ชีวิตคือการทดลอง

ตั้งหัวข้อแบบนี้เพื่อเป็นข้อแก้ตัวที่สัปดาห์ที่ผ่านมาน้ำหนักไม่ลดลง เช้านี้ชั่งแล้วยังปริ่มๆ อยู่แถวเก้าสิบสองกิโลอยู่เหมือนเดิม นั่นเพราะเริ่มต้นสัปดาห์ที่แล้วก็พบว่า หากมื้อเย็นไม่อิ่มหนำ มื้อค่ำจะตามมาแบบปฏิเสธไม่ได้

กลายเป็นว่าตลอดสัปดาห์ก็จะหาอะไรประทังความอยากตอนค่ำเสียร่ำไป แถมยังอ้างเหตุผลว่าไม่เป็นไรกระมัง ตอนกลางวันก็ไม่ได้กินอะไรมากมาย กินเท่านี้คงไม่เป็นไร แล้วเป็นอย่างไร ผลที่ได้คือน้ำหนักไม่ยอมลงตามแผนจนได้

เมื่อวานนี้ได้ไปเดินออกกำลังตอนเช้าที่สวนสมเด็จฯ อีกครั้ง น่าสนใจตรงที่การเดินทำได้ดีมากที่สุดเท่าที่เคยเดินมา ระหว่างเดินสามารถเข้าถึงเส้นทางแห่งการทำสมาธิได้ด้วย แม้ยังไม่เข้าขั้น แต่ได้ประสบการณ์ในการกำหนดลมหายใจเข้าออกช้าๆ ไประหว่างการเดินที่เร่งความเร็วได้มากกว่าที่เคยเดินได้ กลายเป็นสถิติใหม่ที่ดีที่สุดไปแล้ว
เพลงที่ฟังกลายเป็นเพลงในดวงใจไปโดยพลัน …ด้วยจังหวะหนึ่งร้อยแปดสิบบีทต่อนาที และทำให้สถิติของทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาดีขึ้นไปด้วย

19 May 2007 Summary Week 200720

เรื่องไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เพราะว่าระหว่างการเดินเช้าวานนี้เกิดอุตรินึกสนุกว่าเมื่อสามารถเดินเร็วได้ขนาดนั้น ขั้นต่อไปคงต้องวิ่งแล้ว จึงวางแผนว่าในช่วงท้ายของการเดินจะลองจ๊อกกิ้งดูเสียหน่อย เพื่อสังเกตปฏิกริยา

เมื่อเสียงบอกทางหูฟังว่า้เหลืออีกเพียงห้าสิบแคลอรี่เท่านั้นจะถึงเป้าหมายที่หกร้อยแคลอรี่ จึงเริ่มขยับจากเดินเร็วเป็นวิ่งเหยาะๆ ผลก็คือได้ลิ้มรสความยากลำบากขึ้นโดยพลัน ทั้งฝ่าเท้าที่ต้องรับแรงกระแทกโดยพยายามวิ่งให้ลงส้นเท้า ทั้งข้อเท้าที่รับน้ำหนักและต้องเกร็งเพื่อออกแรงส่งให้วิ่งไปข้างหน้า ร่างกายท่อนบนที่โคลงเคลงเป็นก้อนไขมันขนาดใหญ่เคลื่อนที่ได้ เสียเตือนสี่สิบ สามสิบ ยี่สิบแคลอรี่ ช่างยาวนานในความรู้สึก จนกระทั่งครบตามเป้าหมายจึงเปลี่ยนกลับมาเดินเร็ว และลดความเร็วลงจนจบการเดินไป

จริงแล้วเป้าหมายที่ตั้งไว้คือเมื่อไหร่ที่น้ำหนักลดลงจนเหลือราวๆ แปดสิบกิโล จะเริ่มวิ่งอย่างจริงจัง เพราะคิดเอาว่านั่นน่าจะเป็นน้ำหนักที่วิ่งไหว เมื่อทดลองวิ่งดูวานนี้ แม้ยังห่างไกลน้ำหนักที่เหมาะสม แต่กลับทำให้ความกลัวการวิ่งเิริ่มก่อตัวขึ้น ระหว่างนี้คงต้องศึกษาศาสตร์แห่งการวิ่งที่แท้จริงเสียก่อน เพราะมันไม่เหมือนสมัยวัยรุ่นที่จะวิ่งไปไหนก็ได้ดังใจปรารถนา ต้องศึกษาเพื่อระวังและบรรเทาอาการบาดเจ็บจากการวิ่งอย่างจริงจัง

เช้านี้จึงได้รับผลพวงจากวานนี้อย่างเห็นได้ชัด เพราะกล้ามเนื้อหลายส่วนทำงานหนักขึ้นในระหว่างการทดลองวิ่ง แม้จะช่วงสั้นไม่ถึงห้านาที แต่หลังจากนั้นยี่สิบสี่ชั่วโมงความเมื่อยล้าก็ตามมา เป็นอุปสรรคสำคัญในการเดินเช้านี้ แม้ในช่วงแรกการเร่งความเร็วยังทำได้ดีมาก จนคิดว่าน่าจะทำได้ดีเท่าเมื่อวาน แต่เมื่อผ่านไปครึ่งทาง กล้ามเนื้อสะบักทั้งสองข้างเกิดปวดเมื่อยอย่างรุนแรง การเดินด้วยความพยายามในการเร่งความเร็ววันนี้ทำให้กล้ามเนื้อหลายส่วนเครียดไปตามๆ กัน รู้ได้จากการเกร็งตัวจนรู้สึกปวด จิตจึงมัวแต่ไปจับอยู่ที่เวทนานั้นจนลืมการกำหนดลมหายใจที่เพิ่งค้นพบเมื่อวานนี้ และไม่สามารถกำหนดให้ผ่อนคลายความเครียดในกล้ามเนื้อมัดเหล่านั้นได้

การเดินช่วงห้าสิบแคลอรี่สุดท้ายรู้สึกทรมานไม่น้อย จริงแล้วรู้สึกตั้งแต่สองร้อยแคลอรี่สุดท้ายแล้ว แต่ก็พยายามกำหนดจิตไปที่ความมุ่งมั่นตั้งใจ เพราะจะมีเพียงสัปดาห์ละวันสองวันเท่านั้นที่จะได้มาเดินที่สวนสมเด็จฯ นี้ ต้องเก็บเกี่ยวให้คุ้มค่ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนลุล่วงไปได้ด้วยดี

หลังเดินเสร็จ ดูสรุปผลการเดินจากหน้าจอไอพ็อดนาโนได้ค่าเฉลี่ยความเร็วที่ใกล้เคียงเมื่อวานแต่ไม่เร็วเท่า บอกกับตัวเองว่าวันนี้ต้องรับผลจากเมื่อวาน แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน ส่งข้อมูลเข้าระบบ นั่งดูรูปแบบการเดินแล้วแทบจะทับเป็นเส้นเดียวกับเมื่อวานได้เลยทีเดียว ไม่เป็นไร ได้ประสบการณ์ที่ดีมากกับการเดินในสวนสมเด็จฯ สองวันนี้

จากนี้คงต้องเยียวยากล้ามเนื้อที่เมื่อยล้า ตั้งใจว่าจะไม่เอามาเป็นอุปสรรคในการเดินออกกำลังที่บ้านในสัปดาห์ใหม่นี้

ส่งเสริมภาษาไทยคือการสร้างคุณธรรม

ขับรถกลับมาจากสวนสมเด็จฯ หลังจากออกกำลังกาย ก็ได้ฟังวิทยุก่อนเคารพธงชาติ จำได้ไม่ผิดแน่ว่าเป็นเสียงของคุณหมอประสพ รัตนากร จิตแพทย์อาวุโสที่ผมฟังบทความของท่านทางวิทยุมาตั้งแต่จำความได้ ปกติท่านจะเสนอหลักคิดจิตวิทยาแบบไทยๆ ที่สามารถปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้เลย เช้านี้มาฟังเอาตอนกำลังจะจบบทความเสียแล้ว

สารที่ได้รับก็คือท่านกำลังอธิบายว่าทำไมการส่งเสริมภาษาไทยเป็นการสร้างเสริมคุณธรรมให้กับคนในสังคมได้เช่นกัน จะผ่านเลยไปได้อย่างไร

ท่านยกตัวอย่างจากหนังสือภาษาไทยที่ท่านต้องเรียนจนจบมัธยม 8 ว่าเต็มไปด้วยโคลงกลอนที่สอนใจให้เป็นคนดี แม้กระทั่งหนังสือที่ท่านต้องเรียนระหว่างเป็นนิสิตแพทย์ก็ยังมีเรื่องราวของจรรยาบรรณแพทย์อยู่มากมาย

ทำให้ผมคิดตามไปว่านั่นเป็นความจริงที่แท้ เพราะการไม่ส่งเสริมภาษาไทย ขนาดที่ครูเองก็ยังพูดภาษาไทยไม่ชัด วรรณกรรมไทยดีๆ มากมายก็จะถูกละเลย หันไปสนใจแต่วรรณกรรมเทศที่ก็มีเหมือนกันที่สอดแทรกคุณธรรมประจำใจไว้ แต่นั่นไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตไทยหรือเปล่า ทำให้จับต้องไม่ได้ นำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันไม่ได้ หรืออาจจะดูดีแต่ก็เบาหวิวจนเกินไป

ตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 ประเทศไทยก็มุ่งหน้านำเข้าวัตถุจากต่างชาติ เพียงเพราะคิดว่านั่นจะมาช่วยพัฒนาประเทศได้ แต่ไม่รู้เท่าทันว่านั่นเป็นการนำเข้าวัฒนธรรมเทศเข้ามาพร้อมกันด้วย สุดท้ายของดีที่มีอยู่แล้วก็ถูกละเลย

เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะคนที่เห็นว่าของเทศนั้นดีแน่เพราะคุ้นเคยอย่างนั้น มันไม่ใช่ความผิดของวัฒนธรรมดั่งเดิมของไทยเลยใยต้องละทิ้งจนแทบจะสูญพันธุ์ไป แถมยังเหยียดด้วยใจหยาบว่ามันไม่ทันสมัย

ตั้งแต่มีภาษาไทย วรรณกรรมไทยถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองสังคมไทยอยู่แล้ว หากส่วนใดมันไม่เข้ากับยุคสมัย จริงแล้วก็ไม่เสียหายที่จะพัฒนาต่อไปโดยต้องเข้าใจพื้นฐานอย่างลึกซึ้ง

คนหน้าจอสมัยนี้ฟังดูก็รู้ว่าอ่านหนังสือน้อย เพราะพบว่าพูดสำนวนไทยผิดที่ผิดทางผิดความหมายอยู่เนืองๆ แถมยังรู้สึกไปเองว่านั่นโก้เก๋นัก พยายามจะด้นสดโดยไม่มีฐานความรู้จริง นั่นยิ่งเป็นการประจานความไม่รู้ของตัวเองออกมาเสียมากกว่า

ผมเห็นด้วยกับคุณหมอประสพอย่างยิ่งครับ