กว่าจะกลับมาได้

พักการวิ่งไปทำภารกิจดูแลหลานๆ เพียงไม่กี่วัน อาการข้างเคียงจากยาเคมีก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่านอกจากจะไม่ได้สวมรองเท้าคู่เก่งแล้วยังต้องฟื้นระบบภูมิชีวิตของตัวเองให้ทำงานเป็นปกติโดยเร็วก่อนเรื่องอื่นๆ ทั้งหมด

ต่อด้วยภารกิจครอบครัวในเทศาลตรุษจีนที่ทั้งเต็มไปด้วยของกินและยังต้องนอนปรับสภาพร่างกายอีกหน่อยหลังเสร็จทุกอย่าง

เป้าหมายหนึ่งร้อยกิโลที่ตั้งไว้ก็ใกล้จะไปถึงแล้ว ดีที่สองสัปดาห์แรกสะสมระยะทางตุนเอาไว้พอสมควร แผนการวิ่งของสัปดาห์นี้จึงคิดว่าค่อยๆ เริ่มจากวันละห้ากิโลจนครบสี่วันก่อนก็พอ มาเสียท่าเอาเช้าวันศุกร์ที่ฝนกระหน่ำลงมา จบการวิ่งโดยพลันด้วยระยะเพียงกิโลเดียว จำเป็นต้องชดเชยในเช้าต่อมาด้วยแผนการวิ่งปกติ

ทั้งสัปดาห์สะสมไปได้เท่านี้

อาการเจ็บที่กล้ามเนื้อส้นเท้าซ้ายด้านในยังคงวนเวียนปรากฏอยู่ตลอด มักปรากฏในช่วงกิโลเมตรแรก พยายามฝืนก้าวเท้าต่อไปแต่ต้องแลกด้วยการลดความเร็วและแรงกระแทกลง สองวันแรกยังไม่อยากพึ่งยาเคมีที่ลาขาดไป(นอกจากยาแก้แพ้)แล้ว สุดท้ายก็ต้องใช้ด้วยหวังให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้น

เช้านี้มานึกขึ้นได้ว่าลืมชั่งน้ำหนักก็ตอนออกกำลังไปแล้วครึ่งทาง น้ำหนักชั่งหลังการวิ่งแปดกิโลอยู่ที่แปดสิบแปดกิโลครึ่ง ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเอวกางเกงถึงคับขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

พยายามบอกตัวเองว่าต้องรีบแก้ไขเรื่องนิสัยการกินแล้ว ปัจจัยเรื่องอารมณ์ยังคงมีอิทธิพลมากทีเดียว หวังว่าอาการที่ข้อเท้าจะดีขึ้น ออกวิ่งได้สม่ำเสมอขึ้น และควบคุมการกินได้ดีขึ้น

ไม่ต้องมาก ขอเพียงได้เห็นพัฒนาการก็เป็นพอ…