สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ต้องยกยอดมาเขียนวันนี้เพราะสนุกสนานกับหลายเลิฟที่ไม่ได้พบกันหลานวันจนไม่อยากทำอะไรอีก เห็นไหมว่าความอ้วนออกฤทธิ์บั่นทอนร่างกายแล้ว
ช่วงนี้ตื่นช้าขึ้นมาพบกับอากาศที่เย็นลงกว่าปกติ ก็แน่หล่ะเข้าหน้าหนาวแล้วนี่ สังเกตได้อยู่ว่าอุณหภูมิลดลงมาอยู่ที่ยี่สิบเก้าองศาเซลเซียสตั้งแต่ราวๆ หกโมงเย็น เช้าขึ้นมาปรอทดิจิตอลบอกตัวเลยยี่สิบห้าองศาเซลเซียสหราอยู่เลย น่าสังเกตว่าจริงแล้วอุณหภูมิที่ไม่ได้ลดลงมากมายอะไร แต่ร่างกายแสดงออกถึงความไม่สมดุยล์ด้วยการจามและคัดจมูก น้ำมูกไหลออกมาง่ายๆ ชั้นไขมันที่สะสมมาเป็นทุนนั้นไม่ได้ช่วยต่อต้านอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปได้เลย
ขึ้นชั่งน้ำหนักตั้งแต่เช้าวานนี้ ได้ความว่าเข็มชี้ลงมาต่ำกว่าเก้าสิบห้ากิโลเล็กน้อย ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมาก็คุมอาหารไปตามธรรมดา จะมีโอกาสขึ้นรถเมล์ไปเดินเล่นในเมืองอยู่บ้างก็ช่วยใช้พลังงานไปพอสมควร แม้ว่าวันพฤหัสจะฉลองหนังไทยด้วยบุฟเฟ่อาหารญี่ปุ่นจนอิ่มแปร้อยู่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เข็มตาชั่งชี้สูงกว่าที่เคย
แต่ปัญหาก็คือยังไม่ได้เริ่มออกกำลังกายตามที่ตั้งใจไว้ จะรอไอพ็อดดอกหรือ ก็มาแล้วไง พี่ชายพามาให้ตั้งแต่วันเสาร์แล้ว อืมสองวันมานี้กำลังเร่ง burn in เครื่องอีกสักหน่อย
จริงแล้วทฤษฎีลดน้ำหนักที่ยึดถืออยู่เสมอมาคือการจุดไฟในเตาเผาพลังงานในร่างกายอย่างที่ครูถือศีลสอนไว้ การที่ชั้นไขมันที่มีอยู่เป็นทุนไม่ช่วยกันความหนาวเย็นได้ ก็ต้องพึ่งเจ้าเตาเผาพลังงานในตัวนนี่แหละ มานั่งนึกว่าเกือบสิบปีก่อน เคยใส่เสื้อยืดชั้นเดียว นุ่งกางเกงขาสั้นตัวเดียวสู้ความหนาวเย็นของอุทยานแห่งชาติน้ำหนาวมาแล้ว จำได้ว่าขณะนั่นอุณหภูมิอยู่ราวๆสิบเจ็ดองศาได้ สงสัยตัวเองมากมายว่าแค่ยี่สิบห้าองศานี่ไม่ไหวแล้วหรือ
สัปดาห์นี่จะพยายามจุดไฟให้ติดเสียที