หรือความคาดหวังคืออุปสรรค

อย่างที่ได้บอกไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าคงจะไม่มีการคาดหวังอะไรสำหรับสัปดาห์นี้ อะไรจะเกิดก็ขอให้เกิด จะทำอะไรได้หรือไม่ได้ก็ขอให้เป็นไปตามเหตุปัจจัย

แม้จะเริ่มต้นสัปดาห์อย่างสวยงามกับระยะทางเกือบเก้ากิโล ก็มิได้คิดไปเองต่างต่างนานาว่าจะต้องให้สิ่งใดเป็นอย่างไร แต่ละวันต่างก็พิจารณาจากเหตุปัจจัยต่างๆ เพื่อกำหนดการกระทำ หรือนี่จะเป็นการเรียนรู้ครั้งสำคัญของชีวิต

เช้าวันอังคารสามารถสะสมระยะทางได้ครับเป้าหมายที่หนึ่งร้อยกิโลได้สำเร็จ ก่อนกำหนดเพียงไม่กี่วัน แต่ก็ทำให้รู้สึกดีว่าสามารถทำได้ตามเป้าหมายแม้น้อยกว่าเคยก็ยังดีกว่าทำไม่ได้เลย

จากแผนการวิ่งที่รักษาไว้ที่หกร้อยแคลอรี่มาได้ระยะหนึ่งและอยู่ตัวแล้ว จึงลองเพิ่มขึ้นไปอีกขั้นเป็นที่ระยะทางแปดกิโลเมตร ก็สามารถทำได้ตามที่ตั้งไว้ ปิดท้ายสัปดาห์ด้วยระยะทางเกือบเก้ากิโลอีกครั้ง

ปรากฏว่าสัปดาห์นี้สามารถออกวิ่งได้ครบทุกเช้าโดยไม่มีปัญหา เป็นการวิ่งครบทุกวันสัปดาห์ที่ห้าของปีนี้

ขณะที่วันนี้เป็นวันสิ้นเดือนพอดีจึงพาเอาสถิติของทั้งเดือนมารวมเอาไว้ด้วย เห็นได้ว่ามีช่องโหว่งตรงกลางอยู่หลายวัน

น้ำหนักชั่งเมื่อเช้าเด้งขึ้นไปอยู่ที่แปดสิบห้ากิโลครึ่ง คงไม่เพียงเพราะบุฟเฟต์มื้อกลางวันเมื่อวานอย่างเดียว แต่เพราะการกินบำบัดที่หวนกลับมาอยู่หลายคืนด้วยเป็นแน่ แม้จะเพิ่มน้ำมันมะพร้าวหีบเย็นมื้อละช้อนเข้าไปแล้วก็ตาม

อย่างน้อยก็ยังดีที่ได้ออกกำลังกายทุกวัน ร่างกายโดยรวมจะได้มีแรง เตาเผาพลังงานจะได้ทำงานมากขึ้นอีกหน่อยหลังจากมอดไปในช่วงสองเดือนที่ผ่านมานี้เสียหลายวัน

แต่ความรู้สึกรวมๆ ของสุขภาพก็ยังไม่ดีตามที่ต้องการ ส่วนหนึ่งก็มาจากอาหารการกินและของขบเคี้ยวต่างๆ นั่นแหละ ยังไม่สามารถบังคับตัวเองได้ชะงักเท่าช่วงเวลาที่เข้าโปรแกรมล้างพิษตับและถุงน้ำดี แต่ก็จะพยายามควบคุมตัวเองให้ได้มากขึ้น

อากาศช่วงนี้เริ่มเย็นลง การวิ่งในตอนเช้าทำได้ดีขึ้นกว่าก่อนเยอะ ช่วงที่พยายามเร่งฝีเท้า ก็จะมีอาการสะท้อนขึ้นมาที่หลังมากขึ้น เป็นไปได้ว่ากล้ามเนื้อหลังอ่อนแอเกินไป เมื่อวันพฤหัสได้ออกไปงานหนังสือ กระเป๋าใส่หนังสือก็หนักจนทำให้หลังเจ็บเหมือนกัน ดีที่หลังจากได้นอนพักอาการก็หายไปทั้งหมด

อย่างนี้คงต้องเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรงยิ่งขึ้นอีกด้วย นั่นเป็นแผนการในใจ

แต่ก็ใช่ว่าจะต้องคาดหวังอะไรมากมายเพิ่มขึ้นอีก…