Louise Dean : การเขียนหนังสือคือความท้าทาย

เธอมองว่าการเขียนนวนิยายเสมือนผ้าที่ปกคลุมร่างกาย เหมือนการพยายามอธิบายชีวิตของคนคนหนึ่งด้วยการใช้นิ้วคลำไปมาบนผืนผ้านั้น หลุยส์ได้ฝากคำแนะนำสำหรับนักเขียนใหม่ไว้หลายประการ เช่น

  • อ่านให้หลากหลายและอ่านให้มากๆ
  • กระบวนการนำเข้าและนำออก กล่าวคืออ่านตอนกลางคืน และคุณจะเขียนได้ในตอนเช้า
  • ใช้เวลาฝึกตัวเองนานๆ รักงานสร้างสรรค์ นั่งเขียนอย่างเข้มงวด ด้วยลมหายใจที่โล่งปลอดโปร่ง มันเป็นเรื่องของความรักที่ยืนนาน
  • การเขียนเสมือนการฝึกขับถ่าย ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ในเวลาเดียวกันของทุกๆ วัน และใช้กระดาษจำนวนมาก!
  • อ่านสิ่งที่บรรดานักเขียนพูดถึงการเขียน โดยเฉพาะเฮมิงเวย์ กรีนน์ และจอร์จ ออร์เวลล์
  • อย่าเข้มงวดกับตัวเอง แต่จงเข้มงวดกับการเขียน เช่น เคยมีนวนิยายเรื่องที่ 3 ที่หลุยส์วางโครงเรื่องไว้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับจิตแพทย์คนแรกที่เคนยาใน ปี 1930 ซึ่งเธอได้เตรียมการสัมภาษณ์ทั้งจิตแพทย์และผู้ป่วย โดยคาดว่าคงจะต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปีในการรวบรวมข้อมูลทั้งหมด

หลุยส์ยืนยันว่าสำหรับเธอแล้วการเขียนหนังสือแต่ละเล่มคือความท้าทาย

ที่มา จุดประกายวรรณกรรม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2550

เดินหน้าให้ได้ตามแผน

เช้านี้อากาศเย็นลงอีกระลอกหนึ่ง ตลอดทั้งวันก็ไม่ร้อนอบอ้าวเลย อยากให้อากาศเป็นอย่างนี้ทั้งปีเลยจะประเสริฐมาก

แต่เข็มตาชั่งเข้านี้ดูท่าจะวิ่งเลยเก้าสิบห้ากิโลแล้วด้วยสิ กาแฟแก้วหนึ่งที่เพิ่งหมดไปเพราะลืมขึ้นตาชั่งก่อนนั้นคงไม่เกี่ยวกระมัง …พักนี้ต้องเพิ่มกาแฟอีกแก้วในภาคบ่าย เป็นไปตามที่คาดไว้ว่า เมื่อต้องผึ่งมัน ก็คงต้องเพิ่มมันขึ้นเรื่อยๆ ไปด้วย นี่มันยาเสพติดชัดๆ

สัปดาห์ที่ผ่านมานอกจากจะไม่ยอมออกกำลังกาย เพราะดันมีฝนตกตั้งแต่ต้นสัปดาห์ …นั่นเป็นข้ออ้าง แถมยังหยุดปากไม่ค่อยได้ตอนกลางคืน แต่ที่ตั้งใจว่าจะลุยอ่านนิตยสารที่ค้างอยู่ให้หมด ก็สามารถทำได้สำเร็จดังตั้งใจ จึงคิดว่าแผนสำหรับสัปดาห์ต่อไปไว้เหมือนกัน

ตั้งใจว่าในหนึ่งวัน ช่วงเช้า อ่านหนังสือพิมพ์ ติดตามข่าวสารทั้งหมด อ่านนิตยสาร กลางวัน ทานมื้อเที่ยงแล้วพักผ่อนและอ่านนิตยสารจนถึงบ่ายสอง ตั้งแต่บ่ายสองถึงสี่โมงเย็น อ่านหนังสือเรียนมสธ. สี่โมงเย็นถึงห้าโมงครึ่ง ออกกำลังกาย หลังพักเหนื่อยก็เป็นมื้อเย็น หัวค่ำ ติดตามข่าวสารอีกสักหน่อย ก่อนนอน อ่านหนังสือเรียนมสธ. อีก

จริงแล้วยังมีหนังสือ pocket book และหนังสือเรื่องของ programming อีกหลายเล่มรออยู่เหมือนกัน ไหนจะงานพัฒนาเว็ปทั้งเนื้อหาและระบบอีก คงต้องค่อยแบ่งเวลาเพื่อทำทั้งหมดนั่นจะได้ก้าวหน้าในทุกด้าน

วางแผนแล้วจะเป็นตามแผนหรือไม่ อยู่ๆ ก็รู้สึกขี้เกียจขึ้นมาอีกแล้วเหมือนกัน แต่ต้องเดินหน้าทั้งหมดนั่นเพื่อความก้าวห้นาให้จงได้

กางโปสเตอร์เรื่องโปรแกรม 14 วันเพื่อเปลี่ยนเป็นคนใหม่แล้วก็รู้สึกอยากดำเนินการจริงๆ จังๆ เสียที สงสัยต้องรอให้สอบเสร็จเสียก่อน …เฮ้อ

จะลดความอ้วนอย่างไรต่อไป

เช้านี้เด้งตัวขึ้นจากที่นอนได้ตั้งแต่กริ่งแรกของนาฬิกาปลุกโดยไม่รู้สึกงัวเงียมากมายกว่าที่เคย ทั้งๆ ที่เมื่อคืนก็นอนตั้งสี่ทุ่มครึ่ง และหลับยาวแบบม้วนเดียวจบ แถมเช้านี้หลังดื่มกาแฟแล้วก็ไม่มีอาการเสาะท้องเหมือนเมื่อสองวันที่ผ่านมาหลังกลับมาดื่มมันอีกครั้ง คงเป็นเพราะเช้านี้ได้ลดปริมาณผงกาแฟลงด้วยหรือไรก็ไม่แน่ใจ

ดีใจที่ผลการชั่งน้ำหนักไม่กระฉูดไปกว่าเก้าสิบห้ากิโล แม้ว่านิสัยการกินจุบจิบตอนกลางคืนจะกลับมา แถมเมื่อวันพฤหัสมีการแวะไปทานบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่น อีกทั้งตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ออกกำลังกายเลย

แต่ก็ได้เริ่มอ่านหนังสือ Body Intelligence ที่ซื้อมาตั้งนานแล้ว หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เคล็ดลับการขจัดไขมันส่วนเกิน แต่เป็นคู่มือจิตวิทยาที่บอกให้เราเข้าใจตัวเองว่าทำไมเราจึงอ้วน แม้จะอ่านไปได้เพียงบทเดียวก็ได้ความหลายอย่าง เช่น
– หลังจากทำแบบทดสอบเรื่อง Restrain Eating พบว่าตัวเองเข้าข่าย และคนที่เข้าข่ายจะมีนิสัยกินสั่งลาเพื่อเริ่มโปรแกรมลดน้ำหนักครั้งใหม่
– ด้วยธรรมชาติของมนุษย์ เป็นธรรมดาที่กลไลการเอาตัวรอดจะทำงานด้วยการสะสมไขมัน
– ธรรมชาติระดับยีนส์ในร่างกาย มีผลต่อความอ้วน แต่เป็นผลเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีกลไกอื่นๆ อีกที่เป็นปัจจัยสำคัญ

หนังสือเล่มนี้บอกไว้ว่าจะช่วยให้ผู้อ่านกินอาหารตามที่ต้องการได้โดยไม่รู้สึกผิด คงหมายถึงการกินตามธรรมชาติ ไม่ใช่ตามอารมณ์ ก็คงต้องอ่านต่อให้จบ ก็จะเข้าใจความหมายได้เอง

ตอนนี้เริ่มกลับมากินแคปซูลขมิ้นชันแล้ว จะได้เข้าไปช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร นึกขึ้นมาได้อีกสาเหตุที่น่าจะทำให้กระเพาะไม่สบายก็คือ สัปดาห์ก่อนสวาปามสัปปะรดเปรี้ยวๆ ไปมาก คงกัดกระเพาะน่าดู

เริ่มกลับมากินแคปซูลอบเชยด้วยเช่นกันเพราะต้องการความต่อเนื่อง ส่วนน้ำส้มแอปเปิ้ลไซเดอร์ ก็เปลี่ยนจากดื่มผสมน้ำเปล่าก่อนอาหารเช้า-กลางวัน ก็เปลี่ยนมาเป็นเติมน้ำผึ้งเข้าไปด้วย และดื่มหลังอาหารเย็น เพราะกลัวจะเสาะท้อง

สงสัยตัวเองเหมือนกันว่าจะลดความอ้วนอย่างไรต่อไป…

ค่อยๆ วางแผนและดำเนินชีวิตไปก็แล้วกัน

เช้านี้เข้าอีหรอบเดิมอีก ต้องกลับเข้าไปนอนต่อสะสมพลังงานเสียอย่างนั้น แต่เช้านี้ผมเห็นภาพของครอบครัวที่ตั้งใจร่วมกันทำบุญตักบาตรราวกับว่าเป็นวาระสำคัญในชีวิต ก็สมควรอยู่หรอกหากเพราะพวกเองคงหาความพร้อมเช่นนั้นได้ยากนัก เทียบกับผมที่เดินออกไปใส่บาตรตั้งแต่ยังไม่สว่างในวันหยุดสุดสัปดาห์เช่นนี้มาเป็นสิบปีแล้ว เป็นกิจวัตรปกติของชีวิต ไม่ได้คิดเปรียบเทียบเพื่อเสริมกิเลส เป็นการมองภาพชีวิตที่เห็นมา

ก่อนเดินกลับเข้าไปนอน ก็ได้จัดแจงตาชั่งน้ำหนักมาสอบทานให้รู้กันไป ได้ความว่าเก้าสิบห้ากิโลไม่ผิดเพี้ยน มีสิ่งบอกเหตุมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วที่รู้สึกว่าเข็มขัดรัดเอวมากกว่าเดิม จากนั้นก็นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่สักพักเพราะการได้เดินออกไปแต่เช้าทำให้ร่างกายตื่นตัวอยู่บ้าง และการอ่านหนังสือกลับกลายเป็นยานอนหลับขนานเอกไปเสียฉิบ

สัปดาห์ที่ผ่านมามีภาระกิจที่ตั้งใจทำให้สำเร็จอยู่บ้าง คอมพิวเตอร์สองเครื่องรออยู่ให้จัดการ ติดพันจนเลิกคิดจะออกกำลังกาย กินข้าวเที่ยงเสร็จก็มาขลุกอยู่กับเครื่องตลอดบ่าย ถือว่าได้ทำงานก็แล้วกัน ไม่ได้ละเลยเพราะขี้เกียจ

แต่ร่างกายมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งเกิดขึ้น เมื่อพบว่าท้องใส้ปั่นป่วนเอาการหลังจากมื้ออาหารที่ตามด้วยน้ำส้มแอปเปิ้ลไซเดอร์และกาแฟสด สัปดาห์ก่อนก็มีอาการลมสะสมมากมายในลำใส้ใหญ่ ที่ขนาดในนอนแล้วยังพยายามออกมาหาอิสรภาพนอกร่างกายอีก แถมยังมีอาการจุกเสียดที่ใต้ราวนมด้านขวา กลัวเหลือเกินว่าตับจะเป็นอะไรหรือเปล่า จึงตั้งใจว่าวันอาทิตย์นี้ต้องพักระบบย่อยอาหารด้วยการอด ทานแต่มะละกอ เมื่อวานจึงดั้นด้นไปซื้อถือตลาดสนามหลวง 2 เขตทวีวัฒนา ของเขาดีจริง สลับกับดื่มน้ำชาหญ้าหนวดแมวของรพ. เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่เพิ่งได้ทราบข้อมูลจากอาจารย์วีณา ทาง FM 97.0 MHz ว่าจะช่วยปรับสมดุลย์ของปัสสาวะ ช่วยอาการของคนที่มีระดับกรดยูริกในเลือดหรือเป็นโรคเกาต์ได้

แต่ก่อนจะถึงวันนี้ จำเป็นต้องหยุดทานน้ำส้มแอปเปิ้ลไซเดอร์ แคปซูลขมิ้นชันและอบเชยไว้ก่อนเพื่อคุมปัจจัย แต่ยังคงวิตามินซีเอาไว้ สงสัยเช้าวันพรุ่งนี้หลังจากเลิกอด คงต้องเพิ่มวิตามินซีอีกครั้งสักหน่อย

เท่าที่ใคร่ครวญอยู่หลายวัน ก็คิดเอาเองว่าสงสัยจะเป็นโรคกระเพาะ เมื่อใดที่กลืนอาหารที่เคี้ยวหยาบๆ ก็จะเกิดอาการวูบวาบขึ้นทันที สงสัยอีกว่าจะเกิดจากการดื่มกาแฟรองท้องตอนเช้าขณะอ่านหนังสือพิมพ์หรือเปล่า มันกัดกระเพาะตอนท้องว่างๆ หรือเปล่า สัปดาห์หน้านี้คงต้องพักการดื่มกาแฟต่ออีกสัปดาห์ ทั้งๆ ที่เพิ่งซื้อกาแฟตอยตุงมาลองดื่ม อีกทั้งการเคี้ยวอาหารต้องตั้งใจเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืนลงไป เพื่อไม่ให้กระเพาะต้องทำงานหนัก

ส่วนแผนการสำหรับสัปดาห์หน้าก็คงจะยังไม่ได้ออกกำลังกายอีก เพราะมีแผนงานมากมาย ต้องเดินทางไปหลายที่ มีแผนจะไปกินอาหารญี่ปุ่นแบบบุฟเฟต์ด้วย ต้องประกอบคอมพิวเตอร์อีกเครื่อง ก็คงเลือกทำกิจเหล่านั้นให้สำเร็จก่อน ดูไปเหมือนข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกายเสียจริง

ค่อยๆ วางแผนและดำเนินชีวิตไปก็แล้วกัน

และอีกอย่างหนึ่งเดินหน้าอ่านหนังสือเรียนมสธ. อย่างจริงจังได้แล้ว