Category Archives: dietlogue

To reach healthy life, proper weight is a destination. This blog would be recorded in order to maintain diet thought possible.

รู้สึกว่าก้าวหน้า

เช้านี้ เตรียมตัวเตรียมใจไม่ถูกจริงๆ กับการชั่งน้ำหนัก ผลออกมาเป็นเก้าสิบห้ากิโลครึ่ง ดูแล้วไม่มีวี่แววความคืบหน้าเสียนี่กระไร

แต่ไม่ได้หดหู่เสียขวัญแต่อย่างไร คิดเอาเองว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ออกกำลังกายตามที่ตั้งใจไว้แล้ว ผลออกมาหากจะไม่หวือหวาก็ไม่เป็นไร ขอให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงก็แล้วกัน

สัปดาห์ที่ผ่านมา เดินออกกำลังกายให้หนักและนานได้อย่างเคย และยังสามารถเพิ่มเวลาให้นานครบหนึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ก็มีกิจกรรมครอบครัวที่ทำให้อัตราการกินรุนแรงขึ้นบ้างในวันพฤหัสและวันเสาร์

เช้าวานนี้ แต่งตัวเพื่อไปสุสานที่บ้างบึง ชลบุรี สามารถคาดเข็มขัดได้ดีขึ้น แม้จะยังไม่ถึงเป้าหมายที่ควรจะเป็น แต่ก็เห็นได้ว่ามีพัฒนาการ ทำให้รู้สึกว่าการออกกำลังกายที่ผ่านมานั้นมีความก้าวหน้าแล้ว

แถมยังมีพี่แนน แห่ง and so the story goes blog แวะมาส่งข้อความ private message พูดคุยแนะนำเรื่องการทำสมาธิ การควบคุมความอยากอาหารและการแบ่งมื้ออาหารให้เล็กลงแต่บ่อยขึ้น ก็เป็นกำลังใจได้ดีเหมือนกัน

แผนการเดินทางบนเส้นทางการลดน้ำหนักนี้ก็น่าจะไม่เกินความสามารถไปหรอก ขอให้มุ่งมั่นตั้งใจดำเนินไป ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรก็ไม่เป็นไร เพราะเดินมาถูกทางแล้ว

มิตรภาพและกำลังใจ

การเดินขึ้นตาชั่งเช้านี้มีความกลัวเป็นเครื่องนำทาง ใช่ว่าหนทางนี้จะมืดมน ใช่ว่าหนทางนี้จะขรุขระเต็มไปด้วยขวากหนาม แต่ทางสายนี้ช่างเต็มไปด้วยความคาดหวัง ความหดหู่ ความล้มเหลว และความผิดหวัง เฝ้ารอรับอยู่ตลอดสองข้างทาง

และแล้วหลังจากเดินขึ้นลงอยู่สามครั้งสามคราก็สรุปเอาเองว่าน้ำหนักชั่งเช้านี้อยู่ที่เก้าสิบห้ากิโลได้ เรื่องนี้มีเบื้องหลังที่น่าสนใจ

หลายสัปดาห์มาแล้วที่ผมได้แต่นั่งเฝ้าดูและนั่งเศร้าอยู่กับน้ำหนักตัวเองที่ทำท่าจะวิ่งไปแตะหลักร้อยอยู่แล้ว สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่าที่ผ่านไปมัวแต่พร่ำรำพันไว้ในบล็อกแห่งนี้ว่าด้วยการออกกำลังกายที่ได้ปฏิบัติ พฤติกรรมการกินจุบจิบหลังมื้อเย็น (Post Dinner Syndrome – อันนี้ผมตั้งเอง) จึงตามมาด้วยน้ำหนักตัวที่ลดไม่ลง ข้อหัวเข้าที่ส่งสัญญาณออกมา และเอวกางเกงที่รัดติ้ว

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ด้วยมิตรภาพที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดีแก่กัน เพื่อน tum ได้เขียนเรื่อง 1 สัปดาห์ กับ 3 กิโล ลงในบล็อกของตัวเองเพื่อแนะนำผม เพื่อนไม่เคยรอให้ผมหมุนโทรศัพท์ไปปรึกษา เพื่อนเลือกที่จะรีบโทรมาสอบถามสถานการณ์พร้อมกับคำแนะนำมากมาย และให้กำลังใจทุกแง่ทุกมุมถึงความเป็นไปได้ในการลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกาย และนี้เท่านั้นที่จะเป็นหนทางที่สว่างไสวในชีวิตคนอ้วนๆ คนหนึ่ง

การสนทนาที่เต็มไปด้วยมิตรภาพผ่านไปเป็นชั่วโมงโดยไม่รู้สึกได้ถึงความเร็วของเวลา ความมุ่งมั่นกลับมาอีกครั้ง กำลังใจถ่ายเทมาเต็มเปี่ยม ต่อไปก็เหลือแต่ตัวผมเองที่จะรู้จักปรับเลือกให้เข้ากับวิถีชีวิตของตัวเอง (Optimisation) ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

เพื่อน tum แนะนำให้เดินให้หนักและนานขึ้น ขนาด 5.5 ไมล์ต่อชั่วโมงเป็นเวลา 60 นาที เพราะการเผาผลาญ (Calories Burning) จะเริ่มต้นเมื่อเวลาผ่านไปแล้ว 30 นาที นี่เองที่ทำให้ผมลดไม่ลงสัดที เพราะเพียงแค่เดินราวกับการเดินย่อยหลังมื้ออาหารแค่ 45 นาที มันไม่พอที่เผาผลาญ เพราะไม่ทันไรก็ไปนั่งเติมพลังที่โต๊ะอาหารอีกแล้ว หลักอยู่ที่ต้องเผาผลาญให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทุกวันนี้ผมใช้ลานหนัาบ้านต่อกับที่จอดรถเป็นที่เดิน เพราะยังไม่มีทางเลือกอื่น เย็นวันพุธนั่นเองที่ผมเริ่มปฏิบัติตามคำแนะนำของเพื่อนทันที ด้วยการเดินในบริเวณเดิมแต่เดินให้หนักขึ้น หมายความว่าเร่งความเร็วในการเดินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซอยเท้าให้ถี่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ และตั้งเวลาไว้ที่ 50 นาที

การเดินในช่วงแรกเกิดความรู้สึกบีบรัดที่ฝ่าเท้า แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็คลี่คลายลง จนกระทั่งราวๆ นาทีที่ 40 อาการเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณสะบักขวาก็เริ่มขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ แต่ก็ทนเดินต่อไปจนครบเวลา แล้วค่อยบีบเฟ้นในช่วงผ่อนแรง (Cool Down) มันก็ดีขึ้นโดยเร็ว จากนั้นก็มาทำ sit up ชุดละ 30 ครั้ง 2 ชุด ตามด้วยยกน้ำหนัก 6 กิโล 12 ครั้ง 5 ชุด ด้วยแขนทั้งสองข้าง

วันศุกร์มีงานศพที่วัดเทพศิรินทร์จึงต้องหยุดไปหนึ่งวัน แต่ความวิตกกังวลไม่ได้หยุดไปด้วย เพราะว่าเจ้ากางเกงขายาวที่ดูเหมือนว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนจะไม่รัดเท่านี้เป็นสาเหตุ นี่เป็นตัวชี้วัดผล (Key Performance Indicator) ที่สำคัญที่สุดเลย เพราะหากยังไม่สามารถลดน้ำหนักให้มากพอ เอวกางเกงเจ้ากรรมก็จะรัดติ้วอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ความมั่นใจในการแต่งตัวหมดไป การสอบไล่ที่กำลังจะมาถึง ตามด้วยการอบรมเข้มอีก 5 วัน ก็จะกลายเป็นไฟสุมทรวงอยู่ตลอด

วานนี้จึงปรับเพิ่มเวลาเดินให้เต็ม 1 ชั่วโมง อากาศที่ร้อนมากทำให้แทบหมดแรงเอาตั้งแต่นาทีที่ 40 แต่ก็พยายามเข็นตัวเองไปจนครบเวลาได้ คราวนี้ปวดกล้ามเนื้อสะบักทั้งซ้ายและขวาเลย หลังจากบีบเฟ้นสักพักก็คลาย แต่ดันมาผลิดอกออกผลตอนกลางคืนเสียอย่างนั้น การปวดเนืองๆ ตลอดคืนให้รู้สึกตัวหลับๆ ตื่นๆ จนต้องออกมานั่งดูโทรทัศน์ตอนตีสามกว่าๆ แล้วกลับเข้าไปตอนอีกทีตอนตีสี่ครึ่ง โดยอีกไม่นานก็ต้องลุกขึ้นมาเพื่อออกไปใส่บาตรประจำวันอาทิตย์

คาดว่าวันนี้คงต้องงีบหลับตอนกลางวันสักพัก มิฉะนั้นคงอ่านหนังสือต่อไม่ได้ และแน่นอนว่าเมื่อถึงเวลาบ่ายสี่โมงเย็น ก็จะเป็นเวลาเดินออกกำลังกายประจำวันอีกครั้ง

ขอบคุณมากน่ะเพื่อนสำหรับคำแนะนำและกำลังใจ

ยังลดไม่ลงอยู่ดี

หากเป็นวันนี้เมื่อเดือนที่แล้ว ผมคงได้แต่นั่งปลื้มกับงาน Freemac dot NET meeting Vol. 2 อยู่ เป็นการออกงานสังคมของผมครั้งแรกในรอบหลายปี

แต่เช้านี้หลังจากเข็มตาชั่งดีดขึ้นป้วนเปี้ยนอยู่ราวเก้าสิบเจ็ดเก้าสิบแปดกิโล ความหดหู่ดูเหมือนจะกลับมาทักทายอยู่ไม่ไกลออกไปนัก

แม้ว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมบังคับตัวเองให้ออกกำลังกายได้ถึงสี่วัน แต่งานเลี้ยงรวมญาติเพื่อสืบสานรสชาติอาหารจีนแคะขนานแท้และดั้งเดิมเมื่อวานนี้คงมีผลอยู่ไม่น้อย อีกประเด็นปัญหาหนึ่งคงเป็นพฤติกรรมการกินจุบจิบตอนกลางคืนที่ยังไม่สามารถควบคุมได้เบ็ดเสร็จคงหลอกหลอนอย่างนี้อยู่ต่อไป

ไม่รู้จะจัดการตัวเองอย่างไรอยู่เหมือนกัน สมองตอนนี้ตั้งใจแต่จะอ่านหนังสือเรียนเทอมนี้ให้จบเร็วที่สุดอย่างเดียว

อ้วน…เครียด…กินข้าว…

ก้าวหน้าไปช้าๆ

ครบสัปดาห์แล้วกับชีวิตที่ไม่มีกาแฟ ต่อไปคงไม่ต้องพึ่งมันเป็นหลักแล้ว เครื่องดื่มเย็นช่วงบ่ายกลายเป็นชามะนาวในเก้าทรงสูงแทน เดี๋ยวหมดตรงนี้ก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำขิงที่หามาสำรองไว้แทนต่อไป

น้ำหนักชั่งเมื่อเช้านี้ปริ่มๆ เกินเก้าสิบห้ากิโลอยู่เพียงเล็กน้อย นี่คงเป็นความก้าวหน้าได้กระมัง

สัปดาห์ที่ผ่านมาสามารถควบคุมการกินจุบจิบหนังมื้อเย็นได้ค่อนข้างดี แต่ก็ยังรู้สึกว่าปริมาณอาหารในมื้อยังมากอยู่ ดันมารู้สึกรู้ตัวในภายหลังเสมอเลย การออกกำลังกายก็ทำได้ 3 วัน หากไม่ติดขัดอะไรก็น่าจะเพิ่มขึ้นได้

เวลาแต่ละวันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเสียนี่กระไร

ต้องล้างพิษกาแฟ

สัปดาห์นี้ต้องล่ามาถึงวันจันทร์อีกครั้งเพราเมื่อวานนี้ไม่ไหวจริงๆ อาการออกมาเหลือเกิน แต่ก็ไม่ลืมที่จะชั่งน้ำหนักเพื่อจะได้เขียนวันนี้ได้ครบถ้วน น้ำหนักชั่งเมื่อวานเช้ายังไม่มีพัฒนาการ ยังคงอยู่ที่เก้าสิบหกกิโลอยู่

ต่อเนื่องจากเทศกาลตรุษจีน เมื่อวันพุธที่ผ่านมาก็ต้องบึ่งรถไปทำธุระที่หนองใหญ่และบ้านบึง ชลบุรีอีกครั้ง ข้าวปลาอาหารที่เหลืออยู่หลังพิธีกรรมการไหว้เจ้ายังคงมีอยู่บ้าง อากาศร้อนมาพร้อมกับอั่งเปาตรุษจีน

ด้วยนิสัยการกินที่เริ่มผิดเพี้ยนไปมาหล้งจากปีใหม่สากล ผลที่ได้ก็เห็นอยู่ว่าน้ำหนักตัวเริ่มเล่นตลกให้เห็นแล้ว อาการที่ข้อหัวเข้าทั้งสองข้างเริ่มส่งเสียง แถมยังมีอาการสมองไม่แล่น ปวดหัว คิดอะไรไม่ออกตามมาอีก

ในที่สุด หลังจากอ่านบทความเรื่องกาแฟในชีวจิตเล่มล่าสุด จึงเริ่มคิดจะล้างพิษอีกครั้งเมื่อวานนี้

ดีที่กาแฟซองสำเร็จกำลังจะหมด กาแฟสดดอยตุงก็เหลือน้อยแล้ว ทั้งสองจึงต้องโบกมือลาไปตั้งแต่วันศุกร์ เริ่มเช้าวันเสาร์ด้วยชาหญ้าหนวดแมวแทน

เข้าใจว่าหลายเดือนที่ผ่านมา สามารถประคองตัวให้ตื่นอยู่ได้ก็เพราะกาแฟนี่เอง เมื่อวานช่วงเที่ยงถึงบ่าย อาการปวดหัวมีค่อนข้างมาก เข้าใจว่าพิษที่สะสมอยู่เริ่มออกมา มากเสียจนไม่สามารถอ่านหนังสือได้ จึงเลือกมานั่งดู DVD เบื้องหลังการทำงานอัลบั้ม Marbles ของวง Marillion แทน ก็สบายตัวขึ้น

อาการง่วงเหงาหาวนอนมีมาตั้งแต่วันเสาร์ ก็ไม่ฝืนด้วยสารกระตุ้นอะไรทั้งนั้น เลือกที่จะล้มตัวลงนอนไปเลย อาการยังต่อเนื่องมาจนเมื่อวานเที่ยง ก็ใช้การนอนสลับกับการอ่านหนังสือไปเรื่อย

เช้านี้ก็ปิดฉากการอดล้างพิษหนึ่งวันได้อย่างดี หลังจากนี้ก็คือการควบคุมตัวเองในการกินอาหารต่อไป