Category Archives: a piece of thought

In search of knowledge, pieces of thought will be saved here.

นิยายวิทยาศาสตร์คือไฉน?

ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล นักเขียนวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าของเมืองไทย อธิบายให้ฟังถึงงานแนวนี้ไว้ว่า นิยายวิทยาศาสตร์แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ นิยายวิทยาศาสตร์แท้ (Pure Sci-Fi) กับนิยายวิทยาศาสตร์แฟนตาซี (Sci-Fantasy) โดยในประเภทแรกนั้นสามารถแยกย่อยได้อีกสองแบบคือ ฮาร์ดไซ-ไฟ (Hard Sci-Fi) กับซอฟต์ไซ-ไฟ (Soft Sci-Fi)

“งานเขียนของนักเขียนในบ้านเรา ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นซอฟต์ไซ-ไฟ คือเป็นวิทยาศาสตร์เชิงสังคม เน้นในเรื่องผลกระทบ

“แต่คนเขียนก็ต้องเข้าใจกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จะแตกต่างจากฮาร์ดไซ-ไฟ ตรงที่ฮาร์ดไซ-ไฟค่อนข้างจะเน้นในตัวเนื้อหาของวิทยาศาสตร์ หลักการทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนความคิดที่ค่อนข้างจะถูกต้องแน่นอนสามารถใช้จินตนาการได้ แต่ต้องยึดกระบวนการทางวิทยาศาสตร์” ดร.ชัยวัฒน์อธิบาย

ฮาร์ดไซ-ไฟจึงเขียนยาก นักเขียนระดับโลกที่เขียนได้น่าติดตามก็มีอยู่ไม่กี่คน มี ไอแซค อาซิมอฟ กับ อาเธอร์ ซี คลาก เป็นอาทิ

ในส่วนของนิยายวิทยาศาสตร์แฟนตาซี บางครั้งอาจสงสัยว่าแล้วมันแตกต่างจากนิยายแฟนตาซีอย่างไร

ดร.ชัยวัฒน์ได้ยกตัวอย่างหนังสือขึ้นมาสองเล่ม แล้วว่า “เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ (The Lord of The Rings) เป็นนิยายวิทยาศาสตร์แฟนตาซี แต่แฮร์รี่ พอตเตอร์ (Harry Potter) เป็นนิยายแฟนตาซี

“เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ เป็นนิยายวิทยาศาสตร์แฟนตาซี ซึ่งคนที่ช่วยยืนยันเรื่องนี้ให้กับผมคือ อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ระดับโลก แต่ต้องอ่านหนังสือนะ ไม่ใช่ดูเฉพาะหนัง เนื่องจากผู้เขียนนั้นเป็นศาสตราจารย์ เป็นนักวิจัยด้านภาษาของยุโรปเหนือ ในเดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ เราจึงเห็นวิวัฒนาการของภาษา โดยมีเรื่องราวต่างๆ มาประกอบวิวัฒนาการตรงนี้ อีกอย่างในการเขียนผู้เขียนเอาประสบการณ์ตัวเองมาช่วย เช่น ฉากรบนั้นสมจริงมาก เพราะผู้เขียนเคยเป็นทหาร เคยผ่านสงครามมาก่อน

“ถ้าอยากรู้ว่านิยายวิทยาศาสตร์แฟนตาซี กับนิยายแฟนตาซี ต่างกันอย่างไร ก็ลองไปอ่านทั้งสองเล่มนี้เปรียบเทียบกัน” นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าของไทยให้คำแนะนำ

แต่หากยังไม่ค่อยเข้าใจ ยังไม่กระจ่างแจ่มแจ้ง ลองอ่านเรื่องเล่าต่อไปนี้

ยังมีชายคนหนึ่งเป็นคนขี้แพ้ ในแต่ละวันเขาจะถูกกลั่นแกล้งรังแกโดยผู้คนมากมาย แต่แล้ววันหนึ่งในขณะที่กำลังถูกผู้ร้ายไล่กระทืบ เขาก็หนีมาจนมุมที่หน้าผา ศัตรูเขยิบใกล้เข้ามา เขาขยับถอยห่าง ในที่สุดก็พลัดตกหน้าผา แต่บังเอิญมีกิ่งไม้ ใกล้กิ่งไม้มีสุดยอดคัมภีร์โบราณ

เขาเปิดคัมภีร์ออกอ่าน…

จบเรื่องราวลงตรงนี้ ที่ว่าแล้วอย่างใดเป็นนิยายวิทยาศาสตร์แฟนตาซี อย่างใดเป็นนิยายแฟนตาซีขนานแท้ คำตอบไม่ได้อยู่ในสุดยอดคัมภีร์โบราณ แต่จะเปรียบให้ฟังว่า…

ถ้าเกิดเขาเปิดคัมภีร์ออกมา แล้วในคัมภีร์นั้นบอกว่า เมื่อท่องประโยคนี้จบ จะเป็นจอมยุทธ์ที่ไม่มีใครเทียบเทียม แบบนี้คือ นิยายแฟนตาซี

แต่อีกทางหนึ่ง ถ้าเปิดออกอ่านแล้วในนั้นบอกว่า การที่จะเป็นจอมยุทธ์ที่ไม่อาจมีใครเทียบเทียมได้ ต้องใช้เวลา คือต้องฝึกสมาธิ ฝึกกำลังภายใน ฝึกกระบี่ ฯลฯ แบบนี้คือ นิยายวิทยาศาสตร์แฟนตาซี

ที่มา
บทความเรื่อง นิยายวิทยาศาสตร์ไทย ก้าวที่ยังไม่เริ่มย่าง โดย เชตวัน เตือประโคน
นสพ. มติชน ฉบับวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10665

เด็กเลี้ยงแกะ

นิทานอีสป เรื่อง เด็กเลี้ยงแกะ

เด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่งมีนิสัยเกเรชอบกล่าวคำโกหกพูดจาตลบตะแลงอยู่เสมอ วันหนึ่งหลังจากต้อนฝูงแกะของตนออกไปกินหญ้าบริเวณเชิงเขาแล้ว เกิดนึกสนุกอยากหาเรื่องแกล้งชาวบ้านเล่น เด็กเลี้ยงแกะจึงเดินกลับมาที่หมู่บ้าน เมื่อใกล้จะถึงจึงแกล้งวิ่งหน้าตื่นกระหือกระหอบร้องตะโกนด้วยเสียงอันดัง “ช่วยด้วย..ช่วยด้วย ฝูงหมาป่าจะมาจับแกะไปกินหมดแล้ว” เมื่อชาวบ้านได้ยินดังนั้น ต่างพากันฉวยอาวุธตามแต่จะหาได้แล้วรีบตรงไปที่เชิงเขา เด็กเลี้ยงแกะเห็นชาวบ้านวิ่งกันมาหน้าเก้อจึงส่งเสียงหัวเราะด้วยความขบขัน ชาวบ้านรู้สึกไม่พอใจแต่เห็นว่าเป็นเด็กจึงให้อภัย แทนที่จะสำนักตัวเด็กเลี้ยงแกะกลับเห็นเป็นเรื่องสนุกเลยปั้นน้ำเป็นตัว แต่งเรื่องหมาป่าจะมากินลูกหลอกอีกหลายครั้ง ทำให้ทุกคนพากันโกรธหลังจากนั้นไม่นาน มีฝูงหมาป่ามาจับแกะไปกินจริงๆ เด็กเลี้ยงแกะวิ่งมาเรียกชาวบ้านแต่ไม่ใครให้ความช่วยเหลือเพราะคำพูดของเขา ไม่มีใครเชื่อถือเลยแม้แต่คนเดียว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

“ผู้ปราศจากคำสัตย์ ย่อมปราศจากคนเชื่อถือ”

.
.
.
.
อ่านนิทานอีสปทั้งหมดได้ที่นี่ นิทานอีสาป

เพื่อประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์

โลงศพของอาตมาก็คือ ความดีที่ทำไว้ในโลกด้วยการเผยแพร่พระธรรม ป่าช้าสำหรับอาตมา ก็คือบรรดาประโยชน์และคุณทั้งหลาย ที่ทำไว้ในโลกเพื่อประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์

และขอชักชวนให้ท่านทั้งหลาย ถือหลักเกณฑ์อย่างเดียวกันว่าโลงศพของเราก็คือความดีที่ทำไว้ในโลก ป่าช้าของเราก็คือประโยชน์ทั้งหลายที่เราได้ช่วยกันทำไว้ เพื่อประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์

พุทธทาส อินฺทปญฺโญ

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม 2550

หัดมองโลกอย่างมีความสุข

บทสัมภาษณ์ พระไพศาล วิสาโล เรื่องขันติธรรมค้ำจุนชาติ


แพรว: ถ้าอย่างนั้นขอข้อคิดไปถึงคนที่กำลังทุกข์กับสิ่งต่างๆ รอบตัวว่าทำอย่างไรจึงจะเป็นสุขได้คะ

พระไพศาล: เราทุกข์เพราะใจมันจะไปจดจ่อกับสิ่งที่เป็นปัญหาหรือสิ่งที่ไม่ถูกใจเรา ความจริงสิ่งที่ดีๆ ในชีวิตมากมาย แต่ใจเรากลับมองไม่เห็น เห็นแต่สิ่งที่เป็นลบ ทั้งๆ ที่สิ่งที่เป็นลบนั้นอาจจะมีน้อยกว่าสิ่งที่เป็นบวกด้วยซ้ำ

ใครที่กำลังเบื่อหน่ายกับทุกอย่างรอบตัว หรือทุกข์ว่าทำไมบ้านเมืองวุ่นวายนัก ควรมองว่าบ้านเมืองก็เหมือนกับชีวิต คือมีขึ้นมีลง มีสงบแล้วก็วุ่นวาย มีสุขกับทุกข์สลับกับไป เราควรมองว่าความวุ่นวายตอนนี้เป็นธรรมดาของวัฏจักร เราไม่สามารถคาดหวังให้ชีวิตสงบราบเรียบไปตลอดฉันใด ก็ไม่ควรหวังว่าบ้านเมืองจะราบรื่นไปตลอดฉันนั้น ยังไงก็อย่างลืมว่าความวุ่นวายทั่งหลายไม่เคยอยู่ยั่งยืน มันมาแล้วก็ต้องไปในที่สุด

จะว่าไปบ้านเมืองเราตอนนี้ถึงจะวุ่นวายยังไง ถ้าเทียบกับปากีสถาน อินเดีย อินโดนิเซีย พม่า ไม่ต้องไปถึงรวันดา โซมาเลียก็ได้ จะพบว่าบ้านเรายังดีกว่ามาก อะไรจะเกิดขึ้นก็ตามควรมองว่าดีที่ยังไม่แย่ไปกว่านี้ ถ้ามองได้อย่างนี้ เราจะมีภูมิต้านทานความทุกข์ได้มาก มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเป็นมะเร็งสมอง แต่ยิ้มแย้มแจ่มใส จนคนไปเยี่ยมแปลกใจ เด็กบอกว่าตัวเองโชคดีที่ไม่ได้เป็นมะเร็งมดลูก มีญาติคนหนึ่งเป็นมะเร็งมดลูกเจ็บปวดมาก เธอจึงรู้สึกโชคดีที่เป็นแค่มะเร็งสมอง

ฉะนั้นสุขหรือทุกข์ ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา แต่อยู่ที่ใจเราว่ามองมันอย่างไร คนพิการ คนตาบอดบางคนมีความสุขมากกว่าคนปกติ เพราะเขารู้สึกโชคดีที่ตนเองยังมีชีวิต กลับไปที่บ้านเมืองเรา ไม่ว่าจะแย่อย่างไรก็อย่าสิ้นหวัง อย่างลืมว่าเมื่อสามสิบปีก่อนสมัยเกิด 6 ตุลา บ้านเมืองเราแย่กว่านี้มาก เทียบกับปี 2535 ตอนนี้ยังดีกว่าตอนนั้น

ดีกว่านั้นคือมองว่า นี่คือสิ่งที่มาฝึกใจเรา ทำอย่างไรจึงจะอยู่เหนือความผันผวนปรวนแปรในชีวิตได้ เพราะถึงไม่มีเรื่องบ้านเมือง คนก็ยังทุกข์เพราะต้องผ่อนบ้าน สูญเสียทรัพย์สิน สูญเสียคนรัก บางคนฆ่าตัวตายเพราะเป็นสิว บางคนฆ่าตัวตายเพราะไม่สามารถเรียนจบสามปีครึ่งอย่างที่ตั้งใจ

แพรว: นั่นคือถ้าเรารู้จักมองโลกอย่างเป็นบวกมากขึ้น ความสุขก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยใช่ไหม

พระไพศาล: อาตมากำลังบอกว่า ถ้าเราไม่รู้จักทำใจให้สงบ ถึงบ้านเมืองสงบ เราก็ยังคงทุกข์อยู่นั่นเอง ถ้าเรายังทำใจกับเหตุการณ์บ้านเมืองไม่ได้แล้วจะทำใจกับปัญหาชีวิตตัวเองได้อย่างไร ถ้าลูกตาย สามีตาย หรือเกิดเจ็บป่วย พิการ เราจะทำอย่างไร

สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวจึงเหมือนแบบฝึกหัดให้รู้จักปล่อยวาง ไม่ใช่ปล่อยปะละเลย เพราะวันข้างหน้าเราอาจต้องเจอศึกหนักกว่านี้ สิ่งที่ต้องทำมีสองอย่างคือ ทำใจและทำบ้านเมืองให้ดีขึ้น ที่วันนี้บ้านเมืองวุ่นวาย ส่วนหนึ่งก็เพราะเราปล่อยปะละเลยกัน เราจึงควรช่วยกันทำให้สิ่งแวดล้อมดี มีสวัสดิภาพ สวัสดิการที่ดี ส่วนการทำใจคือ มองอะไรในแง่ดี บ้านเรายังมีเรื่องดีๆ ที่น่าภูมิใจอยู่มาก ต้องรู้จักมองเห็นสิ่งดี แต่ไม่ใช่จินตนาการขึ้นเอง มองสิ่งที่มีอยู่จริง เห็นข้อดีของสิ่งที่มีอยู่ ตื่นเช้าเราเคยมองท้องฟ้ายามอรุณรุ่งหรือไม่ สังเกตดอกไม้ใบหญ้าหรือนกที่บินอยู่บ้างไหม เห็นเด็กยิ้มอยู่ริมถนนหรือไม่ หรือเห็นแต่รถติด เห็นแต่มลพิษ

กระดาษแผ่นขาวๆ มีกากบาทสีดำอยู่มุมกระดาษ ชูให้ใครดูก็บอกว่าเห็นแต่กากบาทสีดำ แต่กลับไม่มีใครสังเกตเห็นสีขาวของกระดาษทั้งแผ่น คนเรามักจะเป็นอย่างนี้ คือเห็นแต่สิ่งที่เป็นแง่ลบหรือเป็นปัญหา แต่กลับมองข้ามสิ่งดีๆ หรือสิ่งที่เป็นบวก เรารู้สึกว่าชีวิตย่ำแย่เหลือเกินก็เพราะเหตุนี้

มีโยมคนหนึ่งถามลูกทุกครั้งที่กลับบ้านว่า วันนี้ไปก่อเรื่องอะไรหรือเปล่า เสร็จแล้วก็มาปรึกษาอาตมาว่ากลุ้มใจเรื่องลูกมาก ขณะเดียวกันก็เป็นทุกข์ที่ตัวเองชอบรุนแรงกับลูก อาตมาบอกว่าวันนี้ลองถามลูกใหม่ว่า วันนี้ลูกทำอะไรดีๆ มาบ้าง ขณะเดียวกันก็ถามตัวเองด้วยว่าวันนี้ทำอะไรดีๆ กับลูกบ้าง

คนที่ทุกข์จึงต้องรู้จักถามตัวเองว่าวันนี้เรามองเรื่องดีๆ บ้างหรือยัง

ที่มา นิตยสารแพรว ปีที่ 28 ฉบับที่ 666 25 พฤษภาคม 2550

หนักแผ่นดิน

หนักแผ่นดิน
คำร้อง: พ.อ.บุญส่ง หักฤทธิ์ศึก
ขับร้อง: สันติ ลุนเผ่

คนใดใช้ชื่อไทยอยู่ กายก็ดูเหมือนไทยด้วยกัน
ได้อาศัยโพธิ์ทองแผ่นดินของราชันย์ แต่ใจมันยังเฝ้าคิดทำลาย

คนใดเห็นไทยเป็นทาส ดูถูกชาติเชื้อชนถิ่นไทย
แต่ยังฝังทำกิน กอบโกยสินไทยไป เหยียดคนไทยเป็นทาสของมัน

(สร้อย)
หนักแผ่นดิน หนักแผ่นดิน คนเช่นนี้เป็นคนหนักแผ่นดิน (หนักแผ่นดิน!)
หนักแผ่นดิน หนักแผ่นดิน คนเช่นนี้เป็นคนหนักแผ่นดิน (หนักแผ่นดิน!)

คนใดยุยงปลุกปั่น ไทยด้วยกันหวังให้แตกกระจาย
ปลุกระดมมวลชนให้สับสนวุ่นวาย เพื่อคนไทยแบ่งฝ่ายรบกันเอง

คนใดหลงชมชาติอื่น ชาติเดียวกันเขายืนข่มเหง
ได้สินทรัพย์เจือจานก็ประหารไทยกันเอง ทีชาติอื่นเกรงดังญาติของมัน

(สร้อย)

คนใดขายตนขายชาติ ได้โอกาสชี้ทางให้ศัตรู
เข้าทลายพลังไทยให้สลายทางสู้ เมื่อศัตรูโจมจู่เสียทีมัน

คนใดคิดร้ายราวี ประเพณีของไทยไม่ต้องการ
เกื้อหนุนอคติ เชื่อลัทธิอันธพาล แพร่นำมันมาบ้านเมืองเรา

(ซ้ำท่อนสร้อย 2 ครั้ง)

ที่มา วิกิพีเดีย – หนักแผ่นดิน