รองศาสตราจารย์ ดร.นพรัตน์ บำรุงรักษ์ แห่งคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ จ.สงขลา พูดถึงเรื่องการส่งเสริมปลูกยูคาลิปตัสมากมายนี้ว่า
ในธรรมชาติที่เคยอยู่ในสภาพสมดุล (dynamic equilibrium) มาก่อนของป่าเมืองไทย การกระทำทุกอย่างเพื่อปรับเปลี่ยนสภาพพื้นที่ป่าย่อมมีทั้งคุณและโทษต่อมนุษย์ เนื่องจากระบบนิเวศ ที่เคยสมดุลของประเทศมานับล้านปี อาจสูญเสียไป เนื่องจากความไม่เข้าใจถึงความเชื่อมโยงกันของสรรพสิ่งในระบบนิเวศ “ความจริงต้นยูคาลิปตัสเป็นพืชต่างถิ่น การนำเข้ามาปลูกในประเทศ ถ้ามองด้านเดียวอาจมีผลดี แต่ถ้ามองทุกด้าน คือทั้งระบบ เกรงผลที่ตามมา รุ่นลูกหลานจะรับไม่ไหว”
ดร.นพรัตน์ระบุว่า จากการวิจัยมากมายหลายชิ้นในต่างประเทศ ได้กล่าวถึงผลร้าย (Allelopathic Effect) ของต้นยูคาลิปตัสต่อพืชอื่นที่อยู่ร่วมกันเช่น ผลร้ายต่อการงอกของเมล็ดพืชชนิดอื่น การยับยั้งการเจริญเติบโต และการทำให้ผลผลิตลดลงของข้าว รวมทั้งอาจก่อผลร้ายสัตว์เล็กๆ ที่อยู่ร่วมกันในระบบที่เรามักมองไม่เห็นและไม่คาดคิดเช่น มาจากน้ำมันระเหยจากใบหรือสารพิษของพืชชนิดนี้
รวมถึงกระบวนการตรึงหรือจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของพืชเพื่อป้องกันโลกร้อนนั้น ต้องผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง แล้วก๊าซจะไปอยู่ในรูปของสารคาร์บอนเช่น เป็นเนื้อไม้ ใบไม้ รากไม้ โดยไม่มีการเผา หรือการย่อยสลายให้คาร์บอนไดออกไซด์กลับสู่บรรยากาศอีก
ดังนั้นการนำไม้ไปใช้งานหรือฝังอยู่ในดิน ในป่าพรุ หรือแหล่งฟอสซิลรวมทั้งแหล่งก๊าซและน้ำมัน คือการยึดก๊าซเรือนกระจกชนิดนี้เอาไว้ การนำมาใช้หรือเผาผลาญ ดังทุกวันนี้ไม่ได้ช่วยเลย หากไม่รู้จักการอนุรักษ์
ที่มา คอลัมน์ Active Opinion หน้า 26 มติชนรายวัน 18 ก.พ. 51