ภูมิชีวิตตกต่ำ

ถึงกาลเหตุปัจจัยหลายหลากมาบรรจบกัน ผลมากมายจึงปรากฏขึ้น สัปดาห์ที่ผ่านมาเดินออกกำลังได้เพียงสองวันก็ต้องเป็นอันหยุดกิจอันสำคัญนี้ไปเลย

เช้าวันอังดาร ตื่นขึ้นมาพร้อมอาการเจ็บที่เหนือตาตุ่มข้างขาซ้ายด้านนอก เป็นอาการเริ่มต้นของคนเป็นเก๊าต์ ทีแรกก็คิดว่าอาการยังไม่หนักมากวันเดียวก็คงหายไป วันรุ่งขึ้นก็ยังไม่หาย แต่มีกิจธุระต้องออกไปปฏิบัตินอกบ้าน กลับมาอาการแย่ลงอย่างเห็นได้ชัดในตอนเย็น

ที่มุมปากด้านขวาก็เกิดแผลปากนกกระจอกขึ้นมาอีก จึงสงสัยว่าเราขาดวิตามินบีตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะระวังเรื่องนี้มานานแล้ว ลองค้นข้อมูลในโลกไซเบอร์ดูก็ได้ความรู้เพิ่มเติมว่า อาการดังกล่าวสามารถเกิดด้วยไวรัสชนิดเดียวกับที่เป็นสาเหตุของเริมได้เหมือนกัน ไม่ใด้เป็นเพราะขาดวิตามินบีเสมอไป

เริมที่ริมฝีปากผมจะกำเริบก็ต่อเมื่อร่างกายอ่อนล้าจนถึงขีดหนึ่ง ภูมิชีวิตตกต่ำขนาดนั้นแล้วเจ้าเชื้อไวรัสตัวนี้จะฉวยโอกาสสำแดงฤทธิ์ขึ้น นี่เป็นสัญญาณสำคัญของร่างกายที่สื่อออกมาให้พิจารณาว่าต้องมีความผิดพลาดในการดำเนินชีวิตในช่วงที่ผ่านมาแน่นอน

ส่วนอาการปวดบวมจากโรคเก๊าต์นั้น เป็นเพราะผมเองไม่ได้ควบคุมอาหารจำพวกสัตว์ปีกและพืชผักบางชนิดอย่างเคร่งครัดมากนัก ผมเน้นไม่กินหน่อไม้และเครื่องในสัตว์เป็นหลัก ข้อเท้าผมส่งสัญญาณตั้งแต่ไปอบรมประสบการณ์ไทยคดีที่มสธ. แล้ว เพราะที่นั่นมีทั้งไก่ทั้งหน่อไม้ฝรั่ง จนวันท้ายๆ ต้องเลี่ยงไปกินอย่างอื่นก่อนที่จะเกิดปัญหาจนเป็นอุปสรรคในการอบรม

จนกระทั่งอยู่ๆ ผมก็คิดถึงปลาช่อนลุยสวนของร้านอาหารกรีนลีฟแถวกรมอู่ทหารเรือ จึงนึกอยากกินแม่งคำขึ้นมาเป็นประมาณ หลังจากที่เตรียมเครื่องเคราทั้งหลายพร้อมแล้ว เย็นวันจันทร์ที่ผ่านมา ผมจึงแทนอาหารมื้อเย็นด้วยเมี่ยงคำที่ใช้ใบชะพลูเป็นตัวห่อ ด้วยความคิดว่าไปว่าใบชะพลูนี้ดี มีแร่ธาตุวิตามินมากมาย แต่ลืมนึกไปว่าใบชะพลูเองก็มีสารพิวรีนที่เป็นสารตั้งต้นของกรดยูริกในร่างกายอยู่ไม่น้อยเลย และที่ผ่านมาก็ไม่เคยเป็นอะไรจากการกินเมี่ยงคำเลยแม้แต่ครั้งเดียว แถมด้วยกุ้งแห้งและถั่วลิสงที่เป็นเครื่องประกอบ และถั่วเขียวต้มน้ำตาลของหวานคู่ครัว เหล่านี้ล้วนไม่เหมาะสำหรับคนเป็นโรคเก๊าต์

หลักจากเอร็ดอร่อยในเมี่ยงคำมื้อเย็น ระดับกรดยูริกคงถึงประมาณจึงเริ่มแผลงฤทธิ์จนถึงวันนี้ก็ยังไม่หาย แต่ยังเหลือข้อสงสัยว่าอะไรที่เป็นสาเหตุของภูมิชีวิตที่ตกต่ำจนได้ปากนกกระจอกเป็นของแถมในครานี้

พอไม่ได้เดินออกกำลังกายมาหลายวัน เช้านี้ชั่งน้ำหนักจึงได้ผลเป็นเก้าสิบสี่กิโลโดยพลัน นั่นเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า น้ำหนักที่ไม่ยอมลงเสียทีเป็นเพราะสมดุลย์ของการเติมและการใช้พลังงานในช่วงเดือนที่ผ่านมานั้นเป็นจริง พอขาดการใช้พลังงานไป น้ำหนักก็พุ่งขึ้นโดยธรรมชาติ เพราะเหลือพลังงานส่วนเกินอยู่ วิถีชีวิตที่ผ่านมายังไม่น่าพอใจนัก

ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะหายจากอาการนี้เมื่อไหร่ อีกทั้งยังไม่รู้ว่าหายแล้วจะเดินได้มากน้อยเพียงใด กลัวว่าข้อเท้าซ้ายจะยังไม่แข็งแรงดีพอ คงต้องวางแผนเสริมสร้างภูมิชีวิตไปพร้อมกับการเสริมสร้างสมรรถนะของร่างกายไปด้วยกันเลยในคราวเดียว