บนความเคลื่อนไหว : จิตสำนึกเสียภาษี

หนังสือพิมพ์กรุงเ้ทพธุรกิจวันนี้ตีพิมพ์ข้อความน่าสนใจไว้ว่า

บนความเคลื่อนไหว : จิตสำนึกเสียภาษี

พูดกันมากเรื่องจริยธรรมทางการเมือง เกี่ยวกับการขายหุ้น 73,000 ล้านของชินคอร์ป โดยไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียว ทำให้ต้องย้อนกลับไปพลิกเอกสารทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับจิตสำนึกเรื่องการเ สียภาษีเพื่อพัฒนาชาติบ้านเมือง

พลันก็ไปพบหนังสือชื่อ “ประชุมกฎหมายมหาชนและเอกชน” ของ ท่านปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งจัดพิมพ์โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ.2526 หน้า 155 เป็นสำเนาลายพระราชหัตถเลขาของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 15 เมษายน รัตนโกสินทร์ศก 131 โดยหนังสือของท่านปรีดี คัดมาจากหนังสือ “ลักษณะจดหมายราชการ” ของ “พระยาอินทราธิบดี” อีกที

สำเนาลายพระราชหัตถเลขาที่ทรงมีถึงเจ้าพระยายมราช ความว่า “ด้วยแต่ก่อนๆ มา การเก็บภาษีที่ดินและโรงร้าน กรมพระคลังข้างที่ยังไม่ได้เคยเสียภาษีให้กับเจ้าพนักงานสรรพากรเลย บัดนี้ ฉันมาไตร่ตรองดูเห็นว่าทรัพย์สมบัติของฉันทั้งหลายที่เป็นส่วนตัว ก็เท่ากับเป็นทรัพย์สมบัติของคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่เหตุใดฉันมาเอาเปรียบแก่คนทั่วไป ซึ่งดูไม่เป็นการสมควรเลย ส่วนของๆ ผู้อื่นจะไปเก็บเอากับเขา ของๆ ตัวเองจะเกียจกันเอาไว้ เพราะคนธรรมดาทั่วไปใครที่มีทรัพย์สมบัติเป็นที่ดินหรือโรงร้าน เมื่อถึงคราวที่เจ้าพนักงานจะเก็บภาษี เขาก็ต้องเสียภาษีให้กับเจ้าพนักงานตามส่วนมากและน้อยของทรัพย์สมบัติที่เขา มีอยู่

ตัวฉันเอง ถ้านอกจากในทางราชการแล้ว ฉันก็ถืออยู่ว่าฉันเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ทรัพย์สมบัติของฉันที่มีอยู่ก็นับว่าเป็นส่วนมาก ถ้ารัฐบาลจะแบ่งผลประโยชน์ของตนที่ได้มาจากทรัพย์สมบัติทั้งหมดนั้นบ้าง ฉันก็มีความยินดีเต็มใจที่จะเฉลี่ยให้เป็นการอุดหนุนชาติและบ้านเมืองอย่างค นสามัญด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอให้เจ้าพระยายมราชเก็บภาษีอากรในที่ดินและโรงร้าน ซึ่งนับว่าเป็นสมบัติของส่วนตัวฉันเองอย่างเช่นที่ได้เคยเก็บมาจากคนอื่นๆ ทั่วไปนั้น”…

บรรพกษัตริย์ ยังทรงห่วงใยประเทศชาติมากกว่าพระองค์เองทั้งที่สถานะทรงอยู่เหนือคนธรรมดาทั่วไป

อ่านแล้วเป็นไง…

๑๐๐ ปีชาตกาลสองผู้ยิ่งใหญ่ของไทย

เช้านี้ขากลับจากบางลำพูก็ต้องผ่านคุรุสภาอีกเช่นเคย ที่สะดุดมโนสำนึกอีกครั้งในวันนี้ก็คือป้ายขนาดใหญ่เป็นรูปของชายสองคนที่เป็นกัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน เป็นคนที่ผมเคารพนับถือ และด้วยข้อความกำกับ

ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ วาระ ๑๐๐ ปี กุหลาบ สายประดิษฐ์ อยู่ด้านซ้ายมือ

ส่วนด้านขวามือว่า ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ วาระ ๑๐๐ ปี พุทธทาสภิกขุ (เงื่อม อินทปัญโญ)

ทั้งสองท่านได้รับการยกย่องโดยองค์กรระดับโลกถึงคุณูประการของท่าน

ศรีบูรพาหรือกุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ทางโลก อีกทั้งยังเป็นักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ที่ผมเคารพนับถือ

ท่านพุทธทาส เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในทางธรรม เป็นชาวสุราษฏร์โดยกำเนิดเช่นเดียวกับพ่อของผม และหนังสือคู่มือมนุษย์เป็นหนังสือที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผมครั้งที่สองหลังจากที่พลาดโอกาสในการบวชเรียนเพราะเกิดอุบัติเหตุเสียก่อน

ผมขอปวารณาตัวเองในการตั้งใจศึกษางานของท่านทั้งสองเพื่อเป็นหลักคิดในการดำเนินชีวิตของผมนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ดีใจที่น้ำตาลทรายขึ้นราคา

นั่งฟังวิทยุคลื่น FM 97 MHz Family Radio ตอนสายเวลาประมาณ 10 โมงกว่า ผู้ดำเนินรายการเล่าให้ฟังว่าท่านรู้สึกดีใจที่น้ำตาลขึ้นราคา ไม่ใช่เพราะมีส่วนได้ส่วนเสียกับอุตสาหกรรมน้ำตาล แต่เป็นเพราะท่านเป็นคนที่ชอบทำขนม ซึ่งส่วนผสมที่ให้ความหวานหลักก็คือน้ำตาลปี๊บ และ

ก่อนนี้ราคาน้ำตาลทรายต่ำ ขณะที่ราคาน้ำตาลปี๊บสูง พ่อค้าน้ำตาลปี๊บจึงนำน้ำตาลทรายมาผสมเพื่อขาย

นั่นคือจะได้กำไรต่อหน่วยสูงขึ้นนั่นเอง…เราคิดต่อและเข้าใจในบัดเดี๋ยวนั้น

พอน้ำตาลทรายราคาสูงขึ้น พ่อค้าน้ำตาลปี๊บก็จะไม่เอาน้ำตาลทรายมาผสมอีกเพราะไม่คุ้มทุน นั่นหมายความว่าจะได้รับประทานน้ำตาลปี๊บแท้ๆ 100 เปอร์เซนต์กันจริงๆ …นั่นเป็นการมองโลกในแง่ดี

แต่ผมว่าหากจะมองโลกของพ่อค้าแล้ว พวกเขาอาจจะใช้อย่างอื่นที่ถูกกว่าน้ำตาลทรายมาผสมก็ได้โดยไม่สนใจว่าจะมีผลต่อสุขภาพของผู้ซื้อหรือไม่ …หรือว่านี่จะมองโลกในแง่ร้ายเกินไป

ท่านผู้ดำเนินรายการยังกล่าวต่อไปอีกว่า ควรจะยอมรับราคาน้ำตาลปี๊บที่สูงนั้นโดยดุษฎี เพราะอาชีพทำน้ำตาลปี๊บนั้นเป็นอาชีพดั้งเดิมที่คนสมัยใหม่ไม่ค่อยสนใจกันแล้ว ต่างพากันเข้าเมืองใหญ่เพื่อหางานอื่นที่มีค่าตอบแทนสูงกว่า ไม่อย่างนั้นการดำรงชีพจะอัตคัตนัก

เพราะฉะนั้น การจ่ายเงินมากหน่อยเพื่อซื้อน้ำตาลที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้านจริงๆ นั้นเป็นเรื่องน่าภูมิใจที่ได้ช่วยดำรงวิถีชีวิตของเขาไว้

หวังว่าในโลกแห่งความเป็นจริงจะยังคงมีน้ำตาลปี๊บ น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลเพชร แท้ๆ 100 เปอร์เซ็นต์จริงๆ อยู่ให้หามาทำขนมอร่อยๆ นานๆ …

Earn Respect

วันนี้นั่งฟังวิทยุของคุณโอวาทกับอาจารย์เสรีเป็น series เรื่อง A to Z for Personal Success ถึงอักษรตัว E พอดิบพอดี

Earn Respect of Others

ไม่ใช่ Demand Respect และอธิบายความว่าเราต้องทำให้ผู้คนเขาเห็นคุณค่าในตัวเราแล้วเขาจะยอมรับเราเอง ไม่ใช่เรียกร้องต่างต่างนานาให้เขายอมรับในตัวเรา

ได้ใจไปในบัดดล เพราะช่วงนี้อัตตาของเราสูงมาก ต้องการให้ผู้คนเขาพูดกับเราดีๆ ขอร้องให้เราช่วยเหลือ ใหญ่มากใช่ไหม…ฮึ…??????

เราต้องทำให้เขาเห็นคุณค่าในตัวเรา เราต้องเป็นฝ่ายลงมือทำ ไม่ใช่เรียกร้อง เข้าใจไหม…!!!!!!

…ครับ…บันทึกไว้ในดวงจิตทันที

เฮ้อ…ต้องคอยทบทวนหลักคิดเหล่านี้อยู่เสมอแล้ว…เนิ่นนานเข้าก็เริ่มหย่อนยานแน่

ขำขำ: คำขวัญวันเด็กปี 2006

หลังจาก Keynote เมื่อเช้าวันอังคาร ขณะที่สตีฟเดินเข้าหลังเวที ผมได้มีโอกาสแวะเข้าไปทักทายและขอบคุณความพยายามของทีมพัฒนาที่ได้ทำงานกันอย่างหนักมาตลอด

คำถามแรกที่ผมลองแซวพี่แกดูก็คือว่าทำไมงานนี้ไม่มี iPod ใหม่เลย พี่แกก็ตอบกลับมาว่านี่มันงาน MacWorld น่ะครับ และก็ยิ้มๆ แบบเสลดติดคอ เป็นที่รู้กันระหว่างเราสองคน

หลังจากได้คุยกันสักสองสามนาที ผมก็ได้ขอให้พี่เขาฝากคำขวัญวันเด็กมาให้เด็กไทยสักหน่อย แกก็ไม่ขัดข้องเพียงแต่ขอบอกว่าพี่ได้พูดมาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว หวังว่าจะยังคงมีพลังมากกว่าการนั่งดูเลียเลยตี๋โชว์สัปดาห์หน้า พี่สตีฟ จ็อปส์ฝากมาว่า

…Stay Hungry. Stay Foolish. (จงใฝ่รู้อยู่เสมอ จงทำตัวโง่อยู่เสมอ)

และแนะนำให้ลองหาคำพูดที่พี่พูดไว้มาอ่านดู ดีกว่าจะไปนั่งเฝ้าหน้าโทรทัศน์เป็นไหนๆ

จึงขออนุญาตินำมาฝากกันตรงนี้ อีกครั้ง

ขำขำครับ….

a silent scream from inside.