เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 8 ตุลาที่ผ่านมา หลังจากได้อ่านบทบรรณาธิการของเสาร์สวัสดีจบแล้วก็ได้เขียนอีเมล์ถึงท่านบรรณาธิการในบัดเดี๋ยวนั้น
บทบทบรรณาธิการ ฉบับที่ 333 วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม 2548
ดิฉันไม่ทราบที่มาว่าใครคือรายแรกที่ริเริ่มให้มีการส่งข้อความเพื่อให้ไปปรากฏบนจอทีวี แต่ยอมรับว่าเป็นวิธีการหาสตางค์ที่ตีโจทย์แตกกระจุย
คนที่อยากมีเวทีแสดงความเห็น ก็ได้แสดงโวหารกันสมใจอยาก ซึ่งตามปกติชื่อของสามัญชนอย่าง ‘นุ้ย ตลิ่งชัน’ ‘ตู่ สระแก้ว’ หรือ ‘ป้าแอ๊ว ลำสาลี’ นั้นถ้าไม่ใช่ในข่าวอาชญากรรมหัวสี ก็ยากจะปรากฏต่อหน้าคนเรือนหมื่นเรือนแสน
ส่วนเจ้าของรายการยิ่งไม่ต้องห่วง งานนี้มีแต่ได้ไม่มีเสีย แต่ที่เป็นเสือนอนกินตัวจริงก็ต้องเจ้าของเครือข่าย
พูดมาขนาดนี้ ดิฉันไม่ได้ขัดเคืองที่พื้นที่ของข้อความสั้น (SMS) มาเบียดบังหน้าตาหล่อเหลาเอาการของบรรดาพิธีกรรายการต่างๆ แต่เริ่มสงสัยว่าในความชาญฉลาดของคนที่เปิดช่องทางการสื่อสารแบบนี้ อาจจะมีความไม่ค่อยเฉลียวของคนที่โดดเข้ามาร่วมวง
ดิฉันจะไม่ก้าวล่วงถึงสิทธิส่วนบุคคลในการเสียสตางค์เพื่อให้ได้ยืนยันความค ิดความเห็นของตัวเอง แต่สิ่งที่บังเอิญต้องเหลือบไปเห็นทุกครั้งที่ดูรายการประเภทเล่าข่าว วิเคราะห์ข่าว ทำให้อดตะขิดตะขวงใจไม่ได้ว่า…นี่หรือคือสิ่งที่เรียกกันว่า ‘ความคิดเห็น’ ยิ่งกว่านั้นคือปัญหาเรื่อง ‘วิธีคิด’ ที่ดิฉันว่ามันสะท้อนความอ่อนแอด้านวิจารณญาณของคนในสังคมนี้อย่างมาก
ถ้าองค์ประกอบของ ‘ความคิดเห็น’ มาจากการทำงานร่วมกันของคำสำคัญคือ ‘คิด’ กับ ‘เห็น’ ซึ่งรวมๆ แล้วน่าจะหมายถึง กระบวนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความรู้ส่วนหนึ่ง และตั้งอยู่บนประสบการณ์เชิงประจักษ์ส่วนหนึ่ง ดิฉันว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่หน้าจอทุกวันนี้…ไม่ใช่
อยากจะเรียกว่า “เป็นเรื่องของคนอยากมีความเห็น” มากกว่า… เพียงแต่ปัจจัยด้านอื่นอาจจะน้อยเกินไป
เป็นไปได้หรือไม่ว่า ขณะที่สังคมเรายังไม่ได้พัฒนาวิธีการแสดงความเห็นแบบเดิมๆ ให้พ้นไปจากวิถีของป้าเมาท์ ยายเมี้ยน, ประเด็น เนื้อหา และช่องทางการสื่อสารที่เราใช้เป็นเงื่อนไขใหม่ๆ กลับต่างออกไปเป็นคนละเรื่อง
ดิฉันอดรำคาญใจไม่ได้ที่เห็นการเลือกข้างเชียร์คู่ชกในกระทรวงสาธารณสุข ทั้งๆ ที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง เห็นคนพูดจาเลื่อนลอยเกือบทุกครั้งที่เกิดความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เห็นอารมณ์เคียดแค้นไม่ฟังเหตุผลอื่นใดในกรณีของจิตรลดา
ทั้งหมดทั้งปวงคือ ท่าทีที่ไม่ได้ต่างไปจากการนินทาเรื่องลูกสาวบ้านนี้เป็นชู้กับไอ้หนุ่มบ้าน นั้น ซึ่งสะท้อนวิธีคิดและวิจารณญาณที่ไม่ได้มาพร้อมกับสิ่งที่เรียกว่า ‘การแสดงความคิดเห็น’
เรื่องนี้ต้องขออ้างคำพระไว้เป็นคาถา พระธรรมปิฎกเคยเทศนาไว้ว่า …
“ความเห็นต้องมากับฐานของความรู้ที่แม่นยำชัดเจนที่สุด และการแสดงความเห็นเป็นวิธีการที่จะกระตุ้นให้ไปหาความรู้เพิ่มขึ้น เพื่อจะให้ได้ความรู้ที่ถ่องแท้ชัดเจน เพราะฉะนั้นเป้าอยู่ที่การหาความรู้ จึงต้องย้ำว่า การแสดงความเห็นต้องมาคู่กับการหาความรู้ ยิ่งความรู้แม่นยำ ถ่องแท้ ชัดเจน ความเห็นมันจะเป็นประโยชน์ แต่ถ้าความเห็นไม่มีฐานของความรู้ มันก็เลื่อนลอย ไม่ได้เรื่องอะไร แสดงไปทำไม กล้าแสดงความเห็นไปทำไม มันไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจ ไม่มีข้อมูลความจริง ก็เป็นความเห็นเลื่อนลอยเท่านั้น ไม่รู้จะเน้นกันอยู่โดยไม่ได้ย้ำให้ครบกระบวนการ
…แสดงความเห็นกันเพียงเพื่อเอาชนะกันบ้าง ว่ากันเรื่อยเปื่อย ทั้งที่ตัวเองไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นเลย ก็แสดงความเห็นกันไปวุ่นวายกันหมด เวลานี้สังคมไทยกำลังจะเป็นอย่างนั้น การแสดงความเห็นโดยไม่มีฐานของความรู้ ก็จะยิ่งซ้ำเติมสังคมให้หนักเข้าไปอีก…”
ดิฉันว่าโอกาสหน้าถ้าไม่มีความเห็นในเชิงสร้างสรรค์ เก็บเงินค่า SMS ไว้ใส่ตู้บริจาคดีกว่าค่ะ
ชุติมา ซุ้นเจริญ
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ เสาร์สวัสดี
คันสมองขึ้นมาในบัดดลจึงเขียนไปถึงคุณชุติมาว่า
ทันทีที่อ่านบทบรรณาธิการของสวัสดีวันนี้จบ ผมก็หันมาเคาะแป้นพิมพ์เพื่อเขียนอีเมล์ถึงคุณชุติมาโดยไม่รอช้า ทำไมหรือครับ เพราะผมเข้าใจซึ้งถึงคำสอนที่ท่าน ป.อ.ปยุตโต กรุณาบรรยายไว้ในบัดเดี๋ยวนั้น และยังมีความเห็นส่วนตัวไปในทางเดียวกับคุณชุติมาโดยไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน
สังคมเราปัจจุบันนี้นิยมออกความเห็นกันมาก แต่พอมันไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้และความจริงเสียแล้ว ก็ทำให้รู้สึกเสียดายทรัยพากรและพลังงานที่อุตสาห์หาทางแสดงความเห็นนั้นกันออกไป และที่แย่ไปกว่านั้นคือยืดมั่นถือมั่นเอาด้วยว่าความเห็นของตนนั้นถูกต้องที่สุด จึงไม่ยอมรับความเห็นที่ต่างออกไป โดยประนามผู้ที่เห็นต่างอย่างแรงกลับไปอีก
ผมยังไม่เห็นช่องทางหรือวิธีการอันใดที่จะแก้ปัญหานั้นได้สำเร็จ จึงได้แต่นั่นทอดหุ่ยฝันไปในอนาคตว่าสังคมเราจะใช้พื้นฐานความรู้จริงๆ ในการพัฒนาจิตใจก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็ค่อยพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เป็นลำดับต่อไป
ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
ปล. รบกวนสอบถามถึงที่มาของคำบรรยายของท่าน ป.อ.ปยุตโต สักหน่อยครับว่าท่านบรรยายไว้เมื่อไหร่ หรือสามารถหาอ่านได้จากหนังสือเล่มไหนครับ ขอบพระคุณครับ
เสาร์ต่อมาก็ได้รับคำตอบกลับทางหน้ากระดาษว่า
ดิฉันก็ไม่เห็นช่องทางเหมือนกันค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้พูดอะไรบนพื้นฐานของข้อมูลความรู้ เขาก็ว่าเราซีเรียส-คิดมาก ต้องพูดแบบเอาเท่ไว้ก่อน ประเภทคำสวยแต่ไร้ความหมาย ฟังดูดีแต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ หรือไม่ก็พูดจาวางโต อวดร่ำอวดรวยกันไปเลย เขาถึงจะฟังกัน (ไม่รู้ไปเอาต้นแบบมาจากไหนนะคะ) สำหรับข้อความของท่าน ป.อ.ปยุตโต มีคนฟอร์เวิร์ดเมลมาให้อีกที แล้วจะส่งไปให้อ่านค่ะ
ที่มา คอลัมภ์ INBOX