เกือบตบะแตก

ผมพยายามเปลี่ยนนิสัยการกินจุบจิบ (ที่ส่วนใหญ่เป็นข้าว!!!) ตอนกลางคืนอีกครั้งด้วยการแปลงฟันเสียตั้งแต่สองทุ่ม จะได้เป็นสัญญาณบอกสมองส่วนไหนก็ไม่รู้ว่า หลังจากนั้นกินได้แต่น้ำเปล่าเท่านั้นน่ะ ทำแบบนี้มาได้อาทิตย์กว่าๆ แล้ว ที่เริ่มก็เพราะอยู่มาวันหนึ่งคงสวาปามอะไรไม่มีประมาณ ทำให้รู้สึกปั่นป่วนภายในยิ่งนัก

เมื่อวานเช้าชั่งน้ำหนักประจำสัปดาห์ดูก็ลดลงมาครึ่งกิโล เหลืออยู่เก้าสิบห้ากิโลครึ่ง ว่าแต่ก่อนนี้มันก็ขึ้นไปเยอะเหมือนกันนะ สังเกตได้จากกางเกงขาสั้นที่ใส่ประจำเริ่มรัดเข็มขัดแล้วรู้สึกแน่นกว่าเ้ดิมอยู่

แต่การลดลงครึ่งกิโล ก็คาดว่ามาจากการหยุดกินจุบจิบหลังสองทุ่มนี้กระมัง น่าจะเป็นสัญญาณที่ดี และสมควรเป็นกำลังใจให้มุ่งหน้าทางนี้ต่อไป

ว่าแต่เมื่อคืนก็เกือบตบะแตกเหมือนกัน หลังจากที่ตอนกลางวันเล่นกับหลานตัวน้อยอยู่นาน เพราะไม่ได้เจอกันหลายอาทิตย์แล้ว นับวันยิ่งซนมากขึ้นในแบบของเด็กวัยขวบกับอีกเกือบจะเก้าเดือน ก็ไม่รู้สึกว่าเหน็ดเหนื่อยเพราะสนุกที่ได้อยู่กับเขา

ตกดึกลง พอเข้านอนไปได้นานอยู่พอควร ก็เกิดรู้สึกตัวขึ้นมา หูก็ได้ยินเสียงวิทยุ ความว่ากำลังจัดรายการรวมเพลงของทูล ทองใจ แต่ท้องกลับรู้สึกหิว ไม่ถึงกับหิวโหย สมองที่ยังไม่ตื่นตัวนัก คิดเพลินไปว่าลุกขึ้นไปหาอะไรใส่ท้องหน่อยดีไหม ความคิดสองฝ่ายต่อสู้กันอยู่พักหนึ่งก็พ่ายต่อความง่วง ร่ายกายจึงเลือกที่จะนอนต่อดีกว่า

เช้าตื่นขึ้นมากับท้องที่ว่างเปล่า ต้องประทังด้วยขนมปังโฮลวีตหนึ่งแผ่นทาด้วยแยมลิ้นจี่ของดอยคำ แต่ใจก็พองโตด้วยว่าเมื่อคืนไม่ได้ลุกขึ้นมาหาอะไรใส่ท้อง เพราะนิสัยไม่ดีแบบนั้นต้องใช้เวลาในการเลิกอยู่นานเหมือนกัน

คราวนี้ต้องทำให้สำเร็จ