Category Archives: monologue

วันนี้ได้สิ่งที่ต้องการดังหวังไว้

หากกล้ามเนื้อข้อเท้าขวาด้านหน้าหายสนิทเช้านี้คงได้เดินออกกำลัง นั่นเป็นคำแก้ตัว… เพราะเอาเข้าจริงก็ตื่นสาย หลังจากกลับเข้าไปนอนหลังต่อตอนราวๆ ตีห้า เนื่องจากปวดปัสสาวะอย่างแรงจนนอนต่อไปไม่ได้ ตื่นอีกทีก็ปาเข้าไปหกโมงครึ่งแล้ว

รับพรวันเกิดแบบย่อๆ จากแม่แล้วก็จัดการกิจส่วนตัวทั้งหลายให้เรียบร้อยก่อนจะออกไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

หลังจากเว้นวรรคงานหนังสือไปเมื่อคราวเดือนตุลาปีที่แล้วไปหนึ่งครั้ง คราวนี้คิดว่าจะไม่ซื้อหนังสือมากมายนัก เพราะหนังสือที่ซื้อมาสะสมไว้หลายปีดีดักยังไม่พร่องลงไปสักเท่าไหร่ เอาเป็นว่าปีนี้ทำสถิติซื้อน้อยเป็นประวัติการณ์สักหน่อย ต้องใช้พลังจิตไม่น้อยเลยนะนี่

มาถึงงานด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินราวๆ สิบโมงครึ่ง เปลี่ยนแผนการเดินงานแบบสวนทางกลับครั้งก่อนๆ เลยดีกว่า เพราะทุกครั้งที่มาจบที่บูธมติชนในโซนพลาซา ต้องผจญกับคลื่นมหาชนอยู่ร่ำไป ครานี้เริ่มที่นี่เอาเสียเลย ได้ผล… คนน้อยดี เดินดูอย่างทั่วถึงแล้ว หนังสือเข้าตามากมาย หักห้ามใจไว้ พลันก็พบกับป้ายประกาศของทางสำนักพิมพ์ว่าช่วงกลางปีจะมีงานครบรอบ 30 ปี มติชนที่นี่อีกครั้ง เข้าทางเลย วันนี้ไม่ต้องซื้อเลย เอาไว้มาดูอีกครั้งก็ยังไม่สาย

ต่อด้วยโซนซี มุ่งหน้าเต็มกำลังไปยังบูธของสำนักพิมพ์สร้างสรรค์วิชาการ เพื่อตามหาหนังสือ “เหมือนจะแพ้ แต่ไม่แพ้” โดยธรรมจักร สร้อยพิกุล เพราะเล่มที่อ่านไปราวสามรอบแล้วนั้นได้ส่งต่อไปยังเพื่อนสนิทคนหนึ่งแล้ว อยากหามาเก็บไว้เผื่อแจกใครที่อยากอ่าน ปรากฏว่า…ไม่มีวางเลย…

ไม่เป็นไรก็เดินต่อไป เพื่อหาหนังสือธรรมะตามใบสั่ง ระหว่างทางสำดุดกับบูธของสำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน เดินดูอยู่นานก็ได้หนังสือเรื่องการออกกำลังกายมาไว้เสริมความเข้าใจเรื่องนี้ จะได้พบความสำเร็จจริงๆ บ้าง ได้มาทั้งสำหรับต้วเองและเล่มหนึ่งเป็นคำแนะนำการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ เหมาะเลยสำหรับแม่

จบลงที่เพลนนารี่ฮอลล์ เดินไม่ทั่วหรอก ต้องการหาแต่สำนักพิมพ์ธรรมสภาเพื่อหาหนังสือพุทธประวัติ มาจบเอาปลายทางพอดี ขณะที่กำลังหาทางโยกย้ายชัยภูมิกลับไปยังสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ก็มาสะดุดกับ “ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า” โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ใจจริงอยากอ่านหนังสือชุด “นาร์เนีย” อยู่เหมือนกัน แต่ที่ว่าสะดุดเพราะมีการจัดวางหนังสือเล่มนี้เป็นมุมเฉพาะ มีให้เลือกชมทั้งแบบเล่มเล็กเหมาะสำหรับพกพา และเล่มใหญ่ตามมาตรฐาน พอจะทราบถึงข่าวสารข้อมูลเบื้องหลังการทำงานทั้งผู้แปลและสำนักพิมพ์มาแล้วบ้าง ก็ค่อนข้างประทับใจอยู่ หนังสือปกผ้าพิมพ์ลายเดินทอง จับแล้วสัมผัสได้เลยว่านี่คือหนังสือสำหรับนักอ่านผู้รักหนังสือโดยแท้ เล่มใหญ่ตัวหนังสือใหญ่ชัดเจนดี กะว่าจะให้แม่อ่านก่อน หลังสอบค่อยเจอกัน ในที่สุดก็เดินลงรถไฟฟ้าใต้ดินพร้อมกับมันอย่างสุขใจ

แผนต่อไปของวันคือไปเซ็นทรัล ลาดพร้าวเพื่อตามหารองเท้า Nike+ ที่บอกไว้

ฝนก็ตก รถก็ติด นี่แหละช่วงสงกรานต์ขนานแท้และดั้งเดิม จอดรถเสร็จก็ปรี่ขึ้นไปที่แผนกเครื่องกีฬา เห็นรองเท้า Nike+ วางอยู่สามรุ่น โดยมีเจ้า Air Zoom Moire วางเด่นอยู่ หลังจากพิจารณาแล้วก็เลือกเอารุ่นนี้เพราะเป็นรุ่นเดียวที่เป็นสีดำ ดีที่มีขนาดที่ใส่ได้ ลองใส่เบอร์ 11 เดินไปเิดินมาสักพักก็ตกลงใจ คนขายก็เข้าใจถามว่ามี Sport Kit ขายที่นี่ด้วยเหมือนกัน ไม่รอช้า ขอให้รีบจดมาหนึ่งกล่องโดยพลัน ก่อนจบสอยถุงเท้ามาสำรองไว้อีกคู่ ได้ส่วนลดรองเท้าด้วยสิบเปอร์เซ็นต์ แจ่ม…

เป้าหมายต่อไปคือ iPod nano จากร้านที่เล็งไว้ตั้งแต่เดินเข้ามาแล้ว ดีที่ร้านรับบัตรเครดิตโดยไม่คิดเล็กคิดน้อยจึงไม่ต้องจ่ายเงินสด

ปิดท้ายด้วยการลงไปซื้อขนมปังช็อคโกแลตกลับมาฝากแม่ และขนมปังโฮลวีตของตัวเอง

ในที่สุดก็ได้อุปกรณ์สำหรับออกกำลังกายครบถ้วนในแหล่งเดียว

  • รองเท้า Nike Air Zoom Moire ราคา 4,200 บาท ส่วนลด 420 บาท
    คงเหลือ 3,780 บาท
  • Nike+iPod Sport Kit ราคา 1,450 บาท
  • ถุงเท้า Adidas 130 บาท
  • iPod nano 2nd Gen 2GB ราคา 5,990 บาท

รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 11,350 บาท ประหยัดไป 290 บาท

รองเท้าเดินคงใส่เลยพรุ่งนี้ iPod nano คงต้อง burn in สักพัก หลังสงกรานต์คงจะได้เก็บสถิติกับจริงๆ เสียที

ขบคิดการศึกษา

นั่งอ่าน blog เรื่องล่าสุดของ อ.เดฟ ณ ThaiMacDev เรื่อง printf(“ถึงนักศึกษาที่รัก”); ด้วยความสนใจเรื่องการศึกษาเป็นทุนเดิมอยู่ จึงนิยมอ่านเรื่องราวที่อาจารย์แกพามาฝากอยู่เนืองๆ

และผมก็นิยมขบคิดในประเด็นนั้นๆ ต่อไปอีกด้วย ความว่า

หากการศึกษาบ้านเราเป็นสายพานการผลิต ครูก็เป็นแท่นพิมพ์ จะมีครูมากน้อยแค่ไหนที่เป็น QC Quality Control ไปด้วยในตัว จำนวนไม่น้อยเป็นได้แค่เพียง Inspector

แต่สุดท้ายแล้วกระบวนการทั้งหมด ต้องการ QA Quality Assurance เพื่อตอบสนองสังคมด้วยบัณฑิตใหม่ที่สามารถทำงานให้กับสังคมได้จริง ไม่เห็นแก่ตัว มุ่งมั่นพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ รองรับเรื่องใหม่ๆ ของโลกได้ และใช้ความรู้ใหม่ๆ นั้นกลับมาทำงานให้สังคมต่อไป

สังคมที่พยายามจะเป็นอุตสาหกรรมโดยที่ไม่เข้าใจตัวตนที่แท้จริง ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะขาดๆ เกินๆ ผิดฝาผิดตัวเช่นนี้แล

Continue reading ขบคิดการศึกษา

blog tag

ได้รับคำเชื้อเชิญให้เข้าร่วมมหกรรมบล็อกแท็กแห่งชาติจากนาย tum เพื่อนสนิทที่เข้าเรียนเทพศิรินทร์ด้วยกัน จนบัดนี้ก็ยังช่วยกันสร้างสรรเว็ป Freemac dot NET อยู่ เห็นผู้คนบนโลกไซเบอร์เขาสนุกสนานกับการส่งต่อการเขียนเรื่องของตัวเองที่ คนอื่นไม่รู้มาสัก 5 ข้อให้คนที่ยังไม่ถูกแท็กอีก 5 คน ในที่สุดก็ประสพกับตัวเองจนได้

กินลม ชมแม่น้ำ กันไหม?

เย็นวันนี้มีกิจที่รพ. ศิริราชอีกครั้ง จึงวางแผนจัดพิมพ์เอกสารเล่มไม่หนาไม่บางด้วยเครื่องพิมพ์ที่เพิ่งพากลับมาเมื่อวานแถมค่าซ่อมหลักหมื่น แล้วพาไปเข้าเล่มที่ศูนย์หนังสือธรรมศาสตร์ ประทับใจที่นี่เพราะได้เห็นความชำนาญในการเข้าเล่ม เจียรขอบ แถมราคานักศึกษาจริงๆ ชอบมาก……

แน่นอนว่าจากศิริราชมาธรรมศาสตร์ก็ต้องพึ่งเรือข้ามฟากจากท่าวังหลัง ศิริราช มายังท่าพระจันทร์ ค่าบริการถีบตัวขึ้นมาสูงถึง 3 บาทนานเป็นปีแล้ว แต่ก็ยินดีจ่าย เพราะที่ได้นั้นมากกว่าความสะดวก

ผมชื่นชอบบรรยากาศในการนั่งเรือข้ามฟากเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะได้สัมผัสกับลมเย็นๆ จากสายน้ำเจ้าพระยาตลอดเส้นทางข้ามฟาก ประทับใจจนกระทั่งเคยจินตนาการว่า อยากจะนั่งเรือข้ามฟากเล่นไปๆ มาๆ เสพบรรยากาศ เก็บข้อมูลต่างๆ สังเกตการณ์ผู้คนมากหน้าหลายตา เผื่อจะได้อะไรมาเขียนบ้าง

เย็นวันนี้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับท่าเรือข้ามฟาก ที่ว่าใหญ่เพราะตั้งแต่ผมใช้บริการเรือข้ามฝากมากว่าสิบปี ตั้งแต่ค่าบริการเพียงบาทเดียว นี่เป็นเรื่องใหม่เอื่ยม…

อะไรเปลี่ยนไป? มีการเปลี่ยนจุดเก็บค่าโดยสารเรือข้ามฟากจากท่าพระจันทร์มาไว้ที่ท่าวังหลังเสียแล้ว จัดเก็บเมื่อผู้โดยสารข้ามฝากมาถึงท่าวังหลังแล้วค่อยจ่าย ส่วนขาไปยังเหมือนเดิม ผมมองแล้วก็สะดวกดีต่อการจัดการ

และแล้วพุทธิไอเดียก็บังเกิด อย่างนี้ก็หมายความว่า หากผมนั่งเรือข้ามฝากจากท่าพระจันทร์มายังท่าวังหลังแล้วนั่งกลับ เท่ากับว่าผมไม่ต้องเสียค่าโดยสารเลยนั่นสิ

บรรเจิดขนาดที่ว่า นี่กระมังที่จะทำให้ความปรารถนาในการนั่งเรือข้ามฟาก กินลม เสพบรรยากาศแม่น้ำเจ้าพระยา เคล้าผู้คนมากหน้าหลายตา ฟรีๆ ก็เป็นเรื่องสะดวกง่ายดายมากขึ้น

จะติดอยู่เพียงว่าความหนาของผิวหน้าผมยังไม่มากพอ…..

ระเบียบวินัยพื้นฐาน

ไปตอบกระทู้ ค่าของคนอยู่ที่ ?? ของคุณโต้ง SK- ที่ Freemac.net เอาไว้ ความว่า

การแต่งกายให้ถูกกาละเทศะ เคารพผู้ที่อยู่ในสถานที่ที่เราจะไป เคารพในสถานที่ที่เราไป เป็นการเสริมสร้างวินัยในตัวเองครับ

ระเบียบวินัย ไม่ใช่เรื่องการยืนส้นเท้าชิด นิ้วทั้งห้าเรียงชิดติดกัน จรดปลายนิ้วชี้ไว้ที่ตะเข็บกางเกง หรือแค่การเข้าแถวเรียงหนึ่งครับ

ระเบียบวินัย เป็นการคำนึงถึงพฤติกรรมตัวเองที่จะกระทบส่วนรวมหรือไม่อย่างไร ส่วนรวมนั้นหมายรวมไปถึงผู้คน วิถีชีวิต การอยู่ร่วมกัน วัฒนธรรมอันดีงาม บรรทัดฐานของสังคม ฯลฯ

หากเพียงแค่ว่าทำอะไรตามใจคือไทยแท้ หรือคิดเลยเถิดไปว่าฝรั่งเขายังทำกันเลย ไม่เห็นจะเป็นอะไร ก็น่าเสียใจที่เรื่องของระเบียบวินัยที่แท้จริงยังไม่สามารถฝังเขาไปถึงจิตใ จของคนไทยได้

ผมถูกอบรมบ่มนิสัยมาจากโรงเรียนที่มีอายุยืนยาวมาเป็นร้อยปี หากจะแต่งตัวเละเทะ เอาเสื้อออกนอกกางเกง เดินสูบบุหรี่ เกะกะระรานไปทั่ว ก็แสดงว่าผมไม่มีสำนึกถึงเครื่องแบบนักเรียนที่มีชื่อโรงเรียนปักอยู่บนหน้า อกด้านซ้ายเลย

อีกทั้งได้เข้ารับการฝึกฝนวิชาทหารจนครบถ้วนทั้ง 5 ปี ยิ่งได้รับการปลูกฝังสำนึกถึงระเบียบวินัยต่อตัวเองและผู้อื่นอย่างเข้มข้น

หากใครจะแย้งว่านั่นเป็นเรื่องของการใช้อำนาจบังคับขู่เข็ญใจให้ยอมจำนน และกระทำตาม ก็ช่างน่าเสียใจที่เรื่องการสร้างคนที่มีระเบียบวินัยนั้น ถูกดูแคลนจากคนบางคนโดยไม่ใช้สติและปัญญาแม้เพียงนิดมองดู

ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับระเบียบวินัยอีกมากที่ทุกคนพบเจออยู่ อย่างน้อยก็ต้องเคยรำคาญพวกจักรยานต์ที่สักแต่ว่าขอวิ่งไปข้างหน้า ไม่สนใจเรื่องความปลอดภัย คนอื่นบนถนนต้องระวังเอาเอง

ที่บ่นมาทั้งหมดนี้ ก็เพราะอยากเห็นสังคมไทยพัฒนาอยู่บนพื้นฐานที่แข็งแรง