คิดต่อเรื่องการพูดบนโลกอินเตอร์เน็ต

จากกระทู้ [นอกเรื่อง] การพูดใน INTERNET บุญหรือบาป ที่ Freemac dot NET

มานั่งพิจารณากระทู้นี้เพิ่มเติม ผมคิดว่าการให้ข้อมูลผิดๆ บน internet ก็เป็นบาปมหันต์เหมือนกัน เพราะเป็นการกรอกยาพิษให้ผู้อ่านโดยที่อาจจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็เป็นได้

การเสพข้อมูลข่าวสารในปัจจุบัน สำคัญที่ต้องตรวจสอบแล้วว่าที่มาของข้อมูลนั้นเชื่อถือได้แน่นอนเสียก่อน ก่อนที่จะวิเคราะห์วิจารณ์กันด้วยความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง เพราะมิฉะนั้นนอกจากเราจะต้องเสียพลังสมอง เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์แล้ว ผลแห่งการนั้นก็เห็นมีประโยชน์อย่างแท้จริงแต่อย่างใดไม่

สันดานของคนในข่าว

คนแบบนี้เห็นได้บ่อยมากในหน้าข่าวบ้านเราสมัยนี้ สมัยที่ศีลธรรมหาได้ยากยิ่งจากคนที่เป็นข่าว บ้านเมืองจะเป็นอย่างไรต่อไป ถ้าคนไทยไม่สนใจพฤติกรรมในอดีตของคนเหล่านี้ ยังนิยมชมชอบอยู่ ต้องรอให้น้ำตาเช็ดหัวเข่าก็สายไปเสียแล้ว

มีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่ง
คนที่ชอบพูดปด มักเป็นคนชอบสาบาน
คนที่ชอบพูดอย่าง-ทำอย่าง มักเป็นคนชอบให้สัญญา
คนที่มีความผิดซ่อนเร้น มักเป็นคนชอบพูดออกตัว
คนที่มีโมหะฝังใจ มักเป็นคนชอบขู่อาฆาต

ที่มา เปลวสีเงิน นสพ.ไทยโพสต์ 29 พ.ย. 50

กลับมาเถอะ…กลับมา

ข้างบนนั้นไม่ใช่ชื่อเพลง ไม่ได้ร้องเพลง เพียงแต่อยากตะโกนดังๆ ในใจบอกตัวเองให้ตื่นตัวขึ้นมา จะได้เดินหน้ากิจการต่างๆ ของตัวเองให้มีความคืบหน้า

แม้สัปดาห์ที่ผ่านมาจะมีการอดล้างพิษในวันอังคารอีกครั้ง เช้านี้เดินขึ้นตาชั่งก็ไม่เห็นว่าน้ำหนักจะลดลงไป ยังคงอยู่ที่เก้าสิบกิโลครึ่งเหมือนเดิม น่าเสียดายสถิติที่สามารถทำน้ำหนักลงไปกว่าเก้าสิบกิโลได้ครั้งหนึ่ง

แถมการอดล้างพิษครั้งนี้ทำให้เสียหลักไปเหมือนกัน เช้าวันอังคารก็ไม่ได้เดินออกกำลัง ทำให้สัปดาห์นี้ต้องหยุดเดินไปสองวัน หมดแรง หมดกำลัง พลังสมองถดถอยไปไม่น้อยเลย เห็นทีว่าการดอล้างพิษสำหรับปีนี้คงจะสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้

อากาศเย็นกลับมาอีกครั้ง เช้าตื่นขึ้นมาเดิน ยิ่งต้องเร่งความเร็วเพื่ออบอุ่นร่างกายในเบื้องต้นจนทำให้สามารถทำความเร็วสูงสุดในหนึ่งกิโลแรกได้อย่างงดงาม แม้สถิติตลอดสัปดาห์นี้จะไม่สวยงามอย่างที่เคย

071123 - 09.25-1km Summary Week 200747

ไม่เป็นไร เริ่มกันใหม่ แผนการเดินถึงสิบกิโลในช่วงสุดสัปดาห์อาจจะไม่สนุกสนานเหมือนแต่ก่อน หากจะฝืนยึดมั่นถือมั่นกับแผนนั้นอาจจะทำให้เสียอารมณ์กันไปใหญ่หากทำไม่ได้ตามนั้น จึงมีความเห็นว่าน่าจะเปลี่ยนแผนมาเดินให้ได้วันละแปดกิโล และเดินให้ได้ทุกวัน เดินให้เสร็จก่อนแปดโมงเช้า จากนั้นจะได้ทำงานต่อไป

ที่สำคัญ ความรับผิดชอบที่มีต้องทำให้ดีที่สุดต่อไป

วิธีกำจัดขยะของคำแสด ริเวอร์แคว รีสอร์ท

โีรงแรมจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า จึงได้เริ่มหาความรู้ จนได้พบกับอาจารย์บุญมา ป้านประดิษฐ์ แห่งศูนย์วิศวกรรมพลังงาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งได้ให้คำแนะนำในการสร้างโรงคัดแยกขยะ

วิธีกำจัดขยะของคำแสด ริเวอร์แคว รีสอร์ท เริ่มจากการแยกขยะแต่ละประเภทออกจากกัน โดยพนักงานของโรงแรมจะคัด ขยะแห้ง เช่นขวดน้ำมันพืช ปี๊บน้ำตาล มารวมกันไว้เพื่อนำไปขาย ซึ่งขยะเหล่านี้สามารถนำไปรีไซเคิลได้

ส่วน ขยะสด เช่น ใบไม้ กิ่งไม้เล็กๆ พนักงานโรงแรมจะนำไปทำปุ๋ยพืชสด เพื่อใส่ต้นไม้และดอกไม้ภายในบริเวณโรงแรมแทนการใช้ปุ๋ยเคมีที่แต่เดิมต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขยะเปียก ซึ่งเกิดจากเศษอาหารวันละหลายร้อยกิโลกรัม รวมทั้งขยะที่เหลือจากแปลงเกษตรนั้นจะนำไปผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นก๊าซชีวภาพ

ที่มา คอลัมภ์์ Healthy Green Project นิตยสารชีวจิต ปีที่ 10 ฉบับที่ 219 วันที่ 16 พฤศจิกายน 2550

ผู้วิเศษกับพระอริยะ

“ผู้วิเศษ” นั้นหมายถึงผู้ได้ฌาน มีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ดังเ่ช่นพวกฤาษี ดาบส เป็นต้น พวกเหล่านั้นยังละกิเลส (โลภ โกรธ หลง) ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีสิทธิ์เป็น “อริยะ”

เพราะพระอริยะนั้นหมายเอาผู้ที่ละกิเลสให้เบาบางลงตามลำดับๆ จนกระทั่งเป็นอรหันต์ ละกิเลสได้หมดสิ้น ในคัมภีร์ท่านจึงแบ่งพระอริยะไว้ 4 จำพวกคือ

1. พระโสดาบัน ละกิเลส (สังโยชน์) ได้ 3 คือ ความยึดติดในตัวตน (สักกายทิฐิ) ความลังเลสงสัย เช่น สงสัยว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จริงหรือเปล่า (วิจิกิจฉา) และความถือศีลและวัตรผิดเป้าหมายของศีลและวัตร เช่น รักษาศีลเพื่อให้คนรู้ว่าตนเคร่ง เป็นต้น (สีลัพพตปรามาส)

2. พระสกทาคามี ละกิเลส 3 อย่างข้างต้นนั้นได้ และยังละโลภ โกรธ หลง ให้เบาบางลงอีกด้วย

3. พระอนาคามี ละความกำหนัดในกาม (กามราคะ) และความกระทบกระทั่งใจ (ปฏิฆะ) ได้

4. พระอรหันต์ ละกิเลส 5 อย่างข้างต้นได้ (สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สัลัพพตปรามาส กามราคะ และปฏิฆะ) รวมกับอีก 5 อย่าง รวมเป็นละได้ครบ 10 คือ ความคิดในรูปธรรมอันประณีต เช่น ติดในความสุขสงบอันเกิดจากสมาธิชั้นรูปฌาน (รูปราคะ) ความติดในอรูปธรรม เช่น ติดในอารมณ์แห่งอรูปฌาน (อรูปราคะ) ความถือตัว (มานะ) ความฟุ้งซ่าน (อุทธัจจะ) และความไม่รู้เท่าทันสภาวะ ไม่เข้าใจกฏแห่งเหตุปัจจัย (อวิชชา)

ผู้วิเศษที่ได้อิทธิฤทธิ์ต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นอริยะ แต่พระอริยะมากมาย ท่านได้อิทธิฤทธิ์ ได้ฌานสมาบัติเป็นผู้วิเศษด้วยนอกเหนือจากการหมดกิเลสโดยสิ้นเชิง (มีจำนวนน้อย คือพวกที่ผ่านเฉพาะสายวิปัสสนาล้วนๆ เท่านั้น ที่ท่านไม่มีอิทธิฤทธิ์)

จากหนังสือ “เมืองไทยจะวิกฤติ ถ้าคนไทยมีศรัทธาวิปริต” หัวข้อ “สังคมไทยกำลังใช้พระพุทธศาสนาเป็นที่ถ่ายทุกข์” แต่งโดย พระพรหมคุณาภรณ์ สมัยท่านดำลงสมณศักดิ์พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

ที่มา คอลัมภ์ระเบียงโบสถ์ นิตยสารชีวจิต ปีที่ 10 ฉบับที่ 219 วันที่ 16 พฤศจิกายน 2550