หมดเดือนแรกของปีใหม่ไปกับความเจ็บปวดจากอาการกำเริบของโรคเกาต์ พอข้อเท้าขวาเริ่มบรรเทา พอจะได้ออกวิ่งสักวันก็ถึงคราวข้อนิ้วซ้ายกำเริบขึ้นมาอีก เอาเป็นว่าหนาวนี้ไม่ได้ดื่มด่ำความหนาวด้วยการออกไปวิ่งเลย กลับต้องมานั่งหาเสื้อกันหนาวหนาๆ มาใส่แล้วอดทนต่อไปแทน
พอจะเริ่มออกวิ่งได้ความหนาวก็หายไปเสียแล้ว วันพุธแล้วถึงได้เริ่มวิ่งอีกครั้ง หมดหวังที่จะทำระยะให้ได้สองร้อยกิโลในเดือนแรก ไม่เป็นไร ผลัดไปเดือนหน้าแทนก็แล้วกัน
พอลองวางแผนให้ว่ิงให้ถึงร้อยกิโลแทน ก็กลายเป็นต้องหยุดวิ่งตอนเย็นไปสองวัน ถึงขาดระยะไปเพียงสิบกิโลเท่านั้นเอง
แถมพอจะลองวิ่งให้ถึงระยะแปดกิโลสักหน่อยก็ดูเหมือนข้อหัวเข่าจะส่งสัญญาณประท้วงว่าอย่าเพิ่งหักโหม เพิ่งกลับมาวิ่งต้องค่อยๆ เพิ่มระยะไปทีละน้อย
น้ำหนักตัวชั่งเมื่อเช้ายังคงอยู่ที่แปดสิบเก้ากิโล แต่ตลาดระยะเวลาที่ผ่านไปโดยไม่ได้ออกกำลังก็ยังสังเกตตัวเองได้ว่าสามารถใส่กางเกงขายาวได้อย่างไม่คับเอวจนเกินไป ช่วยให้คลายความกังวลไปได้มากเลย
สิ่งที่ต้องเคร่งครัดมากเป็นพิเศษก็คงหนีไม่พ้นเรื่องอาหารการกินที่จะทำให้อาการเจ็บข้อกลับมาอีก บอกตัวเองตลอดเวลาเหมือนกันว่าจะต้องแข็งใจไว้ เพียงกำเริบอีกนิดเดียว จะกระทบกันงานมากมายเป็นโดมิโน
แต่สิ่งที่ต้องทดลองก็คือการลดปริมาณยาที่กิน หากสามารถลดได้โดยไม่ทำให้เจ็บข้อเหมือนเดิมก็คงดี เพราะเริ่มจะมียาที่ช่วยรักษาอาการเจ็บคอเข้ามาเสริมทัพอีก ในช่วงหนาวเหน็บ วันไหนใช้เสียงมากก็ส่งผลถึงกับพูดไม่มีเสียงมาแล้ว
งานที่ตั้งใจไว้จะได้เริ่มต้นนับหนึ่งให้ก้าวหน้าไปได้เสียที…

