คืบกระท่อนกระแท่น

เริ่มต้นสัปดาห์นี้ยังไม่สามารถออกวิ่งได้ ตั้งใจว่าอยากพักอีกสักสองวัน ที่เหลืออีกห้าวันจะได้วิ่งอีกครั้ง

เริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยเป็นในเช้าวันอังคาร พุธ จนวันพฤหัสมีภารกิจต้องเข้าเมืองก็ตั้งใจจะเก็บระยะทางให้ได้เท่าที่พอจะไหว เพียงครึ่งชั่วโมงก็ยังดีกว่าไม่ได้ขยับเลย

การเดินทางด้วยรถเมล์ในขากลับสร้างปัญหาให้ร่างกายไม่น้อย ไม่เพียงความเมื้อยล้า กลางดึกถึงกับต้องตื่นขึ้นมาดูแลหน้าแข้งทั้งสองข้างที่เป็นตะคริวขึ้นมาพร้อมๆ กัน ไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนเลย เช้าวันศุกร์จึงไม่พร้อมที่จะวิ่งอีกครั้ง ต่อเนื่องมาถึงเช้าวันเสาร์ที่ตื่นแล้วก็ยังเมื่อยล้ากล้ามเนื้อหน้าแข้งขวาอยู่ เลยอู้เสียอีกวันหนึ่ง

กลายเป็นว่าสัปดาห์นี้เริ่มวิ่งได้อีกครั้งแบบกระท่อนกระแท่นอย่างนี้

เช้านี้ชั่งน้ำหนักด้วยใจกังวลเล็กน้อย เพราะหลังจากกลับมากินอาหารสามมื้อได้เหมือนเดิมแล้ว มื้อค่ำทำท่าจะกลับมาด้วยเช่นกัน แต่ก็ยังพยายามข่มใจให้ไม่เลยเถิดออกไป ตัวเลขเข้านี้จึงยังอยู่ที่แปดสิบแปดกิโล ไม่กระโดดขึ้นไปจนเกินเหตุนัก

พร้อมกับความตั้งใจว่าจะพยายามวิ่งให้ได้ดีที่สุดในเดือนนี้ ระหว่างวิ่งเช้านี้ สังเกตุร่างกายได้ว่าไม่ฟิตเหมือนก่อน หวังว่าคงจะค่อยๆ ดีขึ้นก็แล้วกัน

ทันทีที่ได้เห็นผลการวิ่ง ได้พบกับตัวเลขสนุกๆ ทั้งจำนวนครั้งที่วิ่งและระยะทางสะสม ก็ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย

อยากขอให้ความสนุกในการวิ่งรีบกลับมาเสียที

แพ้น็อคยกสิบ

สัปดาห์นี้เริ่มต้นด้วยความหวังที่จะได้ร่วมการแข่งขันวิ่งสิบกิโลมินิมาราธอนที่จัดโดยยูเอ็น ปรากฏว่าฝนตกไม่หยุด

ไม่เป็นไรเป้าหมายต่อไปก็คือทำสถิติของวันที่เหลือของเดือนตุลาคมนี้ให้ไม่แย่ไปกว่าที่เคยก็แล้วกัน ทำได้อยู่สามวันก็เกิดเรื่องขึ้นอีกจนได้

สถิติของเดือนตุลาคมและของสัปดาห์ที่สี่สิบสี่ของปีนี้จึงทรุดลงอีกครั้ง

เรื่องที่เกิดคือมีอาการสังเกตได้ว่าแปลกคือกล้ามเนื้อน่องทั้งสองข้างเกร็งอ่อนๆ ตั้งแต่เริ่มเย็นวันพฤหัสฯ ทั้งที่ตื่นมาก็ไม่สดชื่น ไม่ได้วิ่งอีกวันหวังว่าจะมาเก็บอีกทีวันศุกร์ กลายเป็นว่าเช้าวันศุกร์ จำเป็นต้องรีบลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ อาการแย่เอามากๆ ปวดท้องเอาเรื่อง พาลให้ปวดหัวหนักจนต้องกลับไปนอนต่อทันที

อาการในวันศุกร์ วันสิ้นเดือนตุลาคม ถือได้ว่าหนักหนา แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ตื่นขึ้นมาอาบน้ำอาบท่าอีกครั้งก็ยังไม่สดชื่น กินโจ๊กข้าวกล้องไปชามหนึ่งแล้วล้มตัวลงนอนอีกครั้ง กลางวันก็ลุกขึ้นเข้าห้องน้ำและกินข้าวต้มอีกชามตามด้วยยาฆ่าเชื้อแก้ท้องเสียแล้วนอน เย็นไม่อยากกินอะไรมาเพราะชักจะถ่ายเหลวมากไป กินขนมปังไปสองแผ่นตามด้วยยาฆ่าเชื้อและยาลดไข้ อาการหนักหัวเริ่มจะดีขึ้น แต่อาการท้องเสียยังไม่มีวี่แววว่าจะหายได้

เช้าวันเสาร์รู้สึกดีขึ้นได้สักเจ็ดในสิบส่วน สามารออกจากบ้านไปทำธุระได้ แต่สายหน่อยก็เริ่มเพลียอีกครั้ง วันนี้ทั้งวันถ่ายเหลวถ่ายลมทั้งวัน แม้จะถึงเวลานอนแล้ว ลมในลำใส้ใหญ่ทำท่าจะถ่ายเท่าไหร่ก็ไม่หมด จะเที่ยงคืนแล้วต้องบำบัดด้วยขมิ้นชันอีกสองเม็ด แล้วข่มตาให้หลับสนิท

เช้านี้หลังจากทำภารกิจทั้งหมดเสร็จแล้วจึงเดินขึ้นตาชั่ง น้ำหนักตัวเหลืออยู่ที่แปดสิบเจ็ดกิโลครึ่งโดยไม่ต้องอดอาหารตามแผนที่วางไว้ มานั่งคิดทบทวนอาการป่วยครั้งนี้ใกล้เคียงกับอาการป่วยที่เคยเป็นครั้งหนึ่งในอดีต เป็นไปได้ว่าจะเป็นเพราะมีแมลงวันมาตอมอาหารที่กินเป็นมื้อกลางวันเมื่อวันพุธก่อนเข้าบ้าน

ของแบบนี้เหมือนจะรู้แต่ก็ไม่รู้เท่าทัน ก็เหมือนถูกหมัดน็อคโดยไม่ระวังตัวนั่นแล…