รายการผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย

โดย บริษัท ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย จำกัด
www.thaiherbinfo.com

1. ยาอมมะแว้ง (รสดั้งเดิม และ รสบ๊วย)
สรรพคุณ แก้ไอ ขับเสมหะ

2. ขมิ้นชันแคปซูล
สรรพคุณ ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ

3. ฟ้าทะลายโจรแคปซูล
สรรพคุณ แก้เจ็บคอ ลดไข้จากการอักเสบ

4. โลชั่น และ สเปรย์กันยุงตะไคร้หอม
สรรพคุณ ใช้ป้องกันยุง

5. ครีมไพลจีซาล
สรรพคุณ แก้ปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก บวมช้ำ

6. ครีมพญายอ
สรรพคุณ ทาแก้เริม งูสวัด

7. กลีเซอรีนพญายอ
สรรพคุณ ทาแผลในปาก (แผลร้อนใน)

8. ครีมบัวบก
สรรพคุณ ทารักษาแผลสด ฆ่าเชื้อ

9. ครีมพลูจีนอล
สรรพคุณ แก้ผื่นคัน ผิวหนังอักเสบ

10. เจลว่านหางจระเข้
สรรพคุณ รักษาแผลไฟไหม้ แพ้แดด

11. เจลพริก
สรรพคุณ แก้ปวดข้อ ชาปลายมือปลายเท้า

12. สารสกัดใบแปะก๊วย (เมมโอ-จี)
สรรพคุณ เสริมความจำ

13. สารสกัดถั่วเหลือง (ฟลาว่าซอย)
สรรพคุณ ป้องกันภาวะกระดูกพรุน

14. สารสกัดกระเทียม (โคไฟบริน)
สรรพคุณ ลดไขมันในเลือด

15. ชาชง ชุมเห็ดเทศ
สรรพคุณ เป็นยาระบายอ่อนๆ

16. เครื่องดื่มเห็ดหลินจือสกัดชนิดชง
สรรพคุณ บำรุงสุขภาพ

17. ซินนามอลแคปซูล
สรรพคุณ บำรุงสุขภาพ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

18. ยาแก้ไอน้ำดำมะแว้ง
สรรพคุณ บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ

19. ยาชง หญ้าหนวดแมว
สรรพคุณ เป็นยาขับปัสสาวะ

20. ซิมิราฟ
สรรพคุณ ลดอาการผิดปกติของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

21. กาแฟ U-CUP
สรรพคุณ กาแฟอะราบิก้า ผสมสมุนไพรเพื่อบำรุงสุขภาพ

22. จีพีโอ เคอร์มิน
สรรพคุณ บำรุงผิวหน้า ช่วยคืนความชุ่มชื้นแก่ผิวหน้า และต้านอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุของผิวแก่ก่อนวัย

23. ครีมกระชับทรวงอก เอสธิกา
สรรพคุณ กระชับทรวงอก บำรุงและเพิ่มความชุ่มชื้น ให้แก่ผิว

24. AESTHECA HAND & NECK CREAM
สรรพคุณ บำรุงผิวให้นุ่มนวล ขาวเนียน ลดรอยเหี่ยวย่นที่มือ และคอปราศจากสารเคมีที่ใช้กัดสีผิว

รายการถึงวันที่บันทึกนี้เท่านั้น

อย่าอินเทรนด์จนเหนื่อย

ผมนั่งอ่านบทความนี้ซ้ำอีกครั้งเพราะประทับใจกับคำอธิบาย คำแนะนำ คำทักท้วง ที่น่านิยมจากคุณนันทขว้าง สิรสุนทร นักเขียนที่ผมยอมรับว่ามีอิทธิพลต่อระบบความคิดของผมอยู่พอสมควร เว้นเสียแต่ว่าผมไม่อาจจะไปเป็นเด็กผีกับพี่แกได้ เพราะผมเป็นเดอะค็อปโดยกำเนิด ฮา…

บทความนี้ช่วยทำให้ผมเข้าใจคำหมายของคำว่าแฟชั่น Fashion หรือ เทรนด์ Trend ด้วยปัญญามากขึ้น ไม่ได้ทำความเข้าใจเพื่อก้าวตามมันให้ทัน แต่เพื่อรู้เท่าทันมัน

อย่าอินเทรนด์จนเหนื่อย
โดย นันทขว้าง สิรสุนทร

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา มีคนเขียนหนังสือหลายคนบ่นๆ ว่า เดี๋ยวนี้เวลาไปเดินในบางพื้นที่ของกรุงเทพมหานครแล้ว จะรู้สึกว่า ไม่ใช่ “พื้นที่ของตัวเอง” คือเดินไปแล้วก็งงกับบริบทต่างๆ งงกับภาพและเสียง งงกับวัฒนธรรมสมัยใหม่ ที่อาจจะอีนุงตุงนัง และรุมเร้าจนคนปกติแบบหนึ่ง ไม่สามารถทำความเข้าใจหรือสื่อสารได้

จริงๆ มันก็เป็นเรื่องของ “ยุคสมัย” ผมคิดว่าเด็กรุ่นนี้ ที่เชี่ยวชาญเรื่องการสามารถอยู่กับวัฒนธรรม 4-5 อย่างพร้อมกันได้ (เขียนการบ้าน ฟังเพลง คุยกับเพื่อน และหันไปแวะเล่น msn นั้น อีกสัก 10 ปี 15 ปี ก็อาจจะมีสภาพไม่ต่างจากคนรุ่นก่อนหน้าเขา)

แต่อย่างหนึ่งที่ปี 2006 เหวี่ยงคนทุกแบบพร้อมกันผ่านสื่อต่างๆ ทั้งสื่อในกระแสหลัก และสื่อที่ฝรั่งเรียกว่า แอมเบรนซ์ มีเดีย หรืออะไรก็ตาม ที่จะหยิบจับมาประยุกต์โฆษณาได้นั้น ก็คือ การทำให้สังคมมีความรู้สึกว่า จะต้องเสพเทรนด์ (trend) อย่างใดอย่างหนึ่ง

เทรนด์ของสี เทรนด์ของร้านกาแฟ เทรนด์ของดีไซน์ และเทรนด์ของสถานที่เที่ยว

การเติบโตของการตลาดแบบนี้ ก็คือ การมีมากขึ้นของ free copy ที่มากหัวและมีเนื้อหาโฟกัสที่การดื่มเที่ยวทุกสัปดาห์ แต่น่าคิดนะว่า “เทรนด์จัดสร้าง” ที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นนั้น เมื่อดูจากอายุขัยแล้ว ก็มีช่วงเวลาสั้นๆ

เหมือนโฆษณามือถือแหละครับ เล่นเรื่องนอกกรอบแล้ว ก็เล่นเพื่อนสนิท เล่นเพื่อนสนิทแล้วก็เล่นเรื่องการทำตามความฝัน ก่อนจะไปจบที่การเดินทางตามหาตัวตน

คนที่เหนื่อยก็คือคนที่วิ่งตามการตลาดแบบนี้ สะสมแต้มไปเรื่อยๆ กับอารมณ์ที่โฆษณาคิดออกมาเล่น ทั้งๆ ที่พอถอยออกมามอง เราก็พบว่าจะเป็นเทรนด์แบบไหนนั้น มันก็คือเทรนด์จัดสร้าง ไม่ใช่เทรนด์ธรรมชาติ

พฤติกรรมที่เรากำลังพูดถึงนั้นก็คือส่วนหนึ่งของการสร้างเทรนด์ (trend) ของนักการตลาดเพื่อเอาสตางค์เด็กๆ นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ ลมของเทรนด์กลายเป็นทิศทางใหม่ที่พัดพาอย่างรุนแรงในสังคมไทยและโลกยุคใหม่ หลายอย่างที่ไม่เคยเป็นเรื่องของเทรนด์ก็ถูกจัดสร้างให้เป็นเรื่องของกระแส (ซึ่งแสนจะเปราะบางและอ่อนไหว)

น่าสงสัยว่าพฤติกรรมเหล่านี้ เกิดขึ้นจริงๆ โดยตัวมันเอง หรือถูกทำให้เกิดด้วยวิธีการทางมาร์เก็ตติ้งบางอย่าง แล้วหลังจากคิดไตร่ตรองดูแล้วก็ได้ผลสรุปของผมว่าเป็นอย่างหลัง

การตลาดที่มุ่งขายเทรนด์เพียงอย่างเดียว มีจุดเสียและเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างหนึ่งก็คือ วิธีการแบบนี้จะสร้างให้คนกลุ่มหนึ่งอยู่กับชีวิตที่เป็นเรื่องของ ‘อารมณ์-ความรู้สึก’ มากกว่าที่จะอยู่กับเรื่องของเหตุผลกำกับเป็นหลัก

สิ่งที่เทรนด์มักจะทิ้งไว้เสมอหลังจากถึงเวลาขาลงแล้วก็คือ ความว่างเปล่าและการไม่พบความจริงอันใดหลังจากนั้น เพราะกลุ่มผู้ที่ตกเป็นเหยื่อไม่ได้มีโอกาสให้หยุดคิด ตื่นนอนขึ้นมาจนถึงออกจากบ้าน เจอแต่สิ่งเร้าที่จะชักชวนให้เข้าไปอยู่ในกระแส

ถามตัวเองว่า แล้วเทรนด์เป็นคำตอบของอะไรไหม นอกจากอารมณ์แบบรู้สึกทันสมัย รู้สึกว่าเท่ มีเกรดและไม่เอาท์ ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่เทรนด์ต่างๆ ได้สร้างความเข้าใจผิดให้กับคนรุ่นใหม่ก็คือ ภาพมายาของการรู้สึกไปเองว่าตกสมัย ไม่ทันโลก

การตลาดชอบใช้ความชอบธรรมอ้างถึงการตกสมัยหรือไม่ทันโลก มีอะไรก็อ้างถึงการไม่ทันโลก ทั้งที่ถ้าใครบางคนได้หยุดคิด ถอยออกมาจากกระแสสักหน่อยก็จะพบว่า ที่ว่าทันโลกนั้นน่ะ ทันแน่หรือนาย หรือทันจริงๆ แน่หรือ

มันเหมือนกับสินค้าบางอย่างที่ใช้คำว่าทางเลือกขึ้นมาเป็นธงแล้วโบกไหวๆ ราวกับเป็นธงชาตินั้นแหละ พอได้หยุดคิดและทบทวนก็จะพบว่า ทางเลือกที่เขาบอกๆ กันมา เอาเข้าจริงๆ แล้วเป็นทางเลือกจริงนั่นแหละ แต่เป็น ‘ทาง’ ที่เขาได้ ‘เลือก’ มาเรียบร้อยแล้ว (ซึ่งก็คือคุณไม่ได้เลือกอะไรด้วยเลย)

มันไม่ผิดหรอกถ้าคุณจะอยู่กับเทรนด์ หรือใช้ชีวิตรื่นรมย์ตั้งแต่ลืมตาจนถึงนอนหลับ

แต่ถ้าถามตัวเองบ้างว่า ชีวิตที่ต้องเอาแต่เกาะเทรนด์นั้น มีอะไรกลับคืนมาบ้าง

บางทีเราอาจตกใจเมื่อเริ่มต้นคิด

จากคอลัมภ์เวทีวิพากษ์ เซ็คชั่นจุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ประจำวันที่ 2 มกราคม 2550

ลิขสิทธ์ของบทความเป็นของ นันทขว้าง สิรสุนทร แต่เพียงผู้เดียว

มุ่งพิจารณาความยึดมั่นถือมั่น

วันส่งท้ายปีเก่าของผมวันนี้ก็เป็นเหมือนวันอาทิตย์ปกติธรรมดาอย่างที่ผ่านๆ มา เช้ายังไม่ทันสว่างดีก็ออกไปปฏิบัติกิจอย่างเคย กลับมาบ้านก็ถือหนังสือพิมพ์เข้าห้องน้ำที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำที่รั่วมาจากใต้โถส้วม เป็นรอยรั่วที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนสายยางสำหรับหัวฉีดล้าง เห็นท่าไม่ค่อยน่าไว้ใจเสียแล้ว

เดินออกจากห้องน้ำ ก่อนที่จะไปกางหนังสือพิมพ์อ่านต่อบนโต๊ะกินข้าว …เดี๋ยวนี้เริ่มวันใหม่ด้วยหนังสือพิมพ์มากกว่าอีเมล์… ก็นึกขึ้นได้ว่าต้องเดินขึ้นตาชั่งเสียก่อน เข็มวิ่งขึ้นไปหยุดอยู่ไม่ถึงเก้าสิบห้ากิโลดี น่าจะประมาณเก้าสิบสี่กิโลครึ่ง เป็นอันว่าเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ตั้งนานแล้วว่าอยากให้น้ำหนักตัวอยู่ที่ไม่เกินไปกว่าเก้าสิบกิโลล้มเหลวไปตามเคย

สัปดาห์ที่ผ่านมา จู่ๆ ความหดหู่ก็แวะมาเยี่ยมเยียน คราวนี้มาพักค้างคืนด้วยอยู่หลายวัน พาลทำให้ความรู้สึกเฉี่อยชาไม่ค่อยอยากใช้กำลังกาย กำลังสมองทำอะไรสักเท่าไหร่ แน่นอนอาการต่อมาก็คือ emotional eating คราวนี้มีความคิดอยากจะปล่อยๆ มันไปตามอารมณ์ให้รู้แล้วรู้รอดไป อยากรู้นักว่าเดี๋ยวน้ำหนักมันจะขึ้นไปอีกเท่าไหร่ ทีจะให้ลงมันยากเย็นแสนเข็ญเสียจริง บทจะขึ้นมันไม่ฟังอะไรทั้งนั้นวิ่งพรวดพลาดล้ำหน้าไปเร็วกว่าจรวด ก็ยังดีที่ผลออกมาไม่ถึงกับเสียรูปมวยมากนัก

พยายามนั่งพิจารณาเพื่อนที่ชื่อหดหู่อยู่เหมือนกัน ก็ได้ความคร่าวๆ ว่า น่าจะเป็นผลพวงมาจากคู่แฝดที่ชื่อ คาดหวัง-ผิดหวัง ขนาดว่าคาดหวังไว้แล้วด้วยเหมือนกันว่าเดี๋ยวจะผิดหวังแน่ๆ ก็ยังไม่วายที่จะสะสม คั่งค้าง รบกวนจิตใจได้อยู่ ช่างแข็งแรงอะไรเช่นนี้

เมื่อวานไปงานศพที่วัดเทพศิรินทร์ ได้ฟังเทศน์ก่อนที่จะส่งผู้วายชนย์ขึ้นเมรุ ได้สติจากคำสอนเรื่องการยึดมั่นถือมั่น เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สร้างปัญหาต่างต่างนานาให้อยู่เสมอ เพราะมักจะยึดเอาเองว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นจะมีสุข จะต้องเป็นอย่างนี้จึงจะไม่ทุกข์ จึงต้องหมั่นพิจารณาให้สามารถเข้าถึงธรรมให้ได้

โชคดีที่ร้านวัสดุก่อสร้างกลางซอยยังไม่ปิดวันนี้ ตอนสายๆ จึงได้ขอยืมประแจคอม้าจากข้างบ้านและเดินออกไปซื้ออะหลั่ยมาซ่อมแซมปัญหาน้ำรั่วในห้องน้ำให้สำเร็จไปได้

สารพัดปัญหาที่พลัดกันเข้ามารบกวนความสงบสุขของชีวิต ต้องจัดการด้วยสติและปัญญาให้ลุล่วงไป ผลที่ได้ก็คือความสงบสุขที่ต้องการนั่นเอง

ตอนนี้สงสัยว่ากำลังยึดมั่นถือมั่นกับการลดน้ำหนักอยู่หรือเปล่า เดี๋ยวความเครียดก็มาแวะเยี่ยมอีก ไหนจะความหดหู่อีกด้วยกัน

ฝันที่เป็นจริงหรือไร

มันคือฝันที่เป็นจริงหรือไร สามสี่วันที่ผ่านมานี้ผมได้เห็นอากาศเย็นระดับสิบเก้าองศาจากตัวเลขบนหน้าจอของเจ้าปรอทดิจิตอลในบ้านผมเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ขณะที่ผมเพิ่งบ่นคิดถึงไปเมื่อสัปดาห์ก่อน

เช้านี้อาการคันสมองเกิดขึ้นขณะที่ออกเดินไปปฏิบัติกิจในซอยที่ต้องอาศัยแสงจากเสาไฟส่องทางว่า น่าจะลองวัดอุณหภูมินอกบ้านบ้าง กลับเข้ามาถึงพาเจ้าปรอทตัวเก่งไปยืนท้าความหนาวเย็นกลางแจ้ง

ช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงที่มันยืนท้าลมหนาวอยู่ตรงนั้น อุณหภูมิทิ้งตัวลงไปอย่างแรงจนถึงสิบสี่องศา ไม่เกี่ยวอะไรกับหุ้นที่ตกไปเป็นร้อยจุดเมื่อวันก่อนที่ชวนให้สมน้ำหน้าพวกค้ากำไร แต่นี่เป็นอุณหภูมิที่ผมไม่เคยเห็นเลยในช่วงสิบปีที่ผ่านมาของกรุงเทพมหานคร จากนั้นก็พาปรอทตัวเก่งกลับเข้าในตัวบ้าน สักพักก็วิ่งขึ้นไปหยุดอยู่ที่สิบแปดองศา ไม่เกี่ยวอะไรกับค่าเงินบาทต่อเงินสหรัฐฯ ที่ต้องจ่ายมากขึ้น ตามคำเรียกร้องของคนที่ไม่เคยพอใจเมื่อเสียประโยชน์ แต่เฉยเมยเสมอเมื่อได้ประโยชน์

สัปดาห์ที่ผ่านมาอากาศในกรุงเทพเย็นลงไปกว่าเดิมอีก ไม่ได้ช่วยเร่งให้อยากออกกำลังกายแต่อย่างใด เพราะตั้งใจไว้เองอยู่แล้วว่าจะเริ่มออกกำลังอีกครั้ง เริ่มต้นด้วยการเดินต่อเนื่องนานประมาณสี่สิบนาทีถึงหนึ่งชั่วโมง เจ้าไอพ็อดตัวน้อยมีส่วนช่วยเสริมสร้างบรรยากาศได้ไม่น้อย จากนั้นก็มาลุกนั่ง sit-up สองถึงสามชุด ชุดละยี่สิบครั้ง กล้ามเนื้อหน้าท้องระหว่างวันเริ่มตึงตัว สนุกดี และจบด้วยการยกน้ำหนักหกกิโล ห้าถึงสิบชุด ชุดละสิบสิบครั้ง ทั้งแขนซ้ายและแขนขวา แต่กล้ามเนื้อแขนนี่ไม่ตึงแล้ว สงสัยต้องเพิ่มให้หนักขึ้นไปอีก

เริ่มเรียนรู้แล้วว่าการสร้างกล้ามเนื้อนี่เองที่จะเป็นการจุดไฟในเตาเผาภายในร่างกาย เพราะกล้ามเนื้อเหล่านี้จะต้องใช้พลังงานในระหว่างวัน ยิ่งมีกล้ามเนื้อมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งใช้พลังงานมากขึ้นอีก

แต่เรื่องหนึ่งที่ตามมาก็คือ ดันไม่สามารถคุมอาหารมื้อเย็นได้ดีเท่าที่ควร แม้จะเปลี่ยนเป็นไม่กินอาหารหนัก กลับกลายเป็นกินอาหารเล็กๆ น้อยๆ หลายอย่างเข้าไปแทน ดีที่เช้านี้ชั่งน้ำหนักแล้ว พยายามมองเข้าข้างตัวเองว่ายังคงอยู่ที่เก้าสิบสี่กิโลอยู่เหมือนเดิม

อากาศที่เย็นฉ่ำจะคงอยู่ต่อไปถึงกลางเดือนหน้าตามคำพยากรณ์หรือไม่ ไม่รู้ รู้แต่ว่าหลังจากออกกำลังกายแล้ว ต้องคุมอาหารมื้อเย็นให้อยู่ด้วย เพราะเพื่อนชื่ิอท้องร้องอยากคุยด้วยตอนกลางคืน

ไม่เกี่ยวอะไรกับความโลภของพ่อค้าที่สนใจแต่ความมั่งคั่งของตัวเอง ไม่เคยเห็นสนใจว่าสังคมจะแย่ลงแต่อย่างไร ธุระไม่ใช่

a silent scream from inside.