เห็นบทความเรื่อง เรื่องของพ่อ ที่เว็ปประชาไท ก็รู้สึกเห็นด้วยเพราะผมก็คิดวิเคราะห์เรื่องราวนี้อยู่หลายวัน แต่ยังไม่ได้ลงมือเขียนออกมา
พออ่านจบจึงแสดงความคิดเห็นไว้นิดหน่อยว่า
ผมเองก็คิดจะเขียนถึงโฆษณาชิ้นนี้กับอีกหลายๆ ชิ้นอยู่เหมือนกัน ดูเหมือนว่าคนคิดทำโฆษณาสมัยนี้ละเลยความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยิ่ง ดูได้จากเนื้อหาของหนังโฆษณาที่เล่นกับความรู้สึกได้ผล แต่กลับเบาโหวงไม่มีแก่นสาร กลับมองปัญหาสังคมที่น่าเป็นกังวลเช่นนี้ เป็นเรื่องสามัญธรรมดาไปเสียได้ แถมยังจับมาเล่นให้คนดูไปวันๆ อย่างนั้น
ด้วยอำนาจของสื่อสารมวลชนประเภทนี้ การยัดเยียดสารพรรณนี้ให้กับผู้คนบ่อยเข้า มากเข้า ผลที่ได้รับก็คือ มันจะเปลี่ยนจากปัญหาสังคมเป็นเรื่องปกติของชีวิต ถามว่าถึงตอนนั้นแล้ว คนทำโฆษณาจะมีปัญญารับผิดชอบต่อสังคมไหม
จริงแล้วหากพวกเขามีจิตสำนึกจริงแม้เพียงนิด สารทำนองนี้ก็คงไม่หลุดออกมาทำร้ายสังคมอย่างแน่นอน
และอีกโฆษณาหนึ่ง ที่อาตี๋ขอออกจากบ้านไปอยู่คอนโด จนเตี่ยถึงกับไล่ออกจากบ้านไป โดยให้ไปแต่เพียงตัวเปล่า แต่ในที่สุดอาตี๋ก็มีความสุขดีเพราะที่คอนโดมีให้พร้อมแล้ว
ถามว่าการที่คุณขายคอนโดได้ แต่ครอบครัวเขาแตกแยก มันเป็นความสุขสุดยอดของคนขายใช่ไหม ครอบครัวซึ่งเป็นหน่อยเล็กที่สุดในสังคมแต่สำคัญที่สุด จะฉิบหายไปอย่างไรไม่ต้องสนใจใช่ไหม
นี่เป็นเสี้ยวหนึ่งของโฆษณาที่ไร้จิตสำนึกของสังคม ขอภาวนาว่า ขอให้ผู้บริโภคอย่าเห็นชอบกับนายทุนเหล่านี้อีกเลย ขอให้พลังของผู้บริโภคสั่งสอนบทเรียนให้นายทุนให้สมแก่สิ่งที่เขาได้ทำไว้ด้วยเถิด
แทนที่จะช่วยกันแก้ปัญหา กลับทำให้มันเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียอย่างนั้น ขอพูดตรงนี้ว่าเฮงซวยจริงๆ
update 23 ต.ค. 49 09:05
ผมเข้าไปแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
ขอบคุณทุกความคิดเห็น และผมก็ยอมรับในความคิดของทุกท่าน
ความหมายของผมอยู่ที่สารที่ต้องการสื่อออกมาภายในเวลาอันจำกัดนั้น หากทำให้ดีไม่ได้ ไม่ควรทำออกมาเพราะสารที่ไม่สมบูรณ์ครบถ้วน มันทำร้ายสังคมมากกว่า
อย่าคิดว่าการเปิดประเด็นแล้วให้ถกเถียงกันต่อจะเป็นประโยชน์ หากประเด็นนั้นมันสุ่มเสี่ยงกับเรื่องศีลธรรม จริยธรรม ไม่มีใครได้อะไร มีแต่จะเสีย
เรื่องศีลธรรมและจริยธรรม ต้องสื่อสารออกมาให้ชัดเจน อย่าคลุมเครือ เพราะมันทำร้ายสังคมมากกว่าจะสร้างสรรค์
โปรดพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง…