Category Archives: monologue

steve jobs (2015)

steve jobs (2015)

เมื่อได้กำหนดฉายที่แน่นอนแล้ว Apple Fan อย่างผมก็ต้องรีบหาเวลาไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้โดยพลัน ยิ่งได้รอบแรกของโรงใกล้บ้านยิ่งดี และแล้ววันที่ 21 ม.ค. 2559 รอบ 12:30 ก็มาถึง

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับรางวัลลูกโลกทองคำ นักแสดงสมทบหญิงเป็นของ Kate Winslet (Titanic, 1997) และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเป็นของ Aaron Sorkin (The Social Network, 2010) ขณะเดียวกันนักแสดงทั้งหมดก็ต่างทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยมโดยมี Danny Bolye (Slumdog Millianaire, 2008) ทำหน้าที่วาทยากร ควบคุมวงออเคสตร้าวงนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

หนังเปิดด้วยฟิล์มเก่าสั้นๆ กับเสียงวอยซ์โอเวอร์ในประโยคที่ไม่คุ้ยเคย เมื่อภาพปรากฏขึ้นจึงได้พบกับ Arthur C. Clake พาลูกชายมาเยี่ยมชมสิ่งแปลกใหม่ของยุคนั้น หลายสิ่งหลายอย่างที่นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ระดับ hard science ท่านนี้บรรยายไว้ในบทประพันธ์มีความหมายกับมนุษยชาติยิ่งนัก รวมถึงบทสนทนาที่ใช้เปิด steve jobs เรื่องนี้ด้วย

หนังเลือกใช้เหตุการณ์เปิดตัวผลิตภัณฑ์ 3 ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของ Jobs แสดงโดย Michael Fassbender (A Dangerous Method, 2011) ในปี 1984 เปิดตัว Apple Macintosh ปี 1988 เปิดตัว NeXT Computer และปี 2008 เปิดตัว Apple iMac บทหนังพาให้เห็นทั้งวิธีคิด หลักการและเหตุผลที่ Jobs เลือกตัดสินใจแบบนั้นและยังนำเสนอพัฒนาการในตัว Jobs เองตลอดช่วงเวลาที่ผ่านไปได้เป็นอย่างดี บอกเลยว่าเป็นหนังที่ดูแล้วเหนื่อยอีกเรื่องหนึ่งเพราะว่าต้องจับคำพูดทุกคำของตัวละครทุกตัว ตามให้ทันและยังต้องสอบทานกับข้อมูลที่รู้จัก Steve Jobs ตัวจริงมาตลอดชีวิตผ่านผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เขานำทีมสร้างขึ้น ดีที่ตัวละครทุกตัวพูดด้วยสำเนียงที่ฟังไม่ยาก จึงไม่ต้องทรมานอ่านบทบรรยายภาษาไทยอยู่ตลอดเวลา

ตัวละครที่วนเวียบอยู่รอบตัว Jobs ตั้งแต่ Joanna Hoffman รับบทโดย Kate Winslet ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งอยู่ข้างๆ เขาตลอดเวลา Steve Woziak ผู้ออกแบบ Apple I และ Apple ][ และร่วมก่อตั้ง Apple Computer Inc. รับบทโดย Seth Rogan (The Interview, 2014) Andy Hertzfeld วิศกรคนสำคัญในทีมงานสร้าง Macintosh รับบทโดย Michael Stuhlbarg (A Serious Man, 2009) ต่างมีบทบาทที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเนื่องจากบทหนังพาพวกเราไปรู้จักทั้งหน้าที่การงานและเรื่องส่วนตัวที่ทุกคนสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญ

รวมไปถึงบทบาทของ Chrisann Brennan แฟนของ Jobs ผู้ให้กำเนิด Lisa ลูกสาวคนแรกของทั้งคู่ที่ต่อมา Jobs ตั้งเป็นชื่อคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Graphical User Interface GUI เครื่องแรกของ Apple หลังจากไปดูงานที่ PARC ของ Xerox ที่เมือง Palo Alto ก่อนที่จะมารับหน้าที่นำทีมงานสร้าง Macintosh บทหนังนำเอาชีวิตส่วนตัวของ Jobs ส่วนนี้มาเชื่อมโยงกับช่วงเวลาสำคัญทั้ง 3 ช่วงดังกล่าวได้อย่างน่าสนใจ

ความโดดเด่นของบทภาพยนตร์โดย Aaron Sorkin บอกได้เลยว่าสมบูรณ์แบบทั้งรายละเอียด บุคลิกของตัวละคร ความสัมพันธ์ของตัวละคร การเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน ไปจนถึงการนำเสนอเรื่องยากอย่างหลักคิดในการออกแบบสิ่งต่างๆ ของ Jobs ให้ออกมากลมกล่อมกินง่ายและยังบันเทิงไปพร้อมกัน บทพยายามฝากคำบอกใบ้ของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตามแบบที่ Jobs คิดไว้ตลอดเวลา อย่างเช่นท้ายสุดที่ Lisa ในวัย 19 ยังคงพกเครื่องเล่นเทปเก่าๆ ติดตัวไว้ฟังเพลงตลอดเวลา คงเดากันได้ไม่ยากว่าพัฒนาการต่อมาของ Apple ภายใต้การกลับมาบริหารอีกครั้งจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์อะไร

ลูกเล่นในบทพูดเป็นอีกเรื่องที่ทำได้อย่างดีสนุกสนานและน่าเรียนรู้

การเล่าเรื่องในรูปแบบที่ Danny Boyle ถนัดคือศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์เรียกว่าเป็นลายเซนต์ที่บรรจุไว้ในหนังที่เขากำกับ นอกจากดำเนินเรื่องไปตามห้วงเวลาทั้งสามแล้วยังมีการตั้งคำถามแล้วตอบคำถามอย่างแยบคายให้เห็นอยู่เนือง ถือว่าผู้กำกับชาวอังกฤษผู้นี้ยังคงรักษามาตรฐานการทำงานไว้ได้เป็นอย่างดี

ทั้งหมดนี้นำเสนอตัวตนของ Steve Jobs ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple Inc. บริษัทที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ด้วยวิสัยทัศน์เพื่อชีวิตของผู้ใช้ที่ดีกว่า ผ่านหลักคิด ความขัดแย้ง ความรับผิดชอบ ให้เห็นได้ว่าคนคนหนึ่งเติบโตไปกับความเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ที่สุด ณ เวลานั้นๆ อย่างไม่เสื่อมคลาย ขณะที่พัฒนาการทางอารมณ์ก็เข้าใจชีวิตมากขึ้น ภาพของ Jobs กับ Sculley จับมือกันอีกครั้งก่อนงานเปิดตัว iMac มีความหมายทั้งในโลกของภาพยนตร์และโลกแห่งความจริง

นั่นเป็นความสมบูรณ์แบบในส่วนที่เป็น “ภาพยนตร์” แน่นอนว่าเครดิตท้ายเรื่องก็ต้องออกตัวไว้เช่นกันว่ามีการเสริมแต่ง Aaron Sorkin พัฒนาบทขึ้นจากหนังสืออัตชีวประวัติของ Steve Jobs เขียนโดย Walter Isaacson และจากคำสัมภาษณ์ด้วยตัวเองเรียกได้ว่าไม่ขาดตกบกพร่องในแง่การประพันธ์ เพียงแต่เราเองเมื่อดูจบแล้วก็ต้องยอมรับด้วยว่านี่คือ “ภาพยนตร์” หมายความว่าไม่จำเป็นที่รายละเอียดทั้งหมดจะแม่นยำตามความจริงที่เกิดขึ้นในอดีต “ภาพยนตร์” มีหน้าที่รวบรวมศิลปะทุกแขนงเข้าด้วยกันและ steve jobs ก็ได้ทำหน้าที่นั้นอย่างสมบูรณ์แล้ว แม้ตอนจบจะยังมีคำถามคาใจต่อผู้กำกับและผู้เขียนบทว่าต้องการจะสื่ออะไร

สำหรับผู้สนใจ อยากแนะนำให้หาหนังสือเหล่านี้มาอ่านเพิ่มแล้วคุณจะสัมผัสได้ถึงความลึกซึ้งในตัวตนของตัวละครต่างๆ ที่แสดงให้เห็นแล้วในหนัง ที่สำคัญคือได้รู้เรื่องจริงที่เกิดขึ้นมาในวงการคอมพิวเตอร์

ข้อมูลเพิ่มเติม

Platina Data (2013)

Platina Data (2013)

ผมติดตามงานของ Hiroyuki Sawano ผู้ทำดนตรีประกอบอเนิเมะเรื่อง Shingeki no Kyoji หรือ Attack on Titan จนได้มาพบกับหนังเรื่องนี้ในที่สุด  ระหว่างนั้นก็แวะทำความรู้จักกับหนังและซีรียส์แนวสืบสวนสอบสวนอย่าง Strawberry Night และอนิเมะสืบสวนสอบสวนเหมือนกันแต่เป็นโลกอนาคตอย่าง Psycho-Pass ได้ดูทั้งวิธีการการทำคดีและได้เห็นจินตนาการถึงโลกอนาคต และที่ขาดไม่ได้คือได้เสพดนตรีประกอบดีๆ ได้ด้วย

Platina Data เป็นเรื่องราวของระบบวิเคราะห์ข้อมูลระดับ Big Data ที่เคยเห็นการทำงานระดับนี้ขอญี่ปุ่นก็จากช่อง NHK เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังซึนามิเข้าถล่มญี่ปุ่มครั้งล่าสุด

แต่ในหนังเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจาก DNA รหัสพันธุกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคน และยังสามารถเชื่อมโยงไปยังสมาชิกของครอบครัวร่วมสายโลหิตเดียวกันได้อีกด้วย ต่างจาก Psycho-Pass ที่วิเคราะห์สภาพจิตใจแล้วกำหนดเส้นทางให้มนุษย์ในอนาคตเดินเพื่อลดอาชญากรรม Platina Data วิเคราะห์ข้อมูลจากสถานที่เกิดอาชญากรรมเพื่อนำไปถึงตัวอาชญากร

ตัวเอกของเรื่อง ‘คางูระ’ เป็นนักวิจัย Platina Data คนสำคัญ แต่ด้วยปมที่ฝังลึกของเขาเองทำให้กว่าจะได้รู้ความจริงก็เดินทางมาถึงจุดจบแล้ว ส่วนตำรวจน้ำดีอย่าง ‘อาซามา’ แม้เหมือนจะไม่ได้แสดงฝีมืออะไรมากมายนักแต่ก็มีส่วนช่วยเติมเต็มให้เรื่องราวของทั้งสองฝ่ายสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เรื่องการแสดงขอละเอาไว้ก่อน เนื่องจากไม่ได้โดดเด่นมากมายอะไร ตัวละครทุกคนเหมือนอยู่ในระดับเดียวกันหมด อย่างนี้ก็ดีที่ช่วยให้มุ่งทำความเข้าใจกับข้อมูลตามท้องเรื่องได้มากขึ้น

บทหนังทำได้ลึกซึ้งทั้งในแง่ข้อมูลด้านชีววิทยา ไปจนถึงข้อมูลด้านจิตวิทยา และขาดไม่ได้ที่จะตีแผ่ความฉ้อฉนของคนกลุ่มหนึ่งที่สร้างปัญหาให้กับทุกสังคมในโลกนี้ “นักการเมือง”

ตัวหนังทำได้เป็น ‘ไซ-ไฟ’ มากกว่าหนังแฟนตาซีจากยักษ์ใหญ่ภาพยนตร์โลกที่มักจะถูกวงการหนังบ้านเราประทับตราให้เป็นหนัง Sci-Fi ไปหมด ทั้งที่มันไม่ใช่

น่าสนใจที่จินตนการถึงโลกอนาคตของญี่ปุ่นยังอยู่ที่การรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ก่อนตัดสินใจอะไรลงไป จะผิดจะถูก มีข้อบกพร่อง มีความฉ้อฉลอย่างไร หนังเรื่องนี้แทบจะตีแผ่ความเป็นไปของสังคมได้ดีเลยทีเดียว และเห็นได้ว่าพี่ใหญ่ของญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้หวังดีกับตัวมากนัก ไม่รู้ว่าแค่จิกกัดพอเป็นพิธีหรือตั้งใจกันแน่

แนวหนังไม่ได้แอ็คชั่นอะไรมากมาย อยากให้เครดิตกับจินตนาการที่สามารถผสมผสานกับวิทยาศาสตร์ บวกด้วยแรงขับดันทางจิตวิทยาที่เข้ากันได้อย่างลงตัว เกิดเป็นหนังที่บันเทิงไม่น้อยเลยเรื่องหนึ่ง

ข้อมูลภาพยนตร์

  • Movie: Platinum Data
  • Romaji: Puratina Deta
  • Japanese: プラチナデータ
  • Director: Keishi Ohtomo
  • Writer: Keigo Higashino (novel), Hideya Hamada
  • Producer: Julie K. Fujishima, Minami Ichikawa
  • Cinematographer: Akira Sako
  • Release Date: March 16, 2013
  • Runtime: 134 min.
  • Genre: Suspense / Mystery / Sci-Fi
  • Distributor: Toho
  • Language: Japanese
  • Country: Japan

และที่ขาดไม่ได้คือ ดนตรีประกอบโดย Hiroyuki Sawano

ข้อมูลเพิ่มเติม

ซื้อหนังสือ สัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 41

  • ปากไก่ ฉบับ 40 ปี สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ตุลาคม พ.ศ. 2554
  • ปากไก่ ฉบับ 11 ปีรางวัลนราธิป มกราคม พ.ศ. 2555
  • ปากไก่ ฉบับ 100 ปี อรวรรณ พฤษภาคม พ.ศ. 2555
  • ปากไก่ ฉบับ “นราธิป 2556” เดือนมกราคม-เมษายน 2556
  • สารคดี ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๓๓๗ มีนาคม ๒๕๕๖ ฉบับสถาปัตยกรรมสีเขียว
  • สถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาธิปไตย • ในทัศนะ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗, รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ และ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช โดย สันติสุข โสภณสิริ | สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก

งานนี้มีเจตนามาเดินอย่างเดียว ซื้อน้อยที่สุด ก็ทำได้ดังที่ตั้งใจอยู่ มี สารคดี ฉบับนี้ที่ตั้งใจว่าต้องหามาอ่านเนื่องจากกำลังทำงานเกี่ยวกับเรื่องบ้านประหยัดพลังงานอยู่พอดี ส่วนเล่มอื่นๆ นั้นก็ได้มาโดยบังเอิญ ยิ่ง ปากไก่ นี่คิดว่าเลิกผลิตไปแล้ว แต่ได้ความรู้ใหม่ว่าเป็นงานที่สมาคมฯ ต้องทำ แถมระยะหลังมีการปรับความถี่ในการผลิตให้บ่อยขึ้นอีกด้วย ส่วนเล่มสุดท้ายได้ฟังคุณสันติสุขและอ.พิภพมาเล่าข้อมูลให้ฟังในรายการ ‘คนเคาะข่าว’ แล้วด้วย พอเดินผ่านสำนักพิมพ์มูลนิธิเด็กจึงอดใจไม่ได้ ต้องสนับสนุนคนทำงานสักหน่อย

ก่อนเดินเข้าโถงหลักมีการจัดนิทรรศการ “100 หนังสือดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน” โดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) หยุดดูไม่นาน น้องผู้จัดก็พาแผ่นพับรายชื่อหนังสือทั้งหมดมาให้ งานนี้ดำเนินการโดย รศ.วิทยากร เชียงกูล ท่านเดิมและคณะ ผู้เคยจัดทำ หนังสือดี 100 ชื่อเรื่องที่คนไทยควรอ่าน (2541) และหนังสือดี 100 ชื่อเรื่องที่เด็กและเยาวชนควรอ่าน (2543) จนถึงครั้งนี้ในปี 2555

รายชื่อหนังสือแบ่งเป็น 3 กลุ่มตามวัยได้แก่

  1. กลุ่มเด็กเล็ก วัยแรกเกิด-6 ปี
  2. กลุ่มเด็กโต วัย 6-12 ปี
  3. กลุ่มเยาวชน วัยรุ่น 12-18 ปี

หนังสือในกลุ่มที่ 3 นี้เอาเข้าจริงแล้วเด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่ก็อ่านดีเลยทีเดียว ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.qlf.or.th

SKYFALL (2012)

ถาม : SKYFALL
ตอบ : Done

นั่นเป็นช็อตหนึ่งในหนังตัวอย่าง James Bond 007 ตอนใหม่ล่าสุดที่ผมเห็นแล้วตัดสินใจทันทีว่าจะดูภาคนี้ในโรงหนังหลังจากที่ห่างเหินไปนานตั้งแต่ก่อนเปลี่ยน Bond คนใหม่ เนื่องจากรู้สึกเบื่อกับแนวทางของหนัง

ต้องเตรียมตัวขนาดที่จัดเอา Casino Royale และ Quantum of Solace มานั่งดูใหม่อีกรอบเพื่อปูทางไว้ก่อน เพราะว่าสองภาคก่อนนั้นเป็นการเปิดตัว Bond คนใหม่ไปจนถึงทีมงานภายใน MI6 อีกหลายคน รวมถึง Felix จาก CIA ที่มีส่วนช่วยเหลือ Bond อย่างมาก ที่โดดเด่นอีกอย่างคือทั้งสองภาพนั้นต่อเนื่องกันแม้จะเป็นคนละเรื่อง

และการเปิดตัว Bond คนใหม่ใน Casino Royale แทบจะทำให้ภาคนั้นเป็นการเริ่มต้นใหม่ของหนังชุด 007 อย่างเป็นทางการในยุคนี้ก็ว่าได้ มีทั้งการเลื่อนขั้นมารับตำแหน่งสายลับที่มีรหัส 00 (Double O) นำหน้า ได้เห็นความระห่ำของเขาในยุคเริ่มแรก ได้เห็นความรัก ได้เห็นความสมรรถนะของร่างกายที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในคนก่อนๆ และต่อเนื่องมาถึง Quantum of Solace ที่แสดงได้เห็นพัฒนาการทางอารมณ์

จนกระทั่งหนังตัวอย่างของ SKYFALL เริ่มเผยแพร่สู่ชาวโลก มีโจทย์มากมายซ่อนไว้ในนั้นเช่น เรื่องราวจะยังต่อเนื่องจากภาคที่แล้วไหม เกิดอะไรขึ้นกับ Bond ถึงต้องมีการทดสอบสภาพจิตใจอีกครั้ง เขาจะยังระห่ำอยู่อีกไหม ความสัมพันธ์ระหว่าง M และ Bond จะเป็นอย่างไรในภาคนี้ และสุดท้ายอะไรคือ “SKYFALL”

อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น ฉากการทดสอบสภาพจิตใจของ Bond ด้วยการซักถามเป็นฉากสำคัญที่ถึงกับสั่งตัวเองว่าต้องดูในโรง นานวันเข้ายิ่งอยากดูทันทีที่เริ่มฉากเลยทีเดียว นั่นเพราะปีที่แล้วเพิ่งมีหนังเรื่อง A Dangerous Method เล่าเรื่องชีวิตของ Carl Jung บุคคลสำคัญอีกคนในวงการจิตวิทยา/จิตวิเคราะห์ผู้ร่วมสมัยกับ Sigmund Freud บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ Psychoanalysis แต่อ่อนวัยกว่าโดย Jung เป็นผู้ค้นคิดการวิเคราะห์ผ่านการซักถามด้วย ‘คำ’ นี้ขึ้นมา แล้วใช้คำตอบมาอธิบายสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกของผู้ตอบ ทำให้สนใจว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกับ Bond เป็นแน่ถึงกับต้องเข้ารับการทดสอบนี้

ปกติจะไม่ค่อยตามอ่านเรื่องย่อจากสื่อต่างๆ ที่รายงานเรื่องหนังเพราะต้องการเข้าไปสัมผัสและรับรู้เอง แต่ยิ่งตามดูหนังตัวอย่างของ SKYFALL ก็จับคำสำคัญได้ว่าว่า Bond ตายในภาคนี้

ยิ่งกระตุ้นความอยากเข้าไปอีก

SKYFALL เปิดเรื่องด้วยภารกิจของ Bond ตามแบบฉบับปกติ ฉากแอ็คชั่นสุดมันนำเรื่องไปก่อน ที่แตกต่างอย่างชัดเจนคือภารกิจกลางกรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกีนี้มีความร่วมมืออย่างเป็นระบบจากสำนักงานใหญ่ของ MI6 ในอังกฤษ จนกระทั่งการตัดสินใจครั้งสำคัญของ M เป็นที่มาของเรื่องทั้งหมดในภาคนี้

บทหนังให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ให้ความสำคัญของสภาวะในจิตใจคนอยู่ตลอดเวลา ตัวละครทุกตัวถ่ายทอดสิ่งที่ซ่อนเร้นไว้ในใจตัวเองอย่างที่ไม่มีให้เห็นในหนังแอ็คชั่นที่ผ่านมาเท่าไหร่

โจทย์ที่ถามอยู่ในเรื่องอย่างเช่น การตัดสินใจกับความรับผิดชอบของผู้ตัดสินใจ, วิธีเก่ากับโลกยุคใหม่, หน้าที่กับเรื่องส่วนตัว, ยังรู้สึกปลอดภัยอยู่ไหม, คนที่เราสร้างขึ้นมากับมือยังไว้ใจได้อยู่อีกไหม เป็นเหมือนแรงส่งของบทให้เรื่องดำเนินไป

จำเป็นต้องเปิดเผยสักนิดว่าในภาคนี้ Bond ตายจริงๆ และก็กลับมาใหม่เมื่อสถานการณ์กำหนด เกิดอะไรขึ้นต้องไปพิสูจน์เอง Bond ไม่สามารถกลับมาปฏิบัติภารกิจได้ทันที จำเป็นต้องผ่านการทดสอบอีกมากมายเสียก่อน รวมถึงบททดสอบทางจิตวิทยาที่ยกมานั้นด้วย แต่งานนี้มีสิ่งที่เขาผ่านตั้งแต่ยังไม่ทดสอบคือ ความไว้วางใจที่ M มีให้ น่าจะเพราะทดสอบมาตลอดสองภาคที่ผ่านมาแล้วก็ได้ สิ่งที่สัมผัสได้ทันทีคือ Bond สุขุมรอบคอบยิ่งขึ้น ส่วนความมุ่งมั่นในการปฏิบัติภารกิจเกินร้อย

คนที่เป็นแฟนหนังเจมส์ บอนด์ คงเคยรู้ข้อมูลพื้นฐานประจำตัว Bond ที่ Ian Fleming กำหนดไว้ เช่นความสูง ความสามารถทางภาษา ความสามารถในการใช้อาวุธ จนถึงสิ่งสำคัญอย่าง Bond ไม่เคยปลอมตัว และใช้ชื่อจริงในการแนะนำตัวทุกครั้ง ตามวลีที่ติดตรึงใจพวกเรามานานว่า “The name is Bond. James Bond” ใช้ปืนสั้น Walther PPK 9 mm. สวมนาฬิกา Omega ขับรถ Aston Martin แต่ไม่เคยรู้ประวัติของเขาเลย แล้วใครกันที่รู้ดีที่สุด

คำตอบคือ M นั่นเอง เธอจึงไว้วางใจ Bond มากที่สุด โดยความไว้วางใจนี้ถ่ายทอดออกมาผ่านการแสดงของ ท่านผู้หญิง จูดี้ เดนท์ (Judi Dench, CH, DBE, FRSA) อย่างล้นปรี่ และเรื่องราวส่วนตัวของ Bond ก็ได้เปิดเผยอย่างเป็นทางการในภาคนี้ รวมถึงสิ่งที่ฝังลึกในจิตใจตั้งแต่วัยเด็กของเขา

และเมื่อภารกิจหนึ่งเสร็จสิ้นลงพร้อมกับความสูญเสียมากมาย Bond ยังคงต้องทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป กับการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นภายใน MI6

บทวางความสัมพันธ์ของตัวละครต่างๆ เอาไว้อย่างลงตัว วางการเปลี่ยนแปลงเป็นความท้าทายให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป วันนี้อาจะไม่ต้องการอุปกรณ์สุดล้ำเหมือนก่อน สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือความร่วมไม้ร่วมมือกันภายในหน่วยงาน

ตัวร้ายที่มาพร้อมกับความสามารถที่เหลือล้ำทำให้พลังการทำลายล้างเพิ่มมากขึ้นแทบไม่มีขีดจำกัด ประเด็นก็ยังอยู่ในสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของตัวร้ายอย่าง ‘Silva’ อดีต MI6 ชั้นหัวกะทิคนนี้ แม้โปรดักชั่นจะใส่แอ็คชั่นล้างผลาญในสเกลที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ความลึกในใจของ M, Bond และ Silva นั้นน่าสนใจกว่า

ตัวหนังออกมาไม่ขาดไม่เกิด ไม่ล้ำหน้าและไม่ช้าเกินไป สมดุลย์ทั้งการแสดงและบทพูด อยากจะชมว่าจังหวะทำได้สนุกและชวนติดตาม ดูแล้วเก็บเกี่ยวอะไรต่ออะไรได้ตลอด 143 นาทีที่หนังฉาย

สำหรับคนที่อยากดูหนังบู๊ล้างผลาญคลายเครียดอาจไม่อิ่ม สำหรับคนที่สนใจเรื่องราวของอุปกรณ์สุดไฮเทคอาจถึงกับเบื่อ แต่สำหรับคนที่สนใจ James Bond ในฐานะคนๆ หนึ่งว่าเขาคิด เขารู้สึก เขาลงมือปฏิบัติ และเขาตัดสินใจอย่างไร เรื่องนี้เหมาะ

ไม่ได้ดรามา แต่อยากบอกว่า SKYFALL ดูแล้วได้คำตอบดีๆ มากมาย

ข้อมูลเพิ่มเติม

Andres Moritz 1954 – 2012

Andres Moritz จากไปเม่ือวันที่ 21 ตุลาคม 2555 ตามเวลาท้องถิ่น ขอดวงวิญญาณของท่านจงไปสู่สุขคติเถิด

~ Announcement ~

It is with a mixture of profound human sadness and deep spiritual gratitude that we announce to the world that Andreas Moritz has returned to the Realms of Light.

During his all-too-brief stay here on Earth, Andreas touched the hearts and minds of people everywhere. Through his teachings, his books, his art, his personal guidance and inspiration, he helped people throughout the world to restore their health and well-being, and, in so doing, transform their lives.

As his mission here on Earth was nearing completion, he worked passionately to write and complete four more books, and they will be released in the coming months.

As we each deal with this shock and our personal grief surrounding his transition, the greatest gift we can give to Andreas is to send Love and Gratitude to assist him as he continues his Mission from the higher dimensions.

At some point in the future we plan to co-create a global celebration of his life and many blessings to the world.

~ The Ener-Chi Family

 

ข้อมูลเพิ่มเติม