สูตรดีท็อกภายใน 2 นาที

กำลังนั่งฟัง FM 97.0 MHz อาจารย์วีณา บอกสูตรเครื่องดื่มสำหรับล้างพิษภายใน 2 นาที รีบจดได้ดังนี้

Liver Flush Drink

ล้างระบบน้ำเหลือง ล้างสารพิษออกจากตับ ไต ถุงน้ำดี ลำใส้

น้ำมันมะกอก (ดีที่สุดที่จะหาได้) น้ำมันอัลมอนด์ 3-4 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 6-8 ช้อนโต๊ะ
กระเทียม 3-6 กลีบ
ขิงสด หั่นเป็นลูกเต๋า 1 ซม. 4 ลูก (มากน้อยตามต้องการ)

ปั่นและเติมน้ำตามชอบ เสร็จแล้วดื่มให้หมดทันที ตอนเช้า

จากหนังสือ Five-Minute Healer: Easy, Natural Ways to Look and Feel Better Fast โดย Jane Alexander

แรงจูงใจในการศึกษาวรรณกรรม

แรงจูงใจในการศึกษาวรรณกรรม

1. ความรักและความสนใจวรรณกรรม
2. ความนิยมของสังคม
3. การคัดค้านกระแสนิยม ในบางกรณี แรงจูงใจในการศึกษาวรรณกรรมก็เกิดจากการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านการแสนิยมบางอย่าง ในรัชกาลที่ 6 มีความนิยมเอาอย่างตะวันตกอย่างมากจนเกินพอดี ทำให้เกิดผลกระทบต่อภาษาและวรรณกรรมไทย เพราะผู้แต่ง “ยังไม่ใคร่จะเอาใจใส่ในทางภาษา ฤาพยายามแต่งเรื่องอันประกอบด้วยคุณวิชาสารประโยชน์ มักแต่งเอาอย่างผู้อื่นตามๆ กันไป… มักแปลแต่หนังสือเป็นเรื่องอย่างเลวในภาษานั้นๆ แลมักชอบหันเหียนเปลี่ยนวิธีเรียบเรียงภาษาไทยไปตามประโยคภาษาต่างประเทศด้วยความโง่เขลา”* นอกจากนั้นการขยายตัวทางด้านการศึกษาก็ทำให้มีผู้สนใจความคิดทางสังคมและการเมือง จนมีการเขียนบทความแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสังคมและเขียนโต้ความคิดกันรุนแรงด้วย พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “วรรณคดีสโมสร” ขึ้นใน พ.ศ. 2457 เพื่อส่งเสริม “หนังสือที่แต่งดี” คือใช้ภาษาไทยตามแบบอย่างที่ใช้กันมาแต่โบราณ และ “หนังสือดี” คือหนังสือที่อ่านได้โดยไม่เสียประโยชน์หรือชักจูงความคิดของผู้อ่านไปในทางไม่เป็นแก่นสาร หรือชวนให้คิดวุ่นวายไปในทางการเมือง “อันเป็นเครื่องรำคาญแก่รัฐบาล”**

สมาคมวรรณคดีซึ่งตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2474 ก็มีวัตุประสงค์ทำนองเดียวกับวรรณคดีสโมสร สมาคมฯ มีหน้าที่วินิจฉัยปัญหาวรรณคดีและพิมพ์หนังสือเผยแพร่คำวินิจฉัยนั้น ส่วนหนึ่งของการวินิจฉัยก็คือการลงมติว่าวรรณคดีเรื่องใดควรยกย่องให้เป็นแบบฉบับในประเภทต่างๆ โดยมีแนวทางการพิจารณาว่าต้องแต่งถูกต้องตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ใช้คำดี ความดี และสัมผัสดี แนวทางนี้เป็นแบบแผนที่นิยมกันในระยะนั้นในหมู่นักวิชาการวรรณคดีที่ประเมินค่าวรรณคดีโบราณของไทย ดังจะเป็นได้จากบทวิจารณ์ต่างๆ ในหนังสือวิทยาจารย์ เป็นต้น***

ในช่วง พ.ศ. 2493-2500 นิยาประเภทพาฝันและโลดโผนผจญภัยเป็นที่นิยมกันมาก ทำให้มีการรวมกลุ่มนักประพันธ์ไทยเป็น “ชมรมนักประพันธ์” เพื่อยับยั้งการเติบโตของวรรณกรรมประเภทนี้ มีการจัดสนทนาแบบ “สภากาแฟ” เพื่อชักจูงให้นักเขียนทบทวนบทบาทและหน้าที่ของตนเองและใช้วิชาชีพเพื่อประโยชน์ของผู้อ่านและมีการเสนอทรรศนะเรื่องศิลปะเพื่อชีวิต ซึ่งทำให้เกิดความเคลื่อนไหวที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางของวรรณกรรมในยุคนั้นค่อนข้างมาก****

4. การเพิ่งพูนความรู้ทางวิชาการ

*พระยาอนุมานราชธน “พระราชกฤษฎีกาวรรณคดีสโมสร” การศึกษาวรรณคดีแง่วรรณศิลป์ หน้า 1
**พระราชกฤษฎีกาวรรณคดีสโมสร
***รื่นฤทัย สัจจพันธ์ุ เรื่องเดิม หน้า 89
****เรื่องเดียวกัน หน้า 97

ที่มา
เอกสารการสอนชุดวิชา 12409 ประสบการณ์ไทยคดีศึกษา
หน่วยที่ 5 ประสบการณ์การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวรรณกรรม
ตอนที่ 5.1 ความเป็นมาของการศึกษาวรรณกรรมไทย
เรื่องที่ 5.1.4 แรงจูงใจในการศึกษาวรรณกรรม
หน้า 177-178
ISBN 974-613-386-1

รู้จักตัวเองก่อนที่จะก้าวต่อไป

ในการสัมมนาเรื่อง “ไทยศึกษาในทศวรรษใหม่” ได้มีการพูดถึงปัญหาการวิจัยเรื่องไทยศึกษาในขณะนี้ว่า งานวิจัยทุกวันนี้มีลักษณะต่างคนต่างทำ ผลการวิจัยไม่ทำให้เห็นภาพรวมของสังคมไทย โดยเฉพาะในภาวะที่สังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วด้วยอิทธิพลตะวันตกและเทคโนโลยี การจะกำหนดทิศทางของความเปลี่ยนแปลงจะต้องอยู่บนฐานที่เรารู้จักตนเองอย่างดีก่อนว่าไทยเป็นอย่างไร ความเป็นไทย สังคมวัฒนธรรมไทยมีลักษณะอย่างไรจึงจะรู้ได้ว่าจะปรับเปลี่ยนสังคมอย่างไร การวิจัยทางไทยศึกษาจึงเพื่อให้รู้จักตัวเองก่อนที่จะก้าวต่อไป

ที่มา
เอกสารการสอนชุดวิชา 12409 ประสบการณ์ไทยคดีศึกษา
หน่วยที่ 1 ขอบเขตและสถานภาพของไทยศึกษา
ตอนที่ 1.2 ไทยศึกษาในประเทศไทย
เรื่องที่ 1.2.1 หน่วยงานไทยศึกษาในประเทศไทย
หน้า 21
ISBN 974-613-386-1

รู้สึกว่าก้าวหน้า

เช้านี้ เตรียมตัวเตรียมใจไม่ถูกจริงๆ กับการชั่งน้ำหนัก ผลออกมาเป็นเก้าสิบห้ากิโลครึ่ง ดูแล้วไม่มีวี่แววความคืบหน้าเสียนี่กระไร

แต่ไม่ได้หดหู่เสียขวัญแต่อย่างไร คิดเอาเองว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ออกกำลังกายตามที่ตั้งใจไว้แล้ว ผลออกมาหากจะไม่หวือหวาก็ไม่เป็นไร ขอให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงก็แล้วกัน

สัปดาห์ที่ผ่านมา เดินออกกำลังกายให้หนักและนานได้อย่างเคย และยังสามารถเพิ่มเวลาให้นานครบหนึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ก็มีกิจกรรมครอบครัวที่ทำให้อัตราการกินรุนแรงขึ้นบ้างในวันพฤหัสและวันเสาร์

เช้าวานนี้ แต่งตัวเพื่อไปสุสานที่บ้างบึง ชลบุรี สามารถคาดเข็มขัดได้ดีขึ้น แม้จะยังไม่ถึงเป้าหมายที่ควรจะเป็น แต่ก็เห็นได้ว่ามีพัฒนาการ ทำให้รู้สึกว่าการออกกำลังกายที่ผ่านมานั้นมีความก้าวหน้าแล้ว

แถมยังมีพี่แนน แห่ง and so the story goes blog แวะมาส่งข้อความ private message พูดคุยแนะนำเรื่องการทำสมาธิ การควบคุมความอยากอาหารและการแบ่งมื้ออาหารให้เล็กลงแต่บ่อยขึ้น ก็เป็นกำลังใจได้ดีเหมือนกัน

แผนการเดินทางบนเส้นทางการลดน้ำหนักนี้ก็น่าจะไม่เกินความสามารถไปหรอก ขอให้มุ่งมั่นตั้งใจดำเนินไป ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรก็ไม่เป็นไร เพราะเดินมาถูกทางแล้ว

เมืองไทยมีมะม่วงหลายหลาก

ในบ้านเรานั้นมีมะม่วงหลากหลายพันธุ์ แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 3 กลุ่ม เช่น

กลุ่มที่ 1 ‘มะม่วงที่รับประทานผลดิบ’ เช่น น้ำดอกไม้, พิมเสนมัน, เขียวเสวย, หนองแซง, ฟ้าลั่น, โชคอนันต์, มันหวานปากช่อง, เบาสงขลา, มะม่วงแก้ว, มะม่วงแรด เป็นต้น

กลุ่มที่ 2 ‘มะม่วงที่รับประทานผลสุก’ เช่น อกร่อง, อกร่องพิกุลทอง, น้ำดอกไม้, หนังกลางวัน, ทองดำ, มหาชนก เป็นต้น

และกลุ่มที่ 3 คือ ‘มะม่วงแปรรูป’ เป็นมะม่วงดอง มะม่วงแช่อิ่ม ที่นิยมใช้มะม่วงแก้ว, โชคอนันต์, มะม่วงสามปี, และมหาชนก

ส่วนมะม่วงกวนและแยมมะม่วง ควรใช้มะม่วงสุกหอมหวาน

ที่มา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ @TASTE ฉบับวันเสาร์ที่ 17 มีนาคม 2550