยตรวจสอบคะแนนหลายครั้ง โดยเคยไปตรวจที่ศูนย์ตรวจสอบคะแนนฯ ม.เกษตรศาสตร์แล้ว และมาขอตรวจอีกครั้งที่ศูนย์ตรวจคะแนนฯ จุฬาฯ” ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช กล่าว

นี่หรือครับคำพูดที่ออกมาจากปากของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีวุฒิภาวะระดับครู ให้สัมภาษณ์แต่ละครั้งยิ่งทำให้นักเรียนเสียใจ ไม่มีเลยเมตตา จิตวิทยาของครูผู้ประเสริฐ

อยากถามว่าใครเป็นคนสร้างปัญหาในการสอบ A-NET, O-NET ครั้งนี้ ประกาศผลตั้งกี่รอบแล้วมั่วไปหมด แล้วใครที่ไหนเขาจะมั่นใจในผลนั่นเล่า พอเขาทำการตรวจสอบซ้ำ (Double Check) ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของระบบตรวจสอบอยู่แล้ว กลับมาพูดด้วยวาจาที่ไม่สำนึกในความรับผิดชอบแม้แต่น้อย ไม่เข้าใจเรื่องระบบตรวจสอบ หรือไม่ต้องการให้มีการตรวจสอบ ก็อาจสงสัยในพฤติการณ์ได้ไม่น้อย

แล้วคะแนนที่ประกาศไปล่าสุดนั้นจะลบทิ้งภายในวันสองวันนี้หรืออย่างไร ทำไมจะขอเข้าไปตรวจสอบบ้างไม่ได้เลยหรือ เรื่องแบบนี้ต้องมีหน่วยงานบริการอยู่แล้ว และผลสอบก็ต้องเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 4-5 ปี งบประมาณที่เสียไปนั้นมันเงินภาษีของประชาชนทั้งนั้น นายภาวิชกินเงินเดือนจากไหนหรือจากกองทุนของประเทศเล็กๆ แถวนี้

ไม่มีความพร้อมในการจัดการเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้ทำไมถึงต้องดันทุรังกันเข้าไป แล้วยังไม่รู้จักเตรียมแผนรองรับเพื่อแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นอีก ภาษาคนทำงานโรงงานเขาว่าถนัดแต่ดับเพลิงที่เกิดขึ้นตรงหน้า นี่ก็แก้ตัวน้ำขุ่นๆ ไปวันหนึ่งๆ พอตรวจสอบเข้ามากหน่อยก็ บ่น ด่า ดูถูก ถึงขั้นอยากจะเอาชีวิต อย่างนี้หรือผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมประเทศไทยไม่มีวันเจริญ เพราะพื้นฐานของคนในชาติคือการศึกษานั้นถูกคนเพียงหยิบมือเดียวข่มขืนกระทำชำเราเสียจนหมดสภาพถึงเพียงนี้ ไม่ต้องถามหาความรับผิดชอบ จะให้สะกดคำคงจะไม่สามารถสะกดได้ หมดสภาพ หมดศรัทธา หมดอนาคต

เก้าอี้หด!!!

บ่ายวันนี้สอบเสร็จอย่างรวดเร็วเพราะเป็นข้อสอบปรนัย 120 ข้อ และแล้วการสอบไล่ภาค 2/2548 ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เป็นปกติที่ทางมสธ.จะส่งใบแจ้งกำหนดการสอบไล่มาให้ก่อนเพื่อเตรียมตัวให้ถูกวันและเวลา ครานี้มีหมายเหตุตัวเล็กๆ ไว้ด้วยว่า ย้ายสนามสอบ แหม…ถ้าใส่เครื่องหมายอัศเจรีย์ตามหลังด้วยสักสองสามตัวคงเร้าใจไม่น้อย

เช้านี้ต้องทำข้อสอบวิชา 12302 เศรษฐกิจไทย ด้วยความทุลักทุเล เพราะเมื่อคืนถูกแมลงเจ้ากรรมรบกวนเสียหลายยก เช้านี้จึงนับครั้งที่หาวไปไม่อาจถ้วนได้ แทบอยากจะนอนเสียก่อนค่อยตื่นขึ้นมาทำข้อสอบต่อ เพราะเวลาพอเหลืออยู่ ก่อนเข้าสอบตอนบ่ายในวิชา 12303 สังคมไทย จึงถือวิสาสะนั่งหลับตรงหน้าห้องสอบเสียเลย รีบมาจับจองที่ตั้งแต่เที่ยงวันเลยไปได้ไม่นานนัก แต่ก่อนจะหลับได้จัดการเปลี่ยนเก้าอี้นั่งเสียก่อน โดยหาเก้าอี้ตัวที่ใหญ่ที่สุดในห้องมาไว้ตรงโต๊ะที่คาดว่าจะได้นั่งแน่ เพราะห้องหนึ่งสอบกันหลายวิชาๆ ละหลายคน

ทั้งนี้เพราะความรู้สึกทรมานจากการต้องนั่งเก้าอี้ตัวเล็กมาตั้งแต่เมื่อวานบ่ายขณะสอบวิชา 12304 ความเชื่อและศาสนาในสังคมไทย โดยไม่รู้มาก่อนด้วยว่าวิชานี้มีข้อสอบทั้งปรนัยและอัตนัย สมองนอกจากต้องใช้ประมวลความรู้ที่ศึกษามาเพื่อเขียนอธิบายความเป็นคำตอบแล้วต้องใช้สั่งการให้ขยับตัวไปมาเพื่อลดความรู้สึกเจ็บปวดบั้นท้ายขณะนั่งด้วย ไม่ต่างจากเช้าวันนี้ที่ต้องนั่งสอบไป หาวไป ขยับตัวไป เพื่อขจัดความเจ็บปวด จากน้ำหนักตัวเองที่มากเกินมาตรฐาน

แต่ผมไม่ปักใจเชื่อเสียทั้งหมดว่าปัญหาเกิดจากตัวผมเท่านั้น แม้ว่าคนอื่นที่มาสอบเหมือนกันไม่เห็นเขามีอาการ …ก็แต่ละคนคงต้องรวมกันสักสองสามคนกระมังจึงจะหนักเท่าผม ที่ว่าอย่างนั้นไม่ใช่เพราะอัตตาล้นเกินแต่อย่างใด แต่เพราะผมยังจำได้ดีว่าผมไม่เคยประสบปัญหาอย่างนี้ในโรงเรียนเทพศิรินทร์ที่ผมเรียนเมื่อกว่า 20 ปีก่อนนั้น ผมจำได้ดีว่าผมไม่ได้มีรูปร่างเล็กไปกว่าปัจจุบันมากมายนัก แถมหน้าที่เวรทำความสะอาดห้องนั้น ต้องมีการยกแก้าอี้ขึ้นไว้บนโต๊ะด้วยเสมอ นับครั้งไม่ถ้วนที่ต้องสัมผัสด้วยมือไม่ใช่ด้วยบั้นท้ายเท่านั้น แต่ที่แน่กว่านั้นก็คือเก้าอี้สมัยเรียนนั้นสามารถรองรับท่าทางการนั่งหลับหงายคอตั้งกับพนักพิงของผมได้อย่างดี หลับสนิทจนเกือบถูกทำโทษ!!!

ด้วยข้อมูลต่างๆ ในอดีตนั้นทำให้ผมสรุปความเอาอย่างร้อนใจว่า เก้าอี้ของเด็กมัธยมสมัยนี้มีขนาดต่างจากสมัยที่ผมนั่งเรียนเมื่อก่อนอย่างแน่นอน แต่ไม่อาจสรุปสาเหตุได้ว่าจะเป็นเพราะสรีระของเด็กสมัยนี้เล็กกว่าสมัยผม อันเนื่องมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่เน้นแต่เงินในกระเป๋าผู้มีอันจะกินที่ยังไม่อิ่มแถมยังยื้อแย่งกันมาบริหารประเทศ จนลืมเรื่องสุขภาพอนามัยของคนในชาติ หรือเพราะงบประมาณในการสนับสนุนการศึกษาบ้านเราถูกจัดสรรไปเข้ากระเป๋าใครตามรายทางเสียก่อนจะมาถึงเด็กนักเรียนจนทำให้เงินที่สามารถจัดสร้างเก้าอี้นักเรียนสมัยก่อนหนึ่งตัว ต้องนำไปซอยเป็นเก้าอี้ให้ได้สามถึงสี่ตัว มิฉะนั้นเด็กนักเรียนกว่าครึ่งอาจต้องนั่งกับพื้นเรียน ผมไม่อาจทราบได้จริงๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้ ผมคงต้องรวบรวมสมาธิทั้งหมดประมวลเนื้อหาสาระความรู้ในชุดวิชานั้นออกมาทำข้อสอบไปก่อน หากมีโอกาสคงได้รู้ดีกัน…

ชาติก่อนกับชาตินี้

ผมเป็นนักศึกษาปีแรกของสาขาวิชาไทยคดีศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้เรียนรู้เหตุการณ์เมื่อครั้งต้นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ว่า สยามประเทศจำเป็นต้องเปิดประเทศด้วยการเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจากแบบพอยังชีพไปเป็นการผลิตตามความต้องการของตลาด

สมัยนั้นเราถูกกดดันอย่างหนักทางเศรษฐกิจโดยมีการเมืองแบบนักล่าอาณานิคมอยู่เบื้องหลัง วิธีดำเนินการแบบของอังกฤษนั้นนุ่นนวล ขณะที่ฝรั่งเศสนั้นนิยมใช้กำลัง เราถูกเรือรบของฝรั่งเศสลอยลำเข้ามาปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระเจ้ากรุงสยามที่นำพาชาติผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ มาได้

แต่เมื่อไม่นามมานี้ มีข่าวการเดินทางมาของผู้นำฝรั่งเศสสมัยนี้ เป็นการเยือนประเทศไทยในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน การพบกันของผู้บริหารประเทศทั้งสอง กอรปกับความรู้สึกเปรียบเทียบอันเนื่องมาจากฐานความรู้ที่ผมได้ศึกษามานั้น ทำให้เกิดความคิดขึ้นมาเองว่าสมัยก่อนเราต้องอดทนต่อสู้อย่างหนักเพื่อรักษาเอกราชจากการรุกรานของฝรั่งเศส แต่สมัยนี้ดันกับตาลปัตรตรงที่ผู้บริหารประเทศตั้งหน้าตั้งตาจะยกเอกราชไปให้เขา ไม่ว่าจะมีเหตุปัจจัยอะไรผลักดัน ไม่ว่าจะมีเหตุผลมากมายเป็นน้ำท่วมทุ่ง มันก็ไม่สามารถลบล้างความรู้สึกว่าเรากำลังถูกคนบางคนขายชาติของเราให้คนอื่นเพียงเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เสียอย่างนั้น

นักเขียนการ์ตูนชาวฝรั่งเศสได้บรรยายความคิดในใจของผมออกมาได้อย่างชัดเจนโดยเราทั้งสองไม่ได้เคยพบปะสังสรรค์กันมาก่อน

historyofsiamese_frenchrelations.png

ยิ่งศึกษามากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งพบว่าประวัติศาสตร์มันทำซ้ำตัวมันเองอยู่เสมอ โดยเฉพาะยุคสมัยของทรราชย์และเผด็จการ ที่เกิดขึ้นอีกครั้งในขณะนี้

จะต่างกันตรงรายละเอียดบ้างก็เป็นไปตามยุคสมัยนั้นๆ เอง

ทำไมคนไทยจึงอดทนต่อเรื่องเหล่านี้ได้มากที่สุดในโลก? ทำไม?

หยุดคุกคามสื่อ

โดยกวีซีไรต์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 5 เม.ย.2549 ณ สมาคมผู้สื่อข่าวแห่งประเทศไทย

หยุดคุกคามสื่อ

สังคมนี้มีคนสองชนชั้น
คือหนึ่งนั้นผู้ได้เปรียบกดขี่ข่ม
สองคือผู้เสียเปรียบถูกเหยียบจม
เราอยู่ในสังคมแห่งชนชั้น

ชนชั้นผู้ได้เปรียบกับเสียเปรียบ
ฝ่ายหนึ่งเหยียบอีกฝ่ายไปเป็นขั้น
จนเห็นเป็นธรรมดาเป็นสามัญ
ต่างแย่งชิงแข่งขันเหยียบกันไป

สื่อต้องเป็นตาที่สามของสังคม
เห็นสามานย์โสมมแห่งยุคสมัย
สื่อต้องเป็นปากเสียงอันเกรียงไกร
ร่วมขับไล่ คัดค้าน พาลภารา

เมื่อโลกเงียบด้วยอธรรมคุกคามเข่น
สื่อต้องเป็นปากเสียงตะโกนกล้า
เมื่อโลกมืดมัวมนด้วยมายา
สื่อต้องเป็นดวงตาประชาชน

กันดารแดนก็จะดั้นกันดารแดน
ระส่ำแสนฝนห่าจะฝ่าหน
ที่เถื่อนถ่อยจะท้าทับทุกมณฑล
จะไม่ยอมจำนนความต่ำทราม

เสรีสื่อคือเสรีแห่งประชา
อันใดฤๅจักกล้ามาหยาบหยาม
ทั้งฟ้าดินจะจารึกผนึกประณาม
คุกคามสื่อคือคุกคามประชาชน

ปัญหาต้องถูกแก้ไขที่เหตุปัจจัย จากนั้นต้องสร้างกระบวนการป้องกันเพื่อไม่ให้ปัญหานั้นเกิดขึ้นอีก

ทั้งหมดนั้นเป็นกระบวนการทางปัญญา…