สู้เพื่อสุขภาพ

ใช่ว่าอะไรมันจะสมใจไปเสียทุกอย่าง สัปดาห์นี้ดูทีท่าว่าน่าจะวิ่งได้เป็นปกติเพราะภาพรวมสุขภาพก็ดีขึ้นแล้ว กลับกลายเป็นว่าคืนวันพุธเกิดสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก กว่าจะหลับได้อีกก็เสียเวลาไปนาน เช้าวันพฤหัสจึงไม่สามารถวิ่งได้ พอดีกับที่ต้องไปธุระที่เมืองชลอีก จึงใช้เวลาไปกับการสะสางงานก่อนที่จะออกเดินทาง

การวิ่งก็ค่อยเพิ่มจากห้ากิโลเมตรมาเป็นห้าร้อยแคลอรี่จนวิ่งไปถึงหกกิโลจนได้ มีวันเสาร์ที่พิเศษหน่อย จึงตั้งใจวิ่งให้ได้แปดกิโลอีกครั้ง เกือบจะไม่สำเร็จ

ทั้งสัปดาห์ขาดไปเพียงวันเดียวอย่างน่าเสียดาย

การปฏิบัติเพื่อสุขภาพตลอดสัปดาห์ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ บางวันอาจจะไม่ได้แช่เท้าในน้ำเย็นเลย บางวันอาจทำได้เพียงครั้งเดียว แต่ที่เพิ่มมากอย่างน่าสนใจก็คือการกินน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเพื่อเก็บข้อมูล แม้จะทำไม่ได้ทุกวัน แต่ก็พยายามทำให้ได้สม่ำเสมอ เช้าเสร็จจากวิ่งสองช้อนโต๊ะ เย็นก่อนมื้อเย็นครึ่งชั่วโมงอีกสองช้อนโต๊ะ

หลังที่กินน้ำมันมะพร้าวก็จะมีอาการมวนท้องบ้าง ต้องเข้าห้องน้ำไปเลยบ้าง อีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือขมิ้นชันแค็ปซูลหลังอาหารเพื่อช่วยการย่อยอาหารและอาการแปลกๆ ที่ยังตามมาเยี่ยมเยียมอยู่ แผนการกินน้ำมันมะพร้าวคงจะกินประมาณเดือนละสองสัปดาห์ ที่ต้องพักสองสัปดาห์ก็เพื่อเปิดทางให้การล้างพิษตับและถุงน้ำดีนั่นเอง

ส่วนน้ำเอนไซม์ก็ยังปั่นสลับกันไประหว่างแครอทและฝรั่ง มีบางวันก็ไม่ได้ปั่น แต่ที่สำคัญคือต้องกินตอนท้องว่าง รวมถึงผลไม้จากที่เคยกินหลังอาหารก็เปลี่ยนมากินตอนท้องว่างเช่นกัน เพียงว่าอย่างไหนจะกินตอนสายหรือตอนบ่ายเท่านั้นเอง

ลองกลับไปกินกาแฟอีกด้วย เพราะยังเหลืออีกตั้งขวดใหญ่ ผลก็คือกินหรือไม่กินก็ไม่เดือดร้อนอะไรนัก ดีเหมือนกัน

น้ำหนักชั่งเมื่อเช้าลงไปอยู่ที่ปริ่มแปดสิบสองกิโลแล้ว ปริ่มทางเกินมานิดหน่อย ได้อ่านหนังสือเรื่องน้ำมันมะพร้าวอธิบายว่าการกินน้ำมันมะพร้าวร่วมกับการออกกำลังกายจะช่วยให้อัตราการเผาผลาญพลังงานดีขึ้น อย่างนี้หากวันไหนไม่ได้ออกกำลังคงต้องหยุดกิน

เย็นนี้กลับมีอาการเจ็บกล้ามเนื้อฝ่าเท้าขวาอีก อาจเป็นเพราะเมื่อวานกินโปรตีนมากไปหรือเปล่าไม่รู้ และสองวันมานี้ไม่ได้แช่เท้าเสียด้วย หลังจากแช่น้ำเย็นไปสองรอบแล้ววันนี้คงต้องดูอาการกันต่อไป

สู้เพื่อสุขภาพต่อไป