Confessions (2010)

การโหยหาสิ่งที่ขาดแคลนในใจ นำมาสู่ความมืดบอดของหัวใจดวงนั้นเอง

Confessions (告白 Kokuhaku) เป็นผลงานล่าสุดของ Tetsuya Nakashima ผู้กำกับ Memories of Matsuko ที่ได้ดูไปในช่วงวันเปลี่ยนผ่านมาสู่ปีใหม่นี้

เรื่องการการแก้แค้นที่มีแกนหลังอยู่ที่ความรู้สึกโหยหา ความต้องการการยอมรับ และนำไปสู่โศกนาฏกรรม เมื่อเทียบกับเรื่อง Memories of Matsuko แล้ว เป็นแก่นแกนเดียวกันราวกับเป็นแนวทางถนัดของ Tetsuya Nakashima เพียงแต่ Memories of Matsuko ออกจะกสว่างสดใสและมองเห็นกำลังใจได้อยู่เนืองๆ ส่วน Confessions นั้นมืดมนและพาไปสู่ความมืดบอด

หนังเรื่องนี้เป็นตัวแทนของประเทศญี่ปุ่นเข้าร่วมงานประกาศผลรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศ หากนำไปเทียบกับ Departures ของญี่ปุ่นเองที่ได้รางวัลนี้ประจำปี 2009 แล้วก็จะได้อารมณ์ที่แตกต่างหลากหลายอย่างน่าสนใจ ไม่ถึงกับว่า Confessions จะดู dark ดู nior จนไม่เข้าตากรรมการ แต่หนังพูด (confession สารภาพบาป) เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องของสังคมเล็กๆ ของตัวเอง

วิธีการเล่าเรื่องที่ dark ที่ nior อย่างเนิบนาบเชื่องช้าอาจจะทำให้คนดูเบื่อได้ในช่วงชั่วโมงแรก แต่เมื่อได้ดูไปจนถึงการกระทำสุดท้ายแล้วก็ถือได้ว่าคุ้มที่ได้นั่งดูอย่างอดทนมาตลอดเกือบสองชั่วโมง การแสดงของ Takako Matsu ถือได้ว่าไม่ต่ำกว่ามาตรฐานที่ผ่านมาแต่ก็ไม่โดดเกินกว่าที่เคยเช่นกัน และเธอนี่เองที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดให้ต้องหาเรื่องนี้มาดู ญี่ปุ่นมีนักแสดงหญิงหลายคนที่ใช้ฝีมือกรุยทางให้ตัวเองมีที่ยืนอย่างสง่างามอยู่ในวงการ

ข้อมูลเพิ่มเติม
http://en.wikipedia.org/wiki/Confessions_(film)
http://en.wikipedia.org/wiki/Tetsuya_Nakashima
http://en.wikipedia.org/wiki/Takako_Matsu
http://en.wikipedia.org/wiki/Memories_of_Matsuko
http://en.wikipedia.org/wiki/Departures_(film)
http://en.wikipedia.org/wiki/Film_noir
http://tum.in.th/latest/2011/01/memories-of-matsuko-2006/

ผลสุขภาพ

ถ้าสามารถเริ่มต้นสัปดาห์นี้ด้วยระยะทางสิบกิโลได้หละก็ วิเศษที่สุด แต่เมื่อความพร้อมยังไม่ถึงขีดก็ออกวิ่งด้วยแผนการเดิมไปก่อน ไม่ว่ากัน รุ่งขึ้นเป็นวันที่จะไปตรวจสุขภาพเต็มรูปแบบอย่างที่เคยตรวจเมื่อสามปีที่แล้ว

ผลการตรวจก็มีสูงขึ้นต่ำลงบ้างคละกันไปแต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ขาดเพียงระดับกรดยูริกในเลือดที่ยังเกินอยู่ ดีที่แม้จะเกินก็ยังเกินในระดับที่ลดลง อีกเรื่องที่ติดใจก็คือตาชั่งที่โรงพยาบาลจะได้เห็นตัวเลขสูงกว่าน้ำหนักที่ชั่งเองที่บ้านถึงสองกิโลเลย

สิ่งสำคัญของการตรวจครั้งนี้คือการวิ่งสายพาน สามารถวิ่งผ่านไปเต็มสิบนาทีอย่างทุลักทุเล ได้รู้ตัวอย่างแน่ชัดแล้วว่าความฟิตของร่างกายยังไม่ถึงระดับเลยจริงๆ เข้าใจได้ในทันทีว่าเป็นเพราะการออกกำลังที่ทำเป็นประจำนั้นยังไม่หนักพอ เรื่องนี้คงต้องการการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่เลยทีเดียว

ต่อมาก็ออกวิ่งตามปกติโดยเลือกระยะห้ากิโลเพื่อเริ่มต้นหลังจากที่หยุดไปหนึ่งวัน และวันพุธก็กลับสู่แผนเดิม ส่วนที่เห็นว่าวันพฤหัสสามารถทำระยะได้ถึงสิบกิโลนั้นเป็นความบังเอิญในตอนที่กำหนดแผนการวิ่งเกิดสะดุดจากเจ็ดร้อยแคลอรี่เป็นแปดร้อยแคลอรี่โดยไม่รู้ตัว และเมื่อคิดว่าถึงเป้าหมายแล้วกลายเป็นว่าต้องวิ่งต่อไปอีกหนึ่งร้อยแคลอรี่ รู้สึกแปลกใจอยู่แล้วว่าทำไมไม่มีเสียงขานความคืบหน้าอย่างที่เคย ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วจึงวิ่งต่อไปจนถึงสิบกิโลเสียเลย ฉลองที่ได้ออกกำลังครบสี่ปีเรียยร้อยแล้วก็ได้

ส่วนเช้าวันศุกร์เป็นอันหยุดไปเพราะรู้สึกว่าได้นอนไม่เต็มที่เนื่องจากมีอาการหิวจัดหลังการควบคุมมื้อเย็นมารบกวนจนต้องลุกขึ้นมาตอนเที่ยงคืน ไม่ได้ลุกขึ้นมาเฉยๆ แน่นอน ยังเปิดกล่องขนมปังกรอบมากินเสียหลายแผ่น มาปิดสัปดาห์ให้เรียบร้อยได้ในเช้าวันเสาร์

ตลอดสัปดาห์ได้พยายามควบคุมมื้อเย็นและหลังจากนั้นมากเป็นพิเศษ เพราะรู้ดีว่านั่นคือสาเหตุที่ลดน้ำหนักไม่ลง ผลจากการตรวจสุขภาพก็ไม่มีอะไรให้หนักใจเกินไปนอกจากน้ำหนักที่ชั่งได้ด้วยตาชั่งของโรงพยาบาล ส่วนน้ำหนักชั่งเมื่อเช้านี้ก็ลงมาอยู่ที่ปริ่มๆ แปดสิบหกกิโลแล้ว

ผลการอัลตราซาวน์ช่องท้องได้ผลของถุงน้ำดีที่ค่อนข้างดี ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนิ่ว อย่างไรก็จะต้องไม่สนุกปากจนทำให้เกิดผลร้ายกับระบบต่างๆ ในช่องท้อง

แผนการใหม่ๆ ยังไม่มีสำหรับวันข้างหน้า คิดว่าจะต้องปรับเปลี่ยนอาหารการกินแต่ละมื้อให้พอดีโดยเฉพาะมื้อเย็นและหลังจากนั้น…

อ่านจบ ค้นคำเค้นความ (๑)

ค้นคำเค้นความ (๑)
ข้อเขียนว่าด้วยความหมายและที่มาของคำในภาษาไทย
โดย ล้อม เพ็งแก้ว | สำนักพิมพ์ศยาม
ISBN 974-7235-43-9
พิมพ์ครั้งที่สอง มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔
ราคา ๑๖๐ บาท

ครูล้อม เพ็งแก้ว คือผู้รู้เรื่องเมืองไทยเป็นอย่างดีอีกท่านหนึ่ง และท่านเคยทำหน้าที่ ‘ยามภาษา’ ด้วยการเขียนบทความให้กับนิตยสาร ‘ฟ้าเมืองไทย’ โดย อาจินต์ ปัญจพรรค์ ปรมาจารย์การประพันธ์อีกท่านหนึ่งของเมืองไทย

เนื้อหาทำนองนี้หาไม่ได้อีกแล้วไม่ว่าจะเป็นสื่อประเภทใดในปัจจุบัน ความรู้สึกถวิลหาจึงเป็นอารมณ์โรแมนติกอีกแบบและการพบกับหนังสือเล่มนี้ก็ถือว่าได้รักษาอาการโรแมนติกจั๊กจี้นี้อย่างชะงักนัก

นอกจากได้รู้จักกับที่มาของคำไทยมากมายแล้วยังได้คำสอนเรื่องการประพันธ์แทรกอยู่ในเนื้อหาไปด้วยอีกมากมาย สังเกตได้หรือไม่ว่าหนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งที่สองมาเมื่อสิบปีที่แล้ว ก็ยังขายไม่หมดและรอให้คนหิวความรู้มาจับจองในราคาลดพิเศษถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์

เป็นความโชคดีของคนอ่านหรือเป็นความโชคร้ายของคนพิมพ์ก็ไม่อาจตัดสินได้

ซื้อหนังสือ วัดไตรมิตรวิทยาราม

พระมหามณฆป พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร

สถิตศรัทธาสถาพร

ที่ระลึกในงานสมโภชพระมหามณฑปพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร (หลวงพ่อทองคำ) วัดไตรมิตรวิทยาราม
บันทึกการรวมพลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชนและชุมชนเยาวราช

ISBN 978-974-300-925-9
ปีที่พิมพ์ พิมพ์ครั้งแรก เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๒
จำนวนพิมพ์ ๔,๐๐๐ เล่ม

วัดไตรมิตรวิทยาราม
เลขที่ ๖๖๑ ถนนเจริญกรุง แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ๑๐๑๐๐
โทรศัพท์ ๐๒-๒๒๒-๗๔๗๐ โทรสาร ๐๒-๖๒๓-๑๒๒๗

วันครอบครัววันนี้ได้มีโอกาสพิเศษเข้าไปสักการะหลวงพ่อทองคำกับครอบครัวสำเร็จหลังจากที่เคยพยายามมาแล้ว เข้าไปสักการะพระประธานเป็นที่เรียบร้อยก็ขึ้นไปที่พระมหามณฑปต่อไป

ที่ชั้นสองของพระมหามณฑปเป็นพิพิธภัณฑ์เรื่องราวของกรุงรัตนโกสินทร์กับประเทศจีนตั้งแต่ครั้งก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็เริ่มมีชาวจีนอพยพลงมาพึ่งพระบรมโภธิสมภารของพระมหากษัตริย์แห่งสยาม รวบรวมเรื่องราวเรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบัน รวมถึงความเป็นมาของชุมชนชาวจีนและ ‘เยาวราช’ ได้เรียนรู้เรื่องราวดีๆ มากมาย โดยเปิดให้บริการฟรีกับคนไทย

ชั้นที่สามเป็นประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อทองคำอย่างละเอียด ก่อนจะออกก็ได้พบกับหนังสือเล่มนี้ที่เหมือนเป็นการรวบรวมเรื่องราวที่อยู่ในชั้นสองและชั้นสามนี้เอาไว้ด้วย ด้วยความต้องการที่ระลึกของการสักการะครั้งนี้จึงไม่เป็นการลำบากเลยที่จะตัดสินใจหยิบเงินหกร้อยบาทออกมาซื้อ

ทั้งสองชั้นมีระบบปรับอากาศอย่างดี และที่วิเศษมากก็คือมีการจัดถุงใส่รองเท้าไว้บริการ เพื่อให้ผู้ชมถอดรองเท้าก่อนเข้าไปหาความรู้กับอย่างเต็มที่

ชั้นบนสุดเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อทองคำ ก็ได้พบกับผู้คนมากมาย สักการะตามอัตภาพแล้วก็ลาลงมา

ไม่เข้าที่เข้าทาง

อาการไม่ดีตั้งแต่เริ่มสัปดาห์ ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้อ่อนเพลียเสียขนาดนั้น เลยขอนอนต่อไปก่อนในวันที่อดล้างพิษหนึ่งวันอีกสัปดาห์ แน่นอนว่าเช้าต่อมาก็จะไม่ได้ออกวิ่ง แถมยังต้องรีบตื่นแต่เช้ามืืดเพราะต้องเดินทางไปทำธุระที่ชลบุรี และสิ่งที่เป็นผู้ช่วยให้การขับรถทางไกลราบรื่นก็คือกาแฟ

แต่ก็ยังไม่ได้ดื่มทันทีในตอนเช้า เป็นการเทผงกาแฟสตาร์บัคเอสเปรสโซโรสต์ที่เหลือทั้งหมดลงชงแบบเพรสแล้วบรรจุลงกระบอกเก็บความร้อนไว้ดื่มระหว่างทาง ส่วนขากลับยังแวะซื้อเอสเปรสโซร้อนจากในปั๊มที่แวะล้างหน้าให้สดชื่นก่อนกลับ โดยใจก็เกรงอยู่ไม่น้อยว่าการกินกาแฟตอนบ่ายสองอาจทำให้ไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันพอดี

และก็เป็นตามนั้น เช้าวันอังคารเลยขอนอนตื่นสาย อดวิ่งไปอีกวัน แต่ก็ได้ออกไปเผาผลาญพลังงานด้วยการเลือกซื้อหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติแทน ตกบ่ายแก่ๆ ก็แวะทานมื้อเที่ยงที่ร้านสเต๊กที่มีบุฟเฟต์สลัด ควบสองมื้อไปเลย

กลับมาออกวิ่งในเช้าวันพุธแบบไม่ค่อยพร้อมสักเท่าไหร่ สังเกตพบด้วยว่าหลายวันที่ผ่านมาคุณภาพการนอนไม่ค่อยดี เช้านี้จึงขอวิ่งสั้นไว้ก่อน อย่างน้อยก็ได้วิ่งแล้วกัน และเช้าต่อมาก็มีอาการของข้อที่ตามมารบกวนหลายวันแล้วสกัดอีกหนึ่งเช้า

พอจะเข้าที่เข้าทางในสองวันที่เหลือของสัปดาห์ ก็สะสมระยะทางไปตามอัตภาพ

น้ำหนักชั่งเมื่อเช้าดูเหมือนการอดล้างพิษหนึ่งวันจะไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ เพราะหลังจากนั้นยังมีบุฟเฟต์สลัดในบ่ายวันอังคาร ต่อด้วยมื้อค่ำในวันพุธที่จิตตกด้วยอาการเมื่อยขบข้อเท้าเรื้อรังมาหลายวัน ตามด้วยบุฟเฟต์สุกี้ในเที่ยงวันรุ่งขึ้น ผลคือตัวเลขแปดสิบหกกิโลครึ่งเหมือนเดิม

ใจจริงก็อยากจะปรับลดมื้อเย็นเป็นลำดับแรก ก็ยังมีปัจจัยให้ยังไม่สำเร็จ แผนต่อไปคือไปตรวจสุขภาพสักหน่อย ผลออกมาคงช่วยให้คิดอ่านอะไรเพื่อสุขภาพได้บ้างกระมัง…

a silent scream from inside.