วิ่งได้เต็มสัปดาห์

เช้านี้มีเรื่องให้ประหลาดใจแต่เช้า ไม่ใช่เรื่องที่ตื่นนอนตั้งแต่ตีห้ากว่าๆ เพราะฝืนนอนต่อไปก็ไม่หลับแล้ว สู้ลุกขึ้นมาทำกิจให้เสร็จดีกว่า จะได้ออกวิ่งเร็วขึ้นอีกหน่อย แต่เป็นเรื่องน้ำหนักในการขึ้นชั่งครั้งแรกที่เข็มวิ่งไปหยุดอยู่ที่แปดสิบแปดกิโลเสียแล้ว ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองจึงเดินขึ้นลงตาชั่งอีกสองรอบได้ความว่าน้ำหนักประจำสัปดาห์นี้น่าจะอยู่ที่แปดสิบแปดกิโลครึ่งเสียมากกว่า

จึงต้องลดค่าน้ำหนักที่ตั้งไว้ในไอพ็อดอีกครั้งก่อนออกกำลังกายเช้านี้

เริ่มต้นสัปดาห์นี้ด้วยความชุ่มฉ่ำ ฝนโปรยลงมาให้เย็นใจรับวันจักรีตั้งแต่เพิ่งออกวิ่งไปได้เพียงยี่สิบนาที พอวิ่งต่อไปอีกยี่สิบนาทีก็เกิดเทลงมาอย่างไม่เกรงใจใครหน้าไหนอีกต่อไป จึงต้องหยุดวิ่งไปจัดการบ้านเรือนตามหน้าที่เป็นสำคัญ ตลอดทั้งวันนี้อากาศไม่ร้อนดี จะนั่งอ่านหนังสือตรงไหนของบ้านก็สบาย

วันรุ่งขึ้นอากาศก็พลิกกลับไปเป็นหน้าร้อนของกรุงเทพตามปกติ เป็นหน้าร้อนที่ไม่มีใครปฏิเสธได้หรอกว่าสถานการณ์ย่ำลงกว่าเดิม หรือเป็นเพราะต้นมะม่วงหน้าบ้านล้มไปตั้งนานแล้วด้วย จึงไม่มีอะไรมาช่วยสร้างร่มเงาให้กับชีวิต ถึงจะปิดม่านหน้าบ้าน รังสีความร้อนก็ทะลุทะลวงมาได้ อานุภาพของธรรมชาติยิ่งใหญ่เสมอ

จนกระทั่งวันพฤหัส เป็นอีกวันที่ต้องรีบออกกำลังกายให้เสร็จโดยเร็ว ทั้งที่ตื่นตั้งแต่หกโมง ก็ยังทำโน่นทำนี่จะได้เริ่มวิ่งจริงเอาก็เจ็ดโมงแล้ว จึงตัดสินใจลดเวลาลงเหลือไม่เต็มหกสิบนาที เสร็จแล้วต้องเตรียมตัวออกเดินทางไปอำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี

ตลอดทั้งสัปดาห์นี้จึงวิ่งได้ครบทุกวัน เรื่องสถิติจึงไม่น่าเป็นห่วง

สองสิ่งที่รบกวนการออกกำลังกายได้ไม่น้อยก็คือ อาการปวดต้นคอที่ดูเหมือนตัวยาที่กินก่อนนอนจะเอาไม่อยู่เสียแล้วกระมัง และ อากาศร้อนที่แม้จะเลือกออกกำลังกายตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าแล้วก็ตาม

ประเด็นแรกยังไม่มีหนทางเยียวยา แต่ประเด็นหลังคงต้องแก้ไขด้วยการเลื่อนเวลาออกกำลังให้เร็วขึ้นอีกหน่อย คงต้องตื่นเร็วขึ้นไปด้วยเช่นกัน จะทำได้แค่ไหนขึ้นอยู่กับคุณภาพการนอนที่มีิอาการปวดต้นคอรบกวนอยู่นั่นแหละ มันสัมพันธ์กันไปหมด

ความตั้งใจอีกอย่างสำหรับสัปดาห์หน้าก็คือ อดล้างพิษหนึ่งวันอีกครั้ง