มุ่งพิจารณาความยึดมั่นถือมั่น

วันส่งท้ายปีเก่าของผมวันนี้ก็เป็นเหมือนวันอาทิตย์ปกติธรรมดาอย่างที่ผ่านๆ มา เช้ายังไม่ทันสว่างดีก็ออกไปปฏิบัติกิจอย่างเคย กลับมาบ้านก็ถือหนังสือพิมพ์เข้าห้องน้ำที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำที่รั่วมาจากใต้โถส้วม เป็นรอยรั่วที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนสายยางสำหรับหัวฉีดล้าง เห็นท่าไม่ค่อยน่าไว้ใจเสียแล้ว

เดินออกจากห้องน้ำ ก่อนที่จะไปกางหนังสือพิมพ์อ่านต่อบนโต๊ะกินข้าว …เดี๋ยวนี้เริ่มวันใหม่ด้วยหนังสือพิมพ์มากกว่าอีเมล์… ก็นึกขึ้นได้ว่าต้องเดินขึ้นตาชั่งเสียก่อน เข็มวิ่งขึ้นไปหยุดอยู่ไม่ถึงเก้าสิบห้ากิโลดี น่าจะประมาณเก้าสิบสี่กิโลครึ่ง เป็นอันว่าเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ตั้งนานแล้วว่าอยากให้น้ำหนักตัวอยู่ที่ไม่เกินไปกว่าเก้าสิบกิโลล้มเหลวไปตามเคย

สัปดาห์ที่ผ่านมา จู่ๆ ความหดหู่ก็แวะมาเยี่ยมเยียน คราวนี้มาพักค้างคืนด้วยอยู่หลายวัน พาลทำให้ความรู้สึกเฉี่อยชาไม่ค่อยอยากใช้กำลังกาย กำลังสมองทำอะไรสักเท่าไหร่ แน่นอนอาการต่อมาก็คือ emotional eating คราวนี้มีความคิดอยากจะปล่อยๆ มันไปตามอารมณ์ให้รู้แล้วรู้รอดไป อยากรู้นักว่าเดี๋ยวน้ำหนักมันจะขึ้นไปอีกเท่าไหร่ ทีจะให้ลงมันยากเย็นแสนเข็ญเสียจริง บทจะขึ้นมันไม่ฟังอะไรทั้งนั้นวิ่งพรวดพลาดล้ำหน้าไปเร็วกว่าจรวด ก็ยังดีที่ผลออกมาไม่ถึงกับเสียรูปมวยมากนัก

พยายามนั่งพิจารณาเพื่อนที่ชื่อหดหู่อยู่เหมือนกัน ก็ได้ความคร่าวๆ ว่า น่าจะเป็นผลพวงมาจากคู่แฝดที่ชื่อ คาดหวัง-ผิดหวัง ขนาดว่าคาดหวังไว้แล้วด้วยเหมือนกันว่าเดี๋ยวจะผิดหวังแน่ๆ ก็ยังไม่วายที่จะสะสม คั่งค้าง รบกวนจิตใจได้อยู่ ช่างแข็งแรงอะไรเช่นนี้

เมื่อวานไปงานศพที่วัดเทพศิรินทร์ ได้ฟังเทศน์ก่อนที่จะส่งผู้วายชนย์ขึ้นเมรุ ได้สติจากคำสอนเรื่องการยึดมั่นถือมั่น เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สร้างปัญหาต่างต่างนานาให้อยู่เสมอ เพราะมักจะยึดเอาเองว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นจะมีสุข จะต้องเป็นอย่างนี้จึงจะไม่ทุกข์ จึงต้องหมั่นพิจารณาให้สามารถเข้าถึงธรรมให้ได้

โชคดีที่ร้านวัสดุก่อสร้างกลางซอยยังไม่ปิดวันนี้ ตอนสายๆ จึงได้ขอยืมประแจคอม้าจากข้างบ้านและเดินออกไปซื้ออะหลั่ยมาซ่อมแซมปัญหาน้ำรั่วในห้องน้ำให้สำเร็จไปได้

สารพัดปัญหาที่พลัดกันเข้ามารบกวนความสงบสุขของชีวิต ต้องจัดการด้วยสติและปัญญาให้ลุล่วงไป ผลที่ได้ก็คือความสงบสุขที่ต้องการนั่นเอง

ตอนนี้สงสัยว่ากำลังยึดมั่นถือมั่นกับการลดน้ำหนักอยู่หรือเปล่า เดี๋ยวความเครียดก็มาแวะเยี่ยมอีก ไหนจะความหดหู่อีกด้วยกัน

ฝันที่เป็นจริงหรือไร

มันคือฝันที่เป็นจริงหรือไร สามสี่วันที่ผ่านมานี้ผมได้เห็นอากาศเย็นระดับสิบเก้าองศาจากตัวเลขบนหน้าจอของเจ้าปรอทดิจิตอลในบ้านผมเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ขณะที่ผมเพิ่งบ่นคิดถึงไปเมื่อสัปดาห์ก่อน

เช้านี้อาการคันสมองเกิดขึ้นขณะที่ออกเดินไปปฏิบัติกิจในซอยที่ต้องอาศัยแสงจากเสาไฟส่องทางว่า น่าจะลองวัดอุณหภูมินอกบ้านบ้าง กลับเข้ามาถึงพาเจ้าปรอทตัวเก่งไปยืนท้าความหนาวเย็นกลางแจ้ง

ช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงที่มันยืนท้าลมหนาวอยู่ตรงนั้น อุณหภูมิทิ้งตัวลงไปอย่างแรงจนถึงสิบสี่องศา ไม่เกี่ยวอะไรกับหุ้นที่ตกไปเป็นร้อยจุดเมื่อวันก่อนที่ชวนให้สมน้ำหน้าพวกค้ากำไร แต่นี่เป็นอุณหภูมิที่ผมไม่เคยเห็นเลยในช่วงสิบปีที่ผ่านมาของกรุงเทพมหานคร จากนั้นก็พาปรอทตัวเก่งกลับเข้าในตัวบ้าน สักพักก็วิ่งขึ้นไปหยุดอยู่ที่สิบแปดองศา ไม่เกี่ยวอะไรกับค่าเงินบาทต่อเงินสหรัฐฯ ที่ต้องจ่ายมากขึ้น ตามคำเรียกร้องของคนที่ไม่เคยพอใจเมื่อเสียประโยชน์ แต่เฉยเมยเสมอเมื่อได้ประโยชน์

สัปดาห์ที่ผ่านมาอากาศในกรุงเทพเย็นลงไปกว่าเดิมอีก ไม่ได้ช่วยเร่งให้อยากออกกำลังกายแต่อย่างใด เพราะตั้งใจไว้เองอยู่แล้วว่าจะเริ่มออกกำลังอีกครั้ง เริ่มต้นด้วยการเดินต่อเนื่องนานประมาณสี่สิบนาทีถึงหนึ่งชั่วโมง เจ้าไอพ็อดตัวน้อยมีส่วนช่วยเสริมสร้างบรรยากาศได้ไม่น้อย จากนั้นก็มาลุกนั่ง sit-up สองถึงสามชุด ชุดละยี่สิบครั้ง กล้ามเนื้อหน้าท้องระหว่างวันเริ่มตึงตัว สนุกดี และจบด้วยการยกน้ำหนักหกกิโล ห้าถึงสิบชุด ชุดละสิบสิบครั้ง ทั้งแขนซ้ายและแขนขวา แต่กล้ามเนื้อแขนนี่ไม่ตึงแล้ว สงสัยต้องเพิ่มให้หนักขึ้นไปอีก

เริ่มเรียนรู้แล้วว่าการสร้างกล้ามเนื้อนี่เองที่จะเป็นการจุดไฟในเตาเผาภายในร่างกาย เพราะกล้ามเนื้อเหล่านี้จะต้องใช้พลังงานในระหว่างวัน ยิ่งมีกล้ามเนื้อมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งใช้พลังงานมากขึ้นอีก

แต่เรื่องหนึ่งที่ตามมาก็คือ ดันไม่สามารถคุมอาหารมื้อเย็นได้ดีเท่าที่ควร แม้จะเปลี่ยนเป็นไม่กินอาหารหนัก กลับกลายเป็นกินอาหารเล็กๆ น้อยๆ หลายอย่างเข้าไปแทน ดีที่เช้านี้ชั่งน้ำหนักแล้ว พยายามมองเข้าข้างตัวเองว่ายังคงอยู่ที่เก้าสิบสี่กิโลอยู่เหมือนเดิม

อากาศที่เย็นฉ่ำจะคงอยู่ต่อไปถึงกลางเดือนหน้าตามคำพยากรณ์หรือไม่ ไม่รู้ รู้แต่ว่าหลังจากออกกำลังกายแล้ว ต้องคุมอาหารมื้อเย็นให้อยู่ด้วย เพราะเพื่อนชื่ิอท้องร้องอยากคุยด้วยตอนกลางคืน

ไม่เกี่ยวอะไรกับความโลภของพ่อค้าที่สนใจแต่ความมั่งคั่งของตัวเอง ไม่เคยเห็นสนใจว่าสังคมจะแย่ลงแต่อย่างไร ธุระไม่ใช่

เลือกที่จะกรุยทางเอง

“Do not go where the path may lead; go instead where there is no path and leave a trail”

– Ralph Waldo Emerson

เหมือนเวลาเดินป่า ถ้ามีคนเคยกรุยทางไว้ก่อน เรายังพอได้อาศัยทางนั้นเพื่อไปให้ถึงจุดหมายได้ไม่ยากนัก แต่ถ้าเป็นเส้นทางที่ไม่เคยมีใครเดินผ่าน เราก็ต้องอาศัยสองมือและสองเท้าของตัวเองในการบุกเบิกเส้นทางใหม่ แต่เพราะความมุ่งมั่น การมี mindset ที่แน่วแน่ เป็นเหมือนเข็มทิศที่ช่วยนำเราไปจนถึงปากทางออกจนได้

– ซิคเว่ เบรคเก้

จากบทความ Quote of the day โดย ซิคเว่ เบรคเก้ จุดประกาย กรุงเทพธุรกิจ 22 ธ.ค. 49

เป้าหมายยังเหมือนเดิม

เช้านี้อากาศเย็นลงต่ำกว่ายี่สิบห้าองศาได้จริง ผมคิดถึงหน้าหนาวในกรุงเทพที่เคยเย็นถึงสิบห้าสิบหกองศา และที่เขาชนไก่ที่เคยเย็นต่ำกว่าิสิบสององศา ตอนนั้นเกือบสิบโมงเช้าแล้ว ผมเอาไฟแช็คลนฝ่ามือตัวเองยังไม่รู้สึกเท่าไหร่เลย

สวมเสื้อกันหนาวเสียหน่อยเหตุเพราะคิดดูแล้วได้ไม่คุ้มเสียเมื่อต้องออกไปทำกิจตั้งแต่ยังไม่สว่าง กลับเข้าบ้านมาก็ถือหนังสือพิมพ์เข้าห้องน้ำเสร็จแล้วก็เดินขึ้นตาชั่งดู เข็มชี้ไม่ถึงเก้าสิบสี่กิโลดี ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง นับว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา แนวรบด้านทิศนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมยังจมอยู่ในความรู้สึกเครียดเพราะคาดหวังกับภาระกิจสำคัญอีกครั้งหนึ่งในชีวิต จนไม่เป็นอันอยากจะทำอะไร นั่งหวังว่าจะเห็นความสำเร็จ มีคนเตือนว่า ‘ผมไม่จะเป็นต้องเคร่งเครียดเกินไป จริงแล้วผมน่าจะหาเสียงหัวเราะในภาระกิจต่างๆ ที่ทำอยู่ได้’ ก็เป็นคำแนะนำไม่ให้ความรู้สึกเครียดจากความคาดหวังของผมมันดำดิ่งลงลึกไปจนเสียผู้เสียคนจนเกินไปนัก แต่ก็ทำเอาไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะำไรอย่างอื่นเอาอยู่เหมือนกัน เรื่องออกกำลังจากจึงถูกข้ออ้างสารพัดยกมาสกัดเอาไว้

จนภาระกิจสำเร็จในวันพุธ มีการฉลองนิดหน่อย แต่ตลอดสัปดาห์นั่นผมควบคุมมื้อเย็นค่อนข้างมาก เหมือนอยากจะกินมื้อเย็นให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำให้กลางดึกไม่มีปัญหาตามมา แต่ก็ต้องพบกับอาการหิวจนนอนไม่หลับรบกวนอยู่เนืองๆ

เหตุทั้งหมดนั้นนำมาซึ่งผลที่วัดได้จริงในเช้าวันนี้ อากาศจะยังคงเย็นอย่างนี้กี่วันก็ไม่รู้ ที่แน่ๆ ต้องอ่านหนังสือและออกกำลังกายให้ได้มากที่สุด เพราะเป้าหมายสำหรับปีใหม่ที่เคยตั้งไว้นั้นคงเป็นไปไม่ได้แล้ว แต่เป้าหมายนั้นจะยังคงอยู่ต่อไปเพื่อเดินทางไปให้ถึง ยั่งยืน และจะมีสิ่งดีๆ อีกมากมายตามมา