ดีเจสมัยนี้

สำหรับมุมมองของนักจัดรายการวิทยุที่คร่ำหวอดในวงการมาร่วม 30 ปีอย่าง “มาโนช พุฒตาล” เผยมุมมองต่อกรณีนี้ว่า ตนไม่เคยคิดเปรียบเทียบดีเจสมัยนี้กับดีเจสมัยเก่า เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไปตาม ตนเข้าใจดี แต่สำหรับตนแล้วมองว่าคนไทยโดนยัดเยียดให้ฟังรายการตามตลาด ซึ่งแท้ที่จริงแล้วหลากหลายองค์ประกอบที่ทำให้ดีเจในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไป ควรเลือกเอาดีสักอย่างจะเป็นดีเจหรือนักร้อง

“ที่ผ่านมาเนี่ยที่ผมไม่อยากให้ใครเรียกผมว่าดีเจ เพราะว่าแวดวงดีเจมันเสียมานานแล้ว เพราะคนไม่ได้นับถือตัวดีเจไง… ผมเลยเรียกตัวเองว่านักจัดรายการวิทยุดีกว่า อยากให้ตัวเองดูดีขึ้นมานิดหนึ่ง (หัวเราะ) คืออย่างดีเจที่เปิดแผ่นตามร้านเขาอาจไม่ต้องมานั่งคิดอะไรมาก เอาแค่คนในร้านเอาอยู่ก็ได้แต่ถ้าได้มานั่งจัดรายการตามคลื่นมันต้องรับผิด ชอบคนฟังมากกว่านั้นนะ”

“ผมก็เคยฟังนะที่เขาจัดกันอยู่ทุกวันนี้น่ะ ผมมองอย่างนี้ว่า ผมเองเนี่ยคงไม่ไปเปรียบเทียบหรือว่าตำหนิ หรืออะไรทั้งนั้น เพราะว่าในยุคสมัยนี้ กับสมัยเมื่อ 30 ปีที่แล้วเนี่ยมันไม่เหมือนกันไงครับ สมัยนี้หน้าตาดี เสียงดี มาเป็นคนจัดรายการ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปมาก มันกลายเป็นว่าเป็นดีเจก็ไม่ดี เป็นนักร้องก็ไม่ดี คือหาจุดลงตัวยาก ซึ่งถ้าถามผม ผมชอบรสนิยมแบบว่าที่ผมชอบสมัยก่อน เราไม่ว่ากันไงครับ วัยรุ่นก็อยากฟังวัยรุ่นด้วยกันจัด”

“ส่วนเรื่องอายุของน้องๆ ดีเจสมัยนี้ ผมว่าอาจไม่เกี่ยวนะ ยอมรับได้ เพราะบางคนก็อายุน้อยแต่มีวุฒิภาวะสูงก็มาจัดรายการได้ ทีนี้จะไปโทษใครล่ะ นายทุนหรือตัวดีเจ มันก็คงต้องหลายๆ อย่างรวมกันนั่นแหละถึงออกมาเป็นอย่างนี้ ถูกมั้ย ตลาดต้องการแบบนี้น่ะ ไปโทษเด็กก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะมันหลายๆ อย่างประกอบกัน ยุคบริโภคนิยมแบบยัดเยียดน่ะ เหมือนเวลาเราใช้มือถือน่ะ นึกออกมั้ยว่าบางทีบางโฆษณา บางแมสเสจที่ขายของเราไม่ได้อยากได้เลยนะ ทุกอย่างมันคือกลไกตลาดไปหมด”

ก่อนทิ้งท้ายว่านักจัดรายการวิทยุที่ดีควรมีข้อมูลที่มากกว่าคนทั่วไปรู้เพราะถือเป็นผู้ชี้นำสังคม

“นักจัดรายการวิทยุมันคือนักนิเทศศาสตร์ที่ต้องมี หลักในการสื่อสารที่ดี เข้าใจว่าหน้าที่ของสื่อมวลชนคืออะไร เป็นนักนิเทศศาสตร์ที่ดี ไม่ใช่แค่มีลักษณะนะ แต่ต้องมีลักษณะแล้วต้องเอาลักษณะที่มีนั้นมาปรับใช้ด้วย จึงจะเป็นนักจัดรายการวิทยุ แล้วเราต้องมาดูว่าหลักการจัดรายการวิทยุที่ว่าเนี่ยเราจัดรายการเกี่ยวกับอะไร หาข้อมูลให้มาก นักจัดรายการควรมีอะไรที่มากกว่า หรือเหนือกว่าคนที่นั่งฟังอยู่ เพราะคุณคือผู้ชี้นำนะ”

ที่มา ผู้จัการออนไลน์ 23 ม.ค. 51

“ชวน” ดักคออย่างสร้างรอยด่างให้สภา

ก่อนหน้านี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ใช้เวลาช่วงสั้นๆ กล่าวต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า ขณะนี้กระบวนการประชุมสภายังไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญที่มีการบัญญัติว่า แม้วันนี้สภามีมติเลือกประธานและรองประธานสภา แต่สถานภาพยังไม่เกิดจนกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 124 ประธานและรองประธานสภา จึงจะสามารถสั่งการนัดประชุมครั้งต่อไปได้

“หากยึดตามประเพณีดังกล่าวแล้วจะพบว่า การประชุมสภาในปี 2548 ออกนอกทางของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ละเลยต่อการให้ความสำคัญต่อพระราชวินิจฉัย ซึ่งการประชุมสภาครั้งนั้น มีขึ้นครั้งแรกในวันที่ 7 มี.ค. หลังจากที่สมาชิกลงมติเลือกประธานและรองประธานสภา แล้วประธานสภาก็สั่งนัดประชุมครั้งต่อไปเพื่อเลือกนายกฯ ทันที ได้แก่ วันที่ 9 มี.ค. แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ในตอนค่ำวันที่ 8 มี.ค. กล่าวคือประธานสภากำหนดวันประชุมล่วงหน้า โดยไม่รอพระราชวินิจฉัย ซึ่งการรวบรัดครั้งนั้นเกิดขึ้นเพราะมีความต้องการว่าฤกษ์ยามในการเลือกนายกฯ ต้องเป็นวันที่ 9 มี.ค.”

นายชวน กล่าวว่า การกระทำในปี 2548 เป็น 1 ใน 2 ครั้งของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในรอบ 75 ปี ครั้งนี้จึงไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาดซ้ำรอยอีก เพราะจะเป็นรอยด่าง เป็นมลทินที่กลับไปแก้ไขไม่ได้ ดังนั้น ควรรอให้พระองค์ท่านลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งเสียก่อน แล้วประธานสภาจึงค่อยนัดว่าจะประชุมครั้งต่อไปเมื่อไร

“เราปกครองในระบอบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉะนั้นพระองค์ท่านจึงมีความหมายและมีความสำคัญ เรื่องใดที่จะช้าไปบ้าง แต่ดีที่สุดคือเราถวายความเคารพให้พระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธยก่อน แล้วจึงกำหนดนัดหมายการประชุมครั้งต่อไป ผมไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และเราไม่สามารถกลับไปแก้รอยด่างในปี 2548 ได้ หลายคนต้องการถือฤกษ์ยามของตัวเอง แต่ไม่มีฤกษ์อะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าพระราชวินิจฉัยว่าจะทรงลงพระปรมาภิไธยเมื่อใด จึงอยากให้พวกเราระมัดระวัง ไม่อยากให้สภานี้มีปัญหา” นายชวน กล่าว

ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 23 ม.ค. 51