Category Archives: dietlogue

To reach healthy life, proper weight is a destination. This blog would be recorded in order to maintain diet thought possible.

หมด…หมดอารมณ์

ไม่มีอะไรพิเศษเช้านี้ ทำกิจตามปกติแล้วก็เดินขึ้นตาชั่ง ผลออกมาอยู่ที่เก้าสิบสี่ ชั่งอยู่สองสามรอบเพื่อความแน่ใจ ก็ได้อย่างเดิม

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา อยู่ๆ ก็เกิดหมดไปเสียเฉยๆ เลย ไม่อยากออกกำลังอะไรทั้งนั้น คงเป็นเพราะความเครียดหลายเรื่องที่จูงมือเดินเข้ามาทักทายอยู่ เกิด emotional eating อยู่บ้างเล็กน้อย ความรู้สึกเหมือนมันไม่อยากทำอะไรมากนัก รอให้ที่ทำอยู่มันเสร็จสิ้นก่อนแล้วค่อยว่ากัน ไม่อยากจะริเริ่มอะไรใหม่ขึ้นมาอีก อารมณ์แบบนี้เป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้า

นับว่ายังดีที่พอจะคุมพฤติกรรมการกินไม่ให้เลยเถิดไปมากกว่าที่ควร แล้วความมุ่งมั่นที่จะออกกำลังกายหล่ะจะฟื้นฟูอย่างไร นั่งคิดวางแผนไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน คงทำได้เท่านี้

อะไรหล่ะที่จะช่วยบรรเทาความเครียดทั้งหลาย เท่าที่ทำได้ตอนนี้คือนั่งดูมัน ดูสิมันจะมาไม้ไหน มันจะทำอะไรเรา พร้อมกับควบคุมความคิดไม่ได้ฟุ้งซ่านนัก นั่งดูไป ค่อยๆ คุมไป ก็พอจะนิ่งได้ แต่ไม่หายเครียด หลังจากเจริญสติให้มากเข้าไว้แล้ว ก็เห็นช่องทางว่าต่อไปต้องเจริญปัญญา ปัญญาระดับปริญญาตรีที่ได้มากตั้งสิบปีแล้วก็ไม่เคยช่วยแก้ปัญญาที่ว่านี้เลย

ค่อยๆ เจริญสติและปัญญาต่อไปก็แล้วกัน

โรคจึงถามหาอยู่เรื่อยนั่นไง

ผมอยากจะนั่งอ่านหนังสือตอนเช้าในบรรยากาศเย็นสบายแบบนี้ทุกวันเสียจริง

เมื่อคืนมีอาการหลับๆ ตื่นๆ แปลกๆ อยู่เหมือนกัน เช้านี้จึงต้องอาศัยเสียงเรียกจากแม่จึงจะเด้งตัวออกจากที่นอนได้ทันการณ์ หลังจากเสร็จกิจยามเช้าก็เดินขึ้นตาชั่ง ไม่ลุ้น ไม่หวังอะไรทั้งนั้น แม้ว่าเมื่อวันศุกร์จะรู้สึกได้ว่าเอวกางเกงหลวมลงนิดหน่อย ชั่งครั้งแรกได้เก้าสิบสามครึ่ง ครั้งที่สองได้เก้าสิบสี่ ครั้งที่สามทำท่าจะเลยไปถึงเก้าสิบสี่ครึ่ง จึงเกร็งๆ และยั้งใจนิดหน่อยก่อนจะชั่งครั้งที่สี่โดยก้่าวขึ้นไปหยุดยืนนิ่งๆ และสรุปเอาเองว่าคราวนี้ได้เก้าสิบสี่กิโลพอดิบพอดี

สัปดาห์ที่ผ่านมาตั้งใจไว้ว่าจะเพิ่มเวลาในการเดินออกกำลังกายเพื่อเผาพลาญพลังงานที่สะสมอยู่ แต่กลับต้องมานั่งอยู่กับที่ไม่สามารถเดินเหิรไปไหนได้ด้วยอาการข้อนิ้วหัวแม่โป้งเท้าบวม สงสัยว่าจะเป็นอาการกำเริบของคนที่มีระดับกรดยูริคในเลือดสูงกว่ามาตรฐาน หรือที่เรียกว่าเป็นโรคเก๊าต์ (Gout) นั่นแหละ

ไม่เป็นอันได้ไปไหนอยู่สี่วัน สามวันแรกทั้งกินยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ และยังแช่เท้าในน้ำผสมน้ำแข็ง เป็นวารีเย็นบำบัดส่วนตัวที่ใช้ได้ผลมานาน สลับกับการประคบด้วยถุงเย็น (Cold Pack) อาการก็ค่อยบรรเทาจนวันศุกร์ก็สามารถออกไปทำกิจที่ไหนต่อไหนได้ตามที่ตั้งใจ

เป็นวันว่าไม่ได้ออกกำลังอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่น้ำหนักก็ไม่ได้ถีบตัวขึ้นไปเป็นการตอบแทน ทุกครั้งที่เจ็บป่วย ความต้องการที่จะสรรหาตัวช่วยให้ลดน้ำหนักได้มากๆ เร็วๆ ก็กลับมา เพราะแน่ใจแล้วว่าน้ำหนักที่เกินอยู่นั้นเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจ็บป่วยทั้งหลาย วันนี้จึงตั้งใจจะอดหนึ่งวันเพื่อล้างพิษอีกครั้ง ดีเหมือนกันหากจะทำได้เดือนละครั้ง

Body Mass Index (BMI) = น้ำหนักเป็นกิโลกรัม / (ส่วนสูงเป็นเมตร x ส่วนสูงอีกครั้ง)

ได้ความว่า BMI = 94 kg / (1.78 m x 1.78 m) = 29.66797

หมายความว่าอะไร เดี๋ยวไปเปิดหนังสือมาอธิบายความให้ แต่ที่แน่ๆ เกินพิกัดปกติแน่นอน โรคจึงถามหาอยู่เรื่อยนั่นไง

หมดมุขกับมุขใหม่…กำลังใจเป็นสำคัญ

วันนี้เกือบจะไม่ได้เขียนอีกแล้ว ตั้งท่าตั้งแต่เช้า ไม่นานเน็ตล่มเสียอย่างนั้น กว่าจะมาก็เกือบเย็นแล้วนี่เอง แถมยังมีเรื่องเบื่อๆ เซ็งๆ เกี่ยวกับน้ำหนักตัวเองนี่แหละ แทบจะหมดกำลังใจแล้ว ชักจะหมดมุขแล้วนั่นไง

เช้านี้ก้าวขึ้นตาชั่งได้ผลอย่างที่คาดการณ์จนเซ็งอารมณ์ตั้งแต่เมื่อคืนว่าไม่มีทางลงไปกว่าเดิม แถมจะขึ้นไปเสียด้วย เข็มตาชั่งขึ้นไปหยุดที่เก้าสิบห้ากิโลก็รีบก้าวลงทันที ไม่สามารถทนดูไปได้นานกว่านั้นอีกแล้ว หมดกำลังใจเหมือนกันนะนี่ ไม่รู้ว่าจะใช้มุขอะไรแล้ว

หากจะไปซื้ออาหารช่วยลดน้ำหนักมาใช้ก็ยังคิดว่าหลังจากนั้นมันอาจจะขึ้นมาเท่าเดิมเพราะวิถีชีวิตเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ครั้นจะเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ใช้พลังงานมากขึ้น ก็คงจะต้องไปรับจ้างแบกปูนถึงจะได้ผลทันตาเห็น ปัญหาน่าจะอยู่ที่เมตาบอลิซึม (metabolism)

นั่นคือเตาเผาพลังงานในร่างกายเรามันมอดไปแล้ว ทำไมไปอย่างอื่นมันยังลุกโชนอยู่หล่ะ? อย่างนี้ไม่มีทางที่จะเผาเจ้าไขมันที่สะสมอยู่แบบฝากประจำไปได้เลย ฝากแล้วฝากเลยเสียด้วย

มุขใหม่ที่พอจะคิดได้ตอนนี้ก็คือเพิ่มเวลาในการเดินออกกำลังกายจาก 40 นาที่ เป็น 1 ชั่วโมง เห็นจะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด หากไม่มีภาระกิจอะไรเร่งด่วน คงจะได้เห็นกันสัปดาห์ต่อไป

จากนั้นคงต้องศึกษาหาความรู้เรื่องการเร่งเจ้าเมตาบอลิซึมนี้ให้กลับมาทำงานได้อย่างเต็มสูบด้วยวิธีธรรมชาติต่างต่างนานาให้เห็นมรรคเห็นผลเป็นเรื่องเร่งด่วนอีกด้วย

ผลจะเป็นอย่างไร กำลังใจที่ถดถอยขณะนี้เป็นปัจจัยสำคัญ

สัปดาห์ที่ผ่านมา กิจกรรมเยอะดี

เช้านี้ แม้จะยังต้องการนอนต่อเพื่อชดเชยเมื่อคืนวาน แต่ต้องตื่นมาทำภารกิจประจำให้เรียบร้อยก่อน เสร็จแล้วก็กลับมาเข้าห้องน้ำปล่อยของเสียแล้วเดินกลับเข้าไปเอนหลังอีกครั้ง ไม่ทันจะหลับดีก็พลันนึกขึ้นได้ว่าต้องชั่งน้ำหนักนี่นา ดีที่ยังไม่ได้กินอะไรรองท้องไป เดินขึ้นตาชั่งได้สนิทใจ ผลออกมาว่าเข็มมาหยุดอยู่แถวๆ เก้าสิบสี่กิโลไม่เกินครึ่งไป

สัปดาห์ที่ผ่านมามีกิจกรรมดีๆ หลายอย่าง เริ่มตั้งแต่ได้อดล้างพิษหนึ่งวันในวันอาทิตย์ที่แล้ว ไปเข้าอบรมการเขียนโปรแกรมในวันพฤหัส กล้บมาเหนื่อยมากจนมื้อเย็นไม่อยากกินอะไร เห็นบะหมี่แห้งเหลืออยู่ห่อหนึ่งก็คว้ามาเติมพลังเสียหน่อย คิดว่าจะอยู่ท้อง ที่ไหนได้กว่าสี่ทุ่มแล้วดันเกิดตบะแตก ควานหาอาหารมาบำบัดทุกข์จนแทบจะได้ทุกข์อื่นแทน วันรุ่งขึ้นจึงต้องลดปริมาณอาหารเป็นการชดเชย จนถึงเมื่อวานก็ได้ไปไหว้พระ ๙ วัด ได้ทั้งบุญ ได้ใช้พลังงานอย่างหนัก แต่ไม่เหนื่อยเลย

ไม่แน่ใจว่าที่ผ่านมาคุมอาหารจนเข้าที่เข้าทางแล้วหรือยัง ระหว่างมื้อยังรู้สึกหิวอยู่เนืองๆ ตอนสี่โมงเย็นแต่ละวันก็ได้เดินออกกำลังกายและบริหารกล้ามเนื้ออยู่บ้าง หากไม่ติดขัดอะไรก็จะเคร่งครัดเรื่องนี้ให้เห็นผลให้ได้

เพื่อเป้าหมายที่ตั้งไว้ในวันปีใหม่

สงสัยเตาเผาพลังงานในต้วยังจุดไม่ติด

เช้านี้สะดุ้งตื่นตั้งแต่ตีสี่กว่าๆ เมื่อคืนนอนแต่หัวค่ำเพราะเหนื่อยล้าจากการตัดต้นมะม่วง ที่สะดุ้งตื่นง่ายอาจจะเพราะร่างกายได้นอนพอแล้วหรือเปล่าไม่ทราบ แต่เสียงของรถเก็บขยะที่มาตอนนั้นดังพอที่จะช่วยปลุกได้ พอตื่นแล้วก็นอนต่อตอนนั้นไม่หลับ ประจวบกับข้าศึกมาจ่อที่ประตูเมืองแล้ว

พลิกตัวอยู่ไม่นานก็ตัดสินใจลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำดีกว่า ปลดทุกข์ออกไป จากนั้นก็เดินขึ้นตาชั่งได้ความว่าขึ้นไปอยู่ที่เก้าสิบห้าครึ่งเฉยเลย เฮ้อ…เมื่อวานเหนื่อย ก็เลยสวาปามตอนเย็นมากไปหรือเปล่า สงสัยตะหงิดๆ อยู่

นั่งไปนั่งมาสักพักก็เอนหลังลงไปอีกครั้งเพราะยังพอมีเวลา ตื่นมาอีกทีใกล้จะหกโมงเช้าออกไปทำกิจธุระให้เรียบร้อย เข้าบ้านมาก็พร้อมเข้าห้องน้ำอีกครั้ง พร้อมหนังสือพิมพ์ประจำวัน เสร็จแล้วก็เดินขึ้นตาชั่งอีกครั้ง อยากรู้ว่าผลจะเป็นอย่างไร ถ่ายท้องออกไปราวๆ ครึ่งกิโลได้ มีอย่างนี้ด้วย

สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เริ่มออกกำลังตั้งแต่วันอังคาร พร้อมเจ้า iPod ที่เพิ่ง burn in ผ่านไป เริ่มจากเดินบนเครื่องออกกำลังสิบนาทีเพราะเครื่องหนักมาก จากนั้นก็ไปเดินอยู่ที่ลานหน้าบ้านอีกสามสิบนาที ลมพัดเอื่อยๆ ทำให้เหงื่อไม่เปียกเสื้อ แต่หัวใจเต้นขึ้นไปถึงหนึ่งร้อยยี่สิบครั้งต่อนาที วัดเมื่อเดินเสร็จ ก็น่าจะได้อะไรบ้าง

จากนั้นก็ไปต่อด้วยลุกนั่งหรือ sit up เป็นชุดละยี่สิบครั้ง สองชุด มีพักระหว่างชุดบ้าง พอเสร็จก็ถอดถุงเท้ารองเท้าออก เพื่อไปนั่งยกน้ำหนักขนาดลูกละหกกิโล เริ่มที่แขนขวาแล้วสลับมาแขนซ้าย ชุดละสิบสองครั้ง ติดต่อกันห้าชุด รวมกันก็ได้หกสิบครั้ง เป้าหมายอยู่ที่ลุกนั่งชุดละสามสิบ สองชุด ส่วนยกน้ำหนักชุดละสิบสอง สิบชุด อย่างที่เคยทำได้มาก่อน สักปีสองปีที่แล้วนั่น

แต่ทำไมน้ำหนักยังไม่ลงให้เห็นเนื้อเห็นหนังบ้างเลย ทั้งๆ ที่พยายามคุมอาหารประจำมื้อไปด้วยแล้ว สงสัยเตาเผาพลังงานในต้วยังจุดไม่ติด คงต้องดูไปอีกสักระยะหนึ่ง ดูความเปลี่ยนแปลงด้านอื่นๆ ตามไปด้วย

ตลอดวันนี้ก็เข้าคอร์ส ‘อดล้างพิษ หนึ่งวัน’ ด้วยการกินมะละกอเพียงอย่างเดียว คงไม่ช่วยให้ขนาดของกระเพาะเล็กลงไปกว่านี้ แต่ก็คงช่วยล้างพิษได้บ้าง ระหว่างวันจิตใจก็วิ่งตามหาอาหารญี่ปุ่นแบบบุฟเฟต์อยู่เรื่อยๆ อืม…จะทนได้ขนาดไหนกันนี่