Category Archives: monologue

สอบเสร็จแล้ว…เหนื่อยจัง

เหนื่อยจนกระทั่งจะมานั่งเขียน blog ยังไม่อยากจะทำเลย อะไรจะขนาดนั้น เมื่อวานเลยเขียนไปเพียงเรื่องเดียวก่อน

สอบไล่ภาค 1/2549 ครั้งนี้จัดเวลาได้ดีมากคือเช้าวันเสาร์สอบ 12305 ศิลปะกับสังคมไทย บ่ายเป็น 12407 แนวคิดไทย ต่อมาเช้าวันอาทิตย์ก็เป็น 12306 พัฒนาการวรรณคดีไทย สอบเช้า-บ่าย-เช้า อย่างนี้รู้สึกดี ช่วยชดเชยการเผชิญหน้ากับเก้าอี้หดในโรงเรียนเดิมได้

ตั้งแต่เริ่มติดเครื่องอ่านหนังสือสอบเทอมนี้ รู้สึกว่าความรู้ไม่ค่อยเข้าหัวสักเท่าไหร่ แต่ก็มีวิชาพัฒนาการวรรณคดีไทยนี่แหละที่เข้ามากระตุ้นได้ดี เพราะวิชานี้แหละจึงตัดสินใจลงทะเบียนเรียน

การวางแผนอ่านหนังสือต้องให้สอดคล้องกับเวลาในการสอบของแต่ละวิชาด้วย แถมยังต้องเหลือเวลาไว้ให้ทบทวนก่อนสอบอีกหน่อย ครั้งนี้ก็ทำได้ดี มาติดขัดเรื่องสุขภาพบ้างทำให้สะดุดเป็นระยะๆ ไม่เป็นไร ผ่านมาได้ถึงวันนี้ก็นับว่าดีแล้ว

เอาเป็นว่าทุกวิชาน่าเป็นห่วงหมด การทำข้อสอบจึงจะต้องละเอียดทุกข้อ และต้องตรวจทานคำตอบซ้ำทั้งหมดเมื่อเสร็จ เป็นการสอบสองรอบก็ว่าได้ ทำให้ความรู้สึกกังวลผ่อนคลายลงไปได้มาก เมื่อตรวจทานอีกรอบเสร็จแล้ว

ว่าแต่ทำไมหลังสอบแล้วรู้สึกเหนื่อยมากเลย ไม่เข้าใจตัวเอง บ่ายวันเสาร์กลับมาถึงบ้าน ว่าจะทวนหนังสืออีกสักรอบก็ไม่ไหว เมื่อวานตั้งใจว่ากลับมาตั้งแต่เที่ยงแล้ว ช่วงบ่ายจะเดินหน้างานที่ตั้งใจไว้ทันที ก็ไม่ไหวอีก ไม่มีสมาธิเลย

สงสัยว่าสุขภาพคงย่ำแย่จริงๆ ไม่ได้ออกกำลังกายมานานแล้ว เมื่อวานเขียนไว้แล้วว่าเป้าหมายเรื่องสุขภาพจะเป็นอย่างไรต่อไป หลังการสอบครั้งนี้จึงตั้งใจจะซื้อ iPod ให้เป็นของขวัญกับตัวเองเสียหน่อย ตั้งใจว่าจะเอาไว้ฟังเพลงให้มากขึ้นเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ อีกทั้งยังสามารถใช้ประกอบการออกกำลังกายได้อีกด้วย จะได้ช่วยให้ออกกำลังได้นานๆ

และจากนี้งานต่างๆ ที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะทำจะได้เดินหน้า และจะดีมากหากเริ่มวางแผนการอ่านหนังสือสำหรับเทอมหน้า ซึ่งจะเป็นเทอมสุดท้ายแล้วไปด้วยเลย

โฆษณาเฮงซวย

เห็นบทความเรื่อง เรื่องของพ่อ ที่เว็ปประชาไท ก็รู้สึกเห็นด้วยเพราะผมก็คิดวิเคราะห์เรื่องราวนี้อยู่หลายวัน แต่ยังไม่ได้ลงมือเขียนออกมา

พออ่านจบจึงแสดงความคิดเห็นไว้นิดหน่อยว่า

ผมเองก็คิดจะเขียนถึงโฆษณาชิ้นนี้กับอีกหลายๆ ชิ้นอยู่เหมือนกัน ดูเหมือนว่าคนคิดทำโฆษณาสมัยนี้ละเลยความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยิ่ง ดูได้จากเนื้อหาของหนังโฆษณาที่เล่นกับความรู้สึกได้ผล แต่กลับเบาโหวงไม่มีแก่นสาร กลับมองปัญหาสังคมที่น่าเป็นกังวลเช่นนี้ เป็นเรื่องสามัญธรรมดาไปเสียได้ แถมยังจับมาเล่นให้คนดูไปวันๆ อย่างนั้น

ด้วยอำนาจของสื่อสารมวลชนประเภทนี้ การยัดเยียดสารพรรณนี้ให้กับผู้คนบ่อยเข้า มากเข้า ผลที่ได้รับก็คือ มันจะเปลี่ยนจากปัญหาสังคมเป็นเรื่องปกติของชีวิต ถามว่าถึงตอนนั้นแล้ว คนทำโฆษณาจะมีปัญญารับผิดชอบต่อสังคมไหม

จริงแล้วหากพวกเขามีจิตสำนึกจริงแม้เพียงนิด สารทำนองนี้ก็คงไม่หลุดออกมาทำร้ายสังคมอย่างแน่นอน

และอีกโฆษณาหนึ่ง ที่อาตี๋ขอออกจากบ้านไปอยู่คอนโด จนเตี่ยถึงกับไล่ออกจากบ้านไป โดยให้ไปแต่เพียงตัวเปล่า แต่ในที่สุดอาตี๋ก็มีความสุขดีเพราะที่คอนโดมีให้พร้อมแล้ว

ถามว่าการที่คุณขายคอนโดได้ แต่ครอบครัวเขาแตกแยก มันเป็นความสุขสุดยอดของคนขายใช่ไหม ครอบครัวซึ่งเป็นหน่อยเล็กที่สุดในสังคมแต่สำคัญที่สุด จะฉิบหายไปอย่างไรไม่ต้องสนใจใช่ไหม

นี่เป็นเสี้ยวหนึ่งของโฆษณาที่ไร้จิตสำนึกของสังคม ขอภาวนาว่า ขอให้ผู้บริโภคอย่าเห็นชอบกับนายทุนเหล่านี้อีกเลย ขอให้พลังของผู้บริโภคสั่งสอนบทเรียนให้นายทุนให้สมแก่สิ่งที่เขาได้ทำไว้ด้วยเถิด

แทนที่จะช่วยกันแก้ปัญหา กลับทำให้มันเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียอย่างนั้น ขอพูดตรงนี้ว่าเฮงซวยจริงๆ
Continue reading โฆษณาเฮงซวย

อีกครั้งกับ Jonathan Ive

เมื่อปีที่แล้ว หลังจากแนะนำบทแปลบทสัมภาษณ์ของ Jonathan Ive ก็ทำให้สถิติการเข้าเยี่ยมชมถึงกับสูงเป็นประวัติการณ์ดังที่เขียนไปแล้วใน เกิดอะไรขึ้นกับสถิติใหม่

การณ์กลับพุ่งเป็นพลุยิ่งกว่า เมื่อวานนี้หลังจากเปิดบทแปลใหม่ที่เป็นเรื่องราวการทำงานของ Jonathan Ive พี่คนนี้จะมีบทสัมภาษณ์ดีๆ ให้อ่านก็แค่ปีสะครั้งสองครั้งเท่านั้น

061003_01.png   061003_02.png   061003_03.png

วานนี้ ตอนเริ่มจะบ่ายเข้าไปดูสถิติครั้งหนึ่งแล้ว เห็นมีแนวโน้นว่าจะเป็นที่นิยมได้เหมือนกัน เช้านี้ หลังจากนั่งดูหนังชุด Swordsmen of the passes ที่ช่อง 7 พามาฉายได้ 4 สัปดาห์แล้ว จบแล้วก็อาบน้ำอาบท่า มานั่งติดตามข่าวสารบนโลกไซเบอร์ต่อ ก็ได้ความว่าสถิติได้ทำ New High ได้สำเร็จ

ทั้งนี้ก็เพราะเมื่อวานเช้าหลังจากส่ง email แนะนำไปยังญาติสนิทมิตรสหายกันถ้วนหน้าแล้ว ก็จัดการไปตั้งกระทู้แนะนำไว้ที่ Freemac dot NET และ ThaiMacClub.net เพราะรับปากเพื่อนสมาชิกไว้ว่าภายใน 2 สัปดาห์จะได้อ่านกัน

งานแปลครั้งนี้เป็นบททดสอบที่ดีมากอีกครั้งหนึ่ง ก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้วนะ….

19-9-2549 Thailand Coup de grâce

เมื่อคืนนั่งดูรายการเวทีเสรีทาง TTV2 เวลา 2100 – 2200 น. ที่กลับมาออกอากาศอีกครั้งที่จัดโดยอาจารย์ ต่อตระกูล ยมนาค และแขกรับเชิญวันจันทร์ก็คืออาจารย์ ลิขิต ธีรเวคิน

อาจารย์ลิขิตอธิบายความว่าเหตุการณ์บ้านเมืองปัจจุบันนี้ไม่ใช่ Coup d’état แต่เป็น Coup de grâce ต่างหาก ความหมายของ Coup d’état ตามตำรา เป็นการทำรัฐประหารแล้วจะพาชาติบ้านเมืองเสียหาย ขณะที่ Coup de grâce เป็นสถานการณ์ที่บ้านเมืองถึงจุดวิกฤตที่สุดแล้ว การยึดอำนาจที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการหยุดความตกต่ำเพื่อหยุดปัญหา จากนั้นจึงพาบ้านเมืองกลับเข้าสู่การฟื้นฟูต่อไป

จึงอยากบันทึกไว้ด้วยข้อมูลเพิ่มเติมจาก Wikipedia.org

Coup d’état

A coup d’état (pronounced /ku de’ta/), or simply coup, is the sudden overthrow of a government through unconstitutional means by a part of the state establishment — mostly replacing just the high-level figures. It is also an example of political engineering. It may or may not be violent in nature. It is different from a revolution, which is staged by a larger group and radically changes the political system. The term is French for “a (sudden) blow (or strike) to a state” (literally, coup, hit, and État, state, always written with a capital É in this meaning). The term coup can also be used in a casual sense to mean a gain in advantage of one nation or entity over another; e.g. an intelligence coup. By analogy, the term is also applied to corporations, etc; e.g. a boardroom coup.

Coup de grâce

The expression coup de grâce (French: “blow of mercy”) means a death blow intended to end the suffering of a wounded creature. It is often used figuratively to describe the last of a series of events which brings about the end of some entity; for example: “The business had been ailing for years; the coup de grâce which brought it to its knees was the sudden jump in oil prices.”

In war times, it means shooting into the cordiac or neck zone of an already shot (executed), but not yet fully dead person shot during a military or civilian execution.

เป็นความรู้ใหม่ที่เพิ่งเคยได้ยินครั้งแรกจาก พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ เมื่อครั้งที่ท่านไปบรรยายที่ สจล. เมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมานี้เอง

ช่างผิดกันราวฟ้ากับเหว

นั่งดู “คนดีที่โลกรอ หมอโฮจุน” วันนี้ได้ความว่า สมัยก่อนโฮจุนเองก็เคยทำเรื่องผิดกฏหมายที่บ้านเกิด ผมเพิ่งมาดูทีหลังจึงไม่ทราบว่าแล้วโฮจุนรอดการจับกุมมาได้อย่างไร นั่นเป็นเรื่องเมื่อกว่าสิบปีมาแล้ว

หลังจากนั้นโฮจุนก็มุ่งมั่นศึกษา เล่าเรียน และฝึกฝนวิชาการแพทย์ในอีกเมืองหนึ่ง เนื่องจากได้อาจารย์ดีช่วยขัดเกลาทั้งความรู้และคุณธรรม ปัจจุบันจึงได้หมอโฮจุนเป็นหมอหลวงประจำหน่วยแพทย์ชุมชน ความสามารถไม่เป็นสองรองใคร ความรักในการรักษาผู้ป่วยด้วยใจมุ่งมั่นไม่มีที่ติ

มาวันนี้คนที่รู้เรื่องราวเมื่อสิบปีก่อนนั้นกำลังจะมาเอาเรื่องอีก ได้ยินหมอผู้อาวุโสในหน่วยแพทย์ชุมชุนพูดกับโฮจุนหลังจากฟังความจริงทั้งหมดด้วยตัวเองแล้วน่าประทับใจ

หมอแกว่า “เรื่องในอดีตที่ผ่านมานั้น ไม่สนใจ เรื่องในปัจจุบันนี้ เห็นแล้วว่าโฮจุนมุ่งมั่นในการักษาผู้ป่วยขนาดไหน เรื่องเก่าๆ ก็ไม่น่าจะรื้อฟื้นขึ้นมาอีก”

ช่างผิดกับเรื่องเมื่อวานราวฟ้ากับเหว

มีวานนี้ศาลฎีกาตัดสินประหารชีวิตนายทหารสัญญาบัตรนายหนึ่ง ฐานร่วมกันทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาม นี้เป็นการตัดสินขั้นสูงสุดแล้ว นายทหารผู้นี้ยังคิดจะถวายฎีกาถึงในวัง อ้างถึงหน้าที่การงานที่เคยทำในอดีตว่ามีคุณงามความดีมากพอจะละเว้นโทษตายได้

ช่วงไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเสียนี่กระไร หากใครคิดเห็นเป็นช่องทางให้ฎีกานั้นเข้าไปในวังจริง ผมขอสาบแช่งให้มันถึงแก่วิบัติในทันที

ก่อนนี้ก็เคยมีกรณีลวนลามพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน แต่ได้ลดหย่อนโทษ เหตุเพราะเคยได้รับพระราชทานเครื่องราชย์มาก่อน จริงแล้วมันต้องเรียกเครื่องราชย์กลับคืน แล้วลงโทษสถานหนักเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่างหาก

มีที่ไหน ริจะเอาสิ่งที่เคยกระทำในอดีตมาล้างความผิดในปัจจุบัน ก่อนจะทำผิดในปัจจุบันทำไมไม่รู้จักคิดหักห้ามใจไม่ให้กระทำ ต้องคิดสิว่าต้องรักษาความดีไว้ด้วยชีวิต

สังคมนี้ถึงคราวต้องฟื้นฟูคุณธรรม จริยธรรม มโนธรรม อย่างสำคัญเป็นลำดับแรกแล้ว…