steve jobs (2015)

steve jobs (2015)

เมื่อได้กำหนดฉายที่แน่นอนแล้ว Apple Fan อย่างผมก็ต้องรีบหาเวลาไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้โดยพลัน ยิ่งได้รอบแรกของโรงใกล้บ้านยิ่งดี และแล้ววันที่ 21 ม.ค. 2559 รอบ 12:30 ก็มาถึง

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับรางวัลลูกโลกทองคำ นักแสดงสมทบหญิงเป็นของ Kate Winslet (Titanic, 1997) และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเป็นของ Aaron Sorkin (The Social Network, 2010) ขณะเดียวกันนักแสดงทั้งหมดก็ต่างทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยมโดยมี Danny Bolye (Slumdog Millianaire, 2008) ทำหน้าที่วาทยากร ควบคุมวงออเคสตร้าวงนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

หนังเปิดด้วยฟิล์มเก่าสั้นๆ กับเสียงวอยซ์โอเวอร์ในประโยคที่ไม่คุ้ยเคย เมื่อภาพปรากฏขึ้นจึงได้พบกับ Arthur C. Clake พาลูกชายมาเยี่ยมชมสิ่งแปลกใหม่ของยุคนั้น หลายสิ่งหลายอย่างที่นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ระดับ hard science ท่านนี้บรรยายไว้ในบทประพันธ์มีความหมายกับมนุษยชาติยิ่งนัก รวมถึงบทสนทนาที่ใช้เปิด steve jobs เรื่องนี้ด้วย

หนังเลือกใช้เหตุการณ์เปิดตัวผลิตภัณฑ์ 3 ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของ Jobs แสดงโดย Michael Fassbender (A Dangerous Method, 2011) ในปี 1984 เปิดตัว Apple Macintosh ปี 1988 เปิดตัว NeXT Computer และปี 2008 เปิดตัว Apple iMac บทหนังพาให้เห็นทั้งวิธีคิด หลักการและเหตุผลที่ Jobs เลือกตัดสินใจแบบนั้นและยังนำเสนอพัฒนาการในตัว Jobs เองตลอดช่วงเวลาที่ผ่านไปได้เป็นอย่างดี บอกเลยว่าเป็นหนังที่ดูแล้วเหนื่อยอีกเรื่องหนึ่งเพราะว่าต้องจับคำพูดทุกคำของตัวละครทุกตัว ตามให้ทันและยังต้องสอบทานกับข้อมูลที่รู้จัก Steve Jobs ตัวจริงมาตลอดชีวิตผ่านผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เขานำทีมสร้างขึ้น ดีที่ตัวละครทุกตัวพูดด้วยสำเนียงที่ฟังไม่ยาก จึงไม่ต้องทรมานอ่านบทบรรยายภาษาไทยอยู่ตลอดเวลา

ตัวละครที่วนเวียบอยู่รอบตัว Jobs ตั้งแต่ Joanna Hoffman รับบทโดย Kate Winslet ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งอยู่ข้างๆ เขาตลอดเวลา Steve Woziak ผู้ออกแบบ Apple I และ Apple ][ และร่วมก่อตั้ง Apple Computer Inc. รับบทโดย Seth Rogan (The Interview, 2014) Andy Hertzfeld วิศกรคนสำคัญในทีมงานสร้าง Macintosh รับบทโดย Michael Stuhlbarg (A Serious Man, 2009) ต่างมีบทบาทที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเนื่องจากบทหนังพาพวกเราไปรู้จักทั้งหน้าที่การงานและเรื่องส่วนตัวที่ทุกคนสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญ

รวมไปถึงบทบาทของ Chrisann Brennan แฟนของ Jobs ผู้ให้กำเนิด Lisa ลูกสาวคนแรกของทั้งคู่ที่ต่อมา Jobs ตั้งเป็นชื่อคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Graphical User Interface GUI เครื่องแรกของ Apple หลังจากไปดูงานที่ PARC ของ Xerox ที่เมือง Palo Alto ก่อนที่จะมารับหน้าที่นำทีมงานสร้าง Macintosh บทหนังนำเอาชีวิตส่วนตัวของ Jobs ส่วนนี้มาเชื่อมโยงกับช่วงเวลาสำคัญทั้ง 3 ช่วงดังกล่าวได้อย่างน่าสนใจ

ความโดดเด่นของบทภาพยนตร์โดย Aaron Sorkin บอกได้เลยว่าสมบูรณ์แบบทั้งรายละเอียด บุคลิกของตัวละคร ความสัมพันธ์ของตัวละคร การเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน ไปจนถึงการนำเสนอเรื่องยากอย่างหลักคิดในการออกแบบสิ่งต่างๆ ของ Jobs ให้ออกมากลมกล่อมกินง่ายและยังบันเทิงไปพร้อมกัน บทพยายามฝากคำบอกใบ้ของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตามแบบที่ Jobs คิดไว้ตลอดเวลา อย่างเช่นท้ายสุดที่ Lisa ในวัย 19 ยังคงพกเครื่องเล่นเทปเก่าๆ ติดตัวไว้ฟังเพลงตลอดเวลา คงเดากันได้ไม่ยากว่าพัฒนาการต่อมาของ Apple ภายใต้การกลับมาบริหารอีกครั้งจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์อะไร

ลูกเล่นในบทพูดเป็นอีกเรื่องที่ทำได้อย่างดีสนุกสนานและน่าเรียนรู้

การเล่าเรื่องในรูปแบบที่ Danny Boyle ถนัดคือศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์เรียกว่าเป็นลายเซนต์ที่บรรจุไว้ในหนังที่เขากำกับ นอกจากดำเนินเรื่องไปตามห้วงเวลาทั้งสามแล้วยังมีการตั้งคำถามแล้วตอบคำถามอย่างแยบคายให้เห็นอยู่เนือง ถือว่าผู้กำกับชาวอังกฤษผู้นี้ยังคงรักษามาตรฐานการทำงานไว้ได้เป็นอย่างดี

ทั้งหมดนี้นำเสนอตัวตนของ Steve Jobs ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple Inc. บริษัทที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ด้วยวิสัยทัศน์เพื่อชีวิตของผู้ใช้ที่ดีกว่า ผ่านหลักคิด ความขัดแย้ง ความรับผิดชอบ ให้เห็นได้ว่าคนคนหนึ่งเติบโตไปกับความเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ที่สุด ณ เวลานั้นๆ อย่างไม่เสื่อมคลาย ขณะที่พัฒนาการทางอารมณ์ก็เข้าใจชีวิตมากขึ้น ภาพของ Jobs กับ Sculley จับมือกันอีกครั้งก่อนงานเปิดตัว iMac มีความหมายทั้งในโลกของภาพยนตร์และโลกแห่งความจริง

นั่นเป็นความสมบูรณ์แบบในส่วนที่เป็น “ภาพยนตร์” แน่นอนว่าเครดิตท้ายเรื่องก็ต้องออกตัวไว้เช่นกันว่ามีการเสริมแต่ง Aaron Sorkin พัฒนาบทขึ้นจากหนังสืออัตชีวประวัติของ Steve Jobs เขียนโดย Walter Isaacson และจากคำสัมภาษณ์ด้วยตัวเองเรียกได้ว่าไม่ขาดตกบกพร่องในแง่การประพันธ์ เพียงแต่เราเองเมื่อดูจบแล้วก็ต้องยอมรับด้วยว่านี่คือ “ภาพยนตร์” หมายความว่าไม่จำเป็นที่รายละเอียดทั้งหมดจะแม่นยำตามความจริงที่เกิดขึ้นในอดีต “ภาพยนตร์” มีหน้าที่รวบรวมศิลปะทุกแขนงเข้าด้วยกันและ steve jobs ก็ได้ทำหน้าที่นั้นอย่างสมบูรณ์แล้ว แม้ตอนจบจะยังมีคำถามคาใจต่อผู้กำกับและผู้เขียนบทว่าต้องการจะสื่ออะไร

สำหรับผู้สนใจ อยากแนะนำให้หาหนังสือเหล่านี้มาอ่านเพิ่มแล้วคุณจะสัมผัสได้ถึงความลึกซึ้งในตัวตนของตัวละครต่างๆ ที่แสดงให้เห็นแล้วในหนัง ที่สำคัญคือได้รู้เรื่องจริงที่เกิดขึ้นมาในวงการคอมพิวเตอร์

ข้อมูลเพิ่มเติม