ปัญหาจากมื้อดึก

เขียนหัวข้อแบบนี้ก็แสดงว่ายังไม่สามารถหยุดมื้อดึกได้อย่างเด็ดขาด ก็พยายามลดมื้อเย็นให้ได้พอสมควร แต่มื้อดึกยังเย้ายวนจนห้ามตัวเองไม่อยู่

เช้านี้ปรับลดน้ำหนักในไอพ็อดนาโนจากเก้าสิบสามกิโลเป็นเก้าสิบเอ็ดกิโลครึ่ง ชั่งน้ำหนักได้อย่างนั้น น้ำหนักลดลงได้จริงหากไม่มีมื้อดึกเจ้ากรรมนั้น ทั้งๆ ที่สัปดาห์ที่ผ่านมาต้องหยุดออกกำลังกายไปสามวันเพราะต้องพักเข้าซ้ายจากอาการเจ็บ พอถึงวันพุธ เป็นวันขึ้นเดือนใหม่พอดี เป็นการเริ่มต้นของการแข่งขันที่เข้าร่วมอยู่ด้วย จึงตั้งใจว่าต้องกลับมาเดินออกกำลังอีกตามปกติ

ตลอดทั้งเดือนมีการหยุดพักเป็นระยะเพราะเจ็บเท้า ส่วนเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะเดินให้เร็วกว่าสิบนาทีสามสิบวินาทีต่อกิโลเมตรให้ได้สิบครั้งก็บรรลุเป้าหมายแล้ว

Summary 200707 Goal 20070805

จนถึงเช้านี้ ทั้งๆ ที่รู้สึกยังไม่ตื่นตัวเต็มที่ ยังเดินแบบไม่สนุกสนานสักเท่าไหร่ แต่ด้วยเพลงที่เลือกไว้ฟังระหว่างเดินนอกจากพ็อเคาสท์แล้วก็ได้เพลงจากวงทูปย์จากญี่ปุ่นที่เคยชอบมานานมาฟัง เดินไปเดินมาจากเป้าหมายที่หกร้อยแคลอรี่ เดินไปจนถึงหกร้อยห้าสิบแคลอรี่ แบบที่ทำได้ทั้งสัปดาห์ ถึงตอนนี้ระยะทางก็เกินหกกิโลมามากเหมือนกัน เช้านี้เล่นเอาเดินไปถึงเจ็ดกำโลเลยทีเดียว เป็นการสร้างสถิติและสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับการออกกำลังกาย …แม้อากาศจะไม่ค่อยสดใสเสียเท่าไหร่ แต่ไม่มีธุระต้องรีบไปไหน เช้านี้จึงเดินได้มาก

a longer voyage

ส่วนการแข่งขันที่เข้าร่วมก็ยังอยู่ที่สองที่สามอยู่ ไม่เป็นไรเพราะการเป็นที่หนึ่งว่ายากแล้ว การรักษาที่หนึ่งไว้นั้นยากยิ่งกว่า

WSCII 070805 WWC 070805

กลับมาที่หัวเรื่อง เหตุเพราะเมื่อคืนวันศุกร์นั่งดูโทรทัศน์ดึกไปหน่อย มื้อดึกจึงทยอยผ่านจากปากลงสู่ท้องอย่างไม่ขาดสาย จนเข้านอนราวห้าทุ่มครึ่ง ตื่นเช้าขึ้นมาเพื่อออกใส่บาตรตามปกติของวันเสาร์อาทิตย์ปรากฏว่าข้อเท้าซ้ายที่เจ็บจากโรคเกาต์ก็มีอาการเจ็บขัดๆ ขึ้นมา ส่วนนิ้วหัวแม่เท้าด้านขวาก็เจ็บตะหงิดๆ เข้าใจได้ทันทีว่าเป็นเพราะอะไรต่อมิอะไรที่สวาปามเข้าไปเมื่อคือก่อนเป็นแน่ การย่อยอาหารตอนกลางคืนระหว่างนอนหลับนั้นจะต้องได้ท็อกซินออกมา เหมือนเครื่องยนต์ที่เผาผลาญไม่สมบูรณ์ ท็อกซินเหล่านั้นก็คงจะไปทำให้อาการบาดเจ็บตามข้อต่อต่างๆ กำเริบขึ้นมาอีก

ระหว่างเดินออกไปจากบ้านก็รู้สึกขัดๆ ไปหมด จึงต้องเดินไประวังไป สักพักก็ค่อยๆ เข้าที่ เหมือนจะสามารถไล่เขม่าดำๆ ออกไปจากข้อต่อได้บ้าง ขอเดินกลับก็เกือบจะเดินได้ปกติ และสามารถเดินออกกำลังกายได้ตามปกติในบรรยากาศดีๆ ของเช้าวันหยุด

เป็นกรณีศึกษาที่เอาไว้อบรมสั่งสอนตัวเองว่า นี่เป็นข้อเสียของการกินมื้อดึกเท่าที่สังเกตทราบ คงจะมีข้อเสียอะไรอีกมากมายรบกวนร่างกายระหว่างนอนหลับอีกเช่นกัน หากหยุดมื้อดึกได้ นั่นคือการแก้ปัญหาที่แท้จริง

ต้องหยุดให้ได้…

เด็กเลี้ยงแกะ

นิทานอีสป เรื่อง เด็กเลี้ยงแกะ

เด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่งมีนิสัยเกเรชอบกล่าวคำโกหกพูดจาตลบตะแลงอยู่เสมอ วันหนึ่งหลังจากต้อนฝูงแกะของตนออกไปกินหญ้าบริเวณเชิงเขาแล้ว เกิดนึกสนุกอยากหาเรื่องแกล้งชาวบ้านเล่น เด็กเลี้ยงแกะจึงเดินกลับมาที่หมู่บ้าน เมื่อใกล้จะถึงจึงแกล้งวิ่งหน้าตื่นกระหือกระหอบร้องตะโกนด้วยเสียงอันดัง “ช่วยด้วย..ช่วยด้วย ฝูงหมาป่าจะมาจับแกะไปกินหมดแล้ว” เมื่อชาวบ้านได้ยินดังนั้น ต่างพากันฉวยอาวุธตามแต่จะหาได้แล้วรีบตรงไปที่เชิงเขา เด็กเลี้ยงแกะเห็นชาวบ้านวิ่งกันมาหน้าเก้อจึงส่งเสียงหัวเราะด้วยความขบขัน ชาวบ้านรู้สึกไม่พอใจแต่เห็นว่าเป็นเด็กจึงให้อภัย แทนที่จะสำนักตัวเด็กเลี้ยงแกะกลับเห็นเป็นเรื่องสนุกเลยปั้นน้ำเป็นตัว แต่งเรื่องหมาป่าจะมากินลูกหลอกอีกหลายครั้ง ทำให้ทุกคนพากันโกรธหลังจากนั้นไม่นาน มีฝูงหมาป่ามาจับแกะไปกินจริงๆ เด็กเลี้ยงแกะวิ่งมาเรียกชาวบ้านแต่ไม่ใครให้ความช่วยเหลือเพราะคำพูดของเขา ไม่มีใครเชื่อถือเลยแม้แต่คนเดียว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…

“ผู้ปราศจากคำสัตย์ ย่อมปราศจากคนเชื่อถือ”

.
.
.
.
อ่านนิทานอีสปทั้งหมดได้ที่นี่ นิทานอีสาป

เพื่อประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์

โลงศพของอาตมาก็คือ ความดีที่ทำไว้ในโลกด้วยการเผยแพร่พระธรรม ป่าช้าสำหรับอาตมา ก็คือบรรดาประโยชน์และคุณทั้งหลาย ที่ทำไว้ในโลกเพื่อประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์

และขอชักชวนให้ท่านทั้งหลาย ถือหลักเกณฑ์อย่างเดียวกันว่าโลงศพของเราก็คือความดีที่ทำไว้ในโลก ป่าช้าของเราก็คือประโยชน์ทั้งหลายที่เราได้ช่วยกันทำไว้ เพื่อประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์

พุทธทาส อินฺทปญฺโญ

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม 2550

หัดมองโลกอย่างมีความสุข

บทสัมภาษณ์ พระไพศาล วิสาโล เรื่องขันติธรรมค้ำจุนชาติ


แพรว: ถ้าอย่างนั้นขอข้อคิดไปถึงคนที่กำลังทุกข์กับสิ่งต่างๆ รอบตัวว่าทำอย่างไรจึงจะเป็นสุขได้คะ

พระไพศาล: เราทุกข์เพราะใจมันจะไปจดจ่อกับสิ่งที่เป็นปัญหาหรือสิ่งที่ไม่ถูกใจเรา ความจริงสิ่งที่ดีๆ ในชีวิตมากมาย แต่ใจเรากลับมองไม่เห็น เห็นแต่สิ่งที่เป็นลบ ทั้งๆ ที่สิ่งที่เป็นลบนั้นอาจจะมีน้อยกว่าสิ่งที่เป็นบวกด้วยซ้ำ

ใครที่กำลังเบื่อหน่ายกับทุกอย่างรอบตัว หรือทุกข์ว่าทำไมบ้านเมืองวุ่นวายนัก ควรมองว่าบ้านเมืองก็เหมือนกับชีวิต คือมีขึ้นมีลง มีสงบแล้วก็วุ่นวาย มีสุขกับทุกข์สลับกับไป เราควรมองว่าความวุ่นวายตอนนี้เป็นธรรมดาของวัฏจักร เราไม่สามารถคาดหวังให้ชีวิตสงบราบเรียบไปตลอดฉันใด ก็ไม่ควรหวังว่าบ้านเมืองจะราบรื่นไปตลอดฉันนั้น ยังไงก็อย่างลืมว่าความวุ่นวายทั่งหลายไม่เคยอยู่ยั่งยืน มันมาแล้วก็ต้องไปในที่สุด

จะว่าไปบ้านเมืองเราตอนนี้ถึงจะวุ่นวายยังไง ถ้าเทียบกับปากีสถาน อินเดีย อินโดนิเซีย พม่า ไม่ต้องไปถึงรวันดา โซมาเลียก็ได้ จะพบว่าบ้านเรายังดีกว่ามาก อะไรจะเกิดขึ้นก็ตามควรมองว่าดีที่ยังไม่แย่ไปกว่านี้ ถ้ามองได้อย่างนี้ เราจะมีภูมิต้านทานความทุกข์ได้มาก มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเป็นมะเร็งสมอง แต่ยิ้มแย้มแจ่มใส จนคนไปเยี่ยมแปลกใจ เด็กบอกว่าตัวเองโชคดีที่ไม่ได้เป็นมะเร็งมดลูก มีญาติคนหนึ่งเป็นมะเร็งมดลูกเจ็บปวดมาก เธอจึงรู้สึกโชคดีที่เป็นแค่มะเร็งสมอง

ฉะนั้นสุขหรือทุกข์ ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา แต่อยู่ที่ใจเราว่ามองมันอย่างไร คนพิการ คนตาบอดบางคนมีความสุขมากกว่าคนปกติ เพราะเขารู้สึกโชคดีที่ตนเองยังมีชีวิต กลับไปที่บ้านเมืองเรา ไม่ว่าจะแย่อย่างไรก็อย่าสิ้นหวัง อย่างลืมว่าเมื่อสามสิบปีก่อนสมัยเกิด 6 ตุลา บ้านเมืองเราแย่กว่านี้มาก เทียบกับปี 2535 ตอนนี้ยังดีกว่าตอนนั้น

ดีกว่านั้นคือมองว่า นี่คือสิ่งที่มาฝึกใจเรา ทำอย่างไรจึงจะอยู่เหนือความผันผวนปรวนแปรในชีวิตได้ เพราะถึงไม่มีเรื่องบ้านเมือง คนก็ยังทุกข์เพราะต้องผ่อนบ้าน สูญเสียทรัพย์สิน สูญเสียคนรัก บางคนฆ่าตัวตายเพราะเป็นสิว บางคนฆ่าตัวตายเพราะไม่สามารถเรียนจบสามปีครึ่งอย่างที่ตั้งใจ

แพรว: นั่นคือถ้าเรารู้จักมองโลกอย่างเป็นบวกมากขึ้น ความสุขก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยใช่ไหม

พระไพศาล: อาตมากำลังบอกว่า ถ้าเราไม่รู้จักทำใจให้สงบ ถึงบ้านเมืองสงบ เราก็ยังคงทุกข์อยู่นั่นเอง ถ้าเรายังทำใจกับเหตุการณ์บ้านเมืองไม่ได้แล้วจะทำใจกับปัญหาชีวิตตัวเองได้อย่างไร ถ้าลูกตาย สามีตาย หรือเกิดเจ็บป่วย พิการ เราจะทำอย่างไร

สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวจึงเหมือนแบบฝึกหัดให้รู้จักปล่อยวาง ไม่ใช่ปล่อยปะละเลย เพราะวันข้างหน้าเราอาจต้องเจอศึกหนักกว่านี้ สิ่งที่ต้องทำมีสองอย่างคือ ทำใจและทำบ้านเมืองให้ดีขึ้น ที่วันนี้บ้านเมืองวุ่นวาย ส่วนหนึ่งก็เพราะเราปล่อยปะละเลยกัน เราจึงควรช่วยกันทำให้สิ่งแวดล้อมดี มีสวัสดิภาพ สวัสดิการที่ดี ส่วนการทำใจคือ มองอะไรในแง่ดี บ้านเรายังมีเรื่องดีๆ ที่น่าภูมิใจอยู่มาก ต้องรู้จักมองเห็นสิ่งดี แต่ไม่ใช่จินตนาการขึ้นเอง มองสิ่งที่มีอยู่จริง เห็นข้อดีของสิ่งที่มีอยู่ ตื่นเช้าเราเคยมองท้องฟ้ายามอรุณรุ่งหรือไม่ สังเกตดอกไม้ใบหญ้าหรือนกที่บินอยู่บ้างไหม เห็นเด็กยิ้มอยู่ริมถนนหรือไม่ หรือเห็นแต่รถติด เห็นแต่มลพิษ

กระดาษแผ่นขาวๆ มีกากบาทสีดำอยู่มุมกระดาษ ชูให้ใครดูก็บอกว่าเห็นแต่กากบาทสีดำ แต่กลับไม่มีใครสังเกตเห็นสีขาวของกระดาษทั้งแผ่น คนเรามักจะเป็นอย่างนี้ คือเห็นแต่สิ่งที่เป็นแง่ลบหรือเป็นปัญหา แต่กลับมองข้ามสิ่งดีๆ หรือสิ่งที่เป็นบวก เรารู้สึกว่าชีวิตย่ำแย่เหลือเกินก็เพราะเหตุนี้

มีโยมคนหนึ่งถามลูกทุกครั้งที่กลับบ้านว่า วันนี้ไปก่อเรื่องอะไรหรือเปล่า เสร็จแล้วก็มาปรึกษาอาตมาว่ากลุ้มใจเรื่องลูกมาก ขณะเดียวกันก็เป็นทุกข์ที่ตัวเองชอบรุนแรงกับลูก อาตมาบอกว่าวันนี้ลองถามลูกใหม่ว่า วันนี้ลูกทำอะไรดีๆ มาบ้าง ขณะเดียวกันก็ถามตัวเองด้วยว่าวันนี้ทำอะไรดีๆ กับลูกบ้าง

คนที่ทุกข์จึงต้องรู้จักถามตัวเองว่าวันนี้เรามองเรื่องดีๆ บ้างหรือยัง

ที่มา นิตยสารแพรว ปีที่ 28 ฉบับที่ 666 25 พฤษภาคม 2550