เพ่งพินิจความหดหู่

นี่คงเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการแล้วกระมัง อากาศยามเช้าที่ลดลงมาอยู่ที่ยี่สิบหกองศา และพระอาทิตย์โคจรอ้อมทิศใต้มากขึ้น เคยได้ยินมาว่าอากาศเปลี่ยนแปลง คนก็เปลี่ยนไป น่าจะเป็นเพราะสภาพอากาศมีผลต่อระดับสารเคมีในร่างกายบางตัว

ทั้งความหดหู่และความเครียดเป็นสาเหตุของความอ้วนและน้ำหนักขึ้น เพราะว่านิสัยเดิมๆ ที่ใช้การกินช่วยบรรเทาความรู้สึกเหล่านั้นยังคงแข็งแรงอยู่มาก

แม้สัปดาห์ก่อนจะกำหนดจนเห็นความเครียดได้อย่างชัดเจน ก็ยังไม่สามารถรับมือได้ดีพอ ถ้ายังไม่สามารถสลายความรู้สึกนั้นไปได้คงลำบากต่อการลดน้ำหนักไม่น้อย

ไม่ทันไรความหดหู่ก็เข้ามาแทน หดหู่เพราะคิดไปเอง เพราะขุดคุ้ยเอาความคิดแง่ลบมาคิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งที่ความจริงแล้วอาจจะไม่เป็นอย่างที่คิดเลยก็เป็นได้ แต่เพราะรากฐานความคิดที่มีความคิดแง่ลบอยู่มาก เมื่อจะหยิบอะไรออกมาคิด จึงหยิบฉวยได้ความคิดแง่ลบออกมาอยู่บ่อยครั้ง

หดหู่เพราะเศร้า หดหู่เพราะน้อยใจ หดหู่เพราะไม่ได้อย่างที่ต้องการ สาเหตุเหล่านี้คล้ายๆ กับการเกิดความเครียด แต่ความเครียดสามารถดัดแปลงไปใช้ในทางสร้างสรรได้ แต่ความหดหู่ไม่สามารถทำได้

วิธีแก้ความหดหู่น่าจะมีอยู่วิธีเดียวคือหยุดคิดในแง่ลบซ้ำซากอย่างนั้นให้ได้ ความเศร้า เสียใจ น้อยใจในเรื่องที่คิดเอาเองนั้นอาจจะไม่เป็นจริงก็ได้ น่าจะมีส่วนจริงอยู่ไม่มากเสียด้วยซ้ำไป การหยุดคิด นอกจากจะช่วยให้ไม่หดหู่แล้ว ยังน่าจะช่วยให้สามารถเอาพลังสมองไปใช้ในทางที่เป็นประโยชน์มากกว่าได้

ในอดีตมักจะใช้การตอบแทนเป็นการยุติความหดหู่ เมื่อไรที่มีการตอบแทน ความเศร้า เสียใจ น้อยใจ ก็จะสลายหายไปได้ในบัดดล

แต่เมื่อพิจารณาให้เห็นความจริงแล้ว หากไม่มีการตอบแทน ก็จะไม่สามารถแก้ไขความหดหู่ได้หรืออย่างไร หากเวลาเนิ่นนานออกไป ยิ่งเสียโอกาสในการพัฒนาตนเองมากขึ้นเท่านั้น

การหยุดคิดจึงเป็นกระบวนการที่เหมาะสมที่สุดเพราะเกิดขึ้นได้จากภายใน ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยปัจจัยภายนอก

คิดๆ ไป ทั้งที่สามารถลดน้ำหนักตัวลงมาอยู่ที่เก้าสิบกิโลตามเป้าหมายแล้ว แถมยังสามารถลดได้ก่อนปลายปีตามที่ตั้งใจไว้เสียด้วย หากต้องปล่อยให้ความหดหู่มาทำลายไปก็คงไม่น่าให้อภัย

หรือเป็นเพราะว่าความหดหู่นั้นเป็นเหมือนมารผจญ มันเริ่มก่อนตัวมาหลายสัปดาห์แล้ว มันแทรกตัวเข้าไปในความฝันเลยทีเดียว ส่งผลให้การตื่นนอนไม่ดีเท่าที่ควรเสียด้วย หากยังคงผูกจิตความคิดอยู่กับความหดหู่ เห็นที่จะต้องสูญเสียความพยายามในการลดน้ำหนักเป็นแน่แท้

จะปล่อยให้ความหดหู่ทำลายความพยายามตลอดหกเดือนที่ผ่านมากับระยะทางนับพันกิโลให้เสียไปหรืออย่างไร

มารจะผจญก็ต้องสู้ด้วยความเข้มแข็ง…

ฉันเห็นความหดหู่

สำเร็จไปอีกหนึ่งงาน งานที่สัปดาห์ที่แล้วเครียดกับการปรับเปลี่ยนข้อมูลการสั่งซื้อสินค้าอยู่หลายครั้งแต่ก็ส่งมาถึงมือทันในวันเสาร์ จึงสามารถลงมือทำให้วันอาทิตย์และเสร็จเรียบร้อยในวันจันทร์ เป็นการทิ้งทวนการประกอบเครื่องพีซีเครื่องสุดท้าย ต่อไปนี้จะไม่รับงานประกอบและงานซัพพอร์ตเครื่องพีซีอีกต่อไปแล้ว เพราะต้องการมุ่งมั่นกับการพัฒนาบนเครื่องแม็คให้เต็มที่

งานติดพันในวันอาทิตย์ทำให้เช้าวันจันทร์ต้องรีบตื่นขึ้นมาทำต่อให้สำเร็จ จึงไม่ได้เดินออกกำลังกายไปหนึ่งวัน วันที่เหลือจึงตั้งใจเดินอย่างเต็มที่

ดีที่อากาศตอนเช้าเริ่มเย็นลงแล้ว เย็นขนาดที่เข้านอนตอนกลางคืนได้โดยไม่ต้องเปิดแอร์ได้เลยทีเดียว นอนหลับสบาย อากาศดี ทำให้สามารถเดินในช่วงต้นได้ความเร็วดีขึ้นอีกด้วย

แต่เสาร์อาทิตย์นี้กลับเร่งไม่ได้ คงต้องดูกันยาวๆ

เช้านี้เดินขึ้นตาชั่งครั้งเดียวพอ เห็นเข็มปริ่มล้นเก้าสิบกิโลอยู่เล็กน้อยจึงไม่อยากชั่งซ้ำ ความเครียดยังคงอยู่หรืออย่างไร

จริงแล้วความเครียดจากสัปดาห์ก่อนสลายไปแล้วหลังจากได้กำหนดรู้ จนได้เห็นความเครียดอย่างชัดเจน แต่สัปดาห์นี้กลับมีความหดหู่เข้ามาทักทายแทน ไม่ใช่หดหู่เรื่องน้ำหนักตัว แต่เป็นอารมณ์หดหู่แบบที่ไม่ได้เกิดขึ้นนานแล้วเหมือนกัน ที่ผ่านมาต้องใช้ความคิดด้านลบที่มากกว่ากดทับความหดหู่นั้นไว้ จากนั้นเปลี่ยนความคิดไปเกาะอยู่ที่เรื่องอื่นแทนจนลืมความหดหู่นั้นไป

แต่เช้านี้ตั้งใจจะเดินสิบกิโลออกกำลังเพื่อขจัดความหดหู่แทน

071104 - 10.1km

เอาเข้าจริงก็ไม่สามารถสู้กับความหดหู่ได้ เพราะวิธีดั้งเดิมนั้นค่อนข้างฝังลึกอยู่ในกระบวนการคิดอย่างแข็งแรง จึงไม่สามารถเปลี่ยนกระบวนการคิดได้ ความหดหู่นั้นยังคงอยู่ แต่ไม่ได้ส่งผลร้ายมากนั้น นั่นเพราะเปลี่ยนเอาความคิดไปเกาะอยู่ที่เรื่องอยู่แทน

พยายามกำหนดลมหายใจในขณะเดินก็สามารถทำได้พักหนึ่ง ความคิดก็แล่นไปเรื่องอื่นๆ ต่อไปแทน อันที่จริงต้องใช้สติกำหนดรู้ความหดหู่นั้นให้ชัดขึ้น จากนั้นดับอารมณ์ความรู้สึกให้หมดจด จึงจะแก้ไขได้

แต่นั้นคงต้องอาศัยการฝึกฝนอีกไม่น้อยเลยทีเดียว

ฉันเห็นความเครียด

สัปดาห์ที่ผ่านมามีอาการนอนไม่หลับ เหมือนนาฬิกาชีวะจะจำได้ว่าคืนวันอังคารจะหิวจนนอนไม่หลับ เลยไม่ยอมนอน แต่ว่าหรือเป็นเพราะว่าการพักงีบเสียเล็กน้อยระหว่างวันจะส่งผลกระทับใหญ่โตขนาดนี้

แม้จะแก้ไขด้วยการหาอะไรใส่ปากเคี้ยว สองรอบก็แล้ว สามรอบก็แล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมหลับ จนล่วงเลยเที่ยงคืนไปแล้วนั่นแหละจึงได้เวลา

อีกสาเหตุหนึ่งก็คือความเครียด มีสองงานใหญ่ที่ใกล้จะสำเร็จและกำลังจะเริ่มเป็นปัจจัยแห่งความเครียดนั้น เครียดเพราะสิ่งที่คาดหวังไม่เป็นไปดังหวัง ไม่เป็นไปตามกำหนดเวลาที่ต้องการ ทั้งที่จริงแล้วปัญหาเหล่านั้นล้วนมีทางแก้อยู่แล้ว แต่ที่เครียดเพราะไม่ต้องการเห็นปัญหาต่างหาก

เป็นไปไม่ได้ที่ชีวิตจะไม่มีปัญหา หากไม่ต้องการเห็นปัญหาก็คงไม่ต้องทำอะไรเลยในชีวิต แต่ที่ผ่านมาเราเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลยเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาแทน เพราะไม่สามารถรับมือกับความเครียดที่จะตามมาเพราะความคาดหวังต่างต่างนานาในใจ ผลก็คือชีวิตไม่มีอะไรคืบหน้า

ด้วยผลบุญที่สั่งสมมากระมังที่ในที่สุดจึงเห็นก้อนความเครียดนี้ได้ เมื่อได้เห็นความเครียดนี้แล้ว ก็ต้องฝึกฝนรับมือกับความเครียดนี้ได้อย่างมีสติจริงๆ รับมือกับความเครียดได้ ก็ไม่ต้องใช้อาหารขบเคี้ยวบรรเทาอาการ

เมื่อชีวิตจะต้องก้าวหน้าไปพร้อมกับความเครียดมากมายอย่างแน่นอน การบริหารความเครียดจึงต้องอาศัยประสบการณ์ฝึกฝนอยู่เหมือนกัน

เครียด นอนไม่หลับ นอนดึก นอนไม่พอ ตื่นสาย เป็นเหตุและปัจจัยที่ทำให้ระหว่างสัปดาห์อาจจะมีเช้าวันใดวันหนึ่งที่ไม่ได้เดินออกกำัลังกาย แต่ก็ไม่เครียดอยู่แล้ว แต่ถ้าสนุกปาก(กิน)มากไปก็อาจจะเครียดเพราะน้ำหนักขึ้นได้อีกเหมือนกัน

Summary Week 200743

ดีที่น้ำหนักไม่ขึ้น ยังคงอยู่ที่เก้าสิบกิโลอยู่ ตอนเดินขึ้นตาชั่งก็ลุ้นเหมือนกัน

กำลังคิดถึงแผนการออกกำลังอยู่เหมือนกัน ถึงเวลาที่ต้องเสริมสร้างกล้ามเนื้อหรือยัง จะต้องเสริมสร้างอย่างไร ยังไม่มีข้อสรุปที่เหมาะสม

ขณะที่เป้าหมายของน้ำหนักตัว ณ สิ้นปีหน้าต้องการให้อยู่ที่แปดสิบกิโล แต่หากสิ้นปีนี้ลดลงได้สักเดือนละกิโล เหลืออีกสองเดือนจะปีใหม่ก็คงดีไม่น้อย

ความรู้ใหม่เรื่องการรับเงินโอนจากต่างประเทศ

อืม…รับงานแปลเอกสารจากต่างประเทศ ส่งงานเสร็จเรียบร้อย ที่เหลือก็เป็นการรับเงินค่าจ้าง

หลังจากที่เงินโอนมาถึงบัญชีตั้งแต่เมื่อวานนี้ วันนี้ตรวจสอบดูปรากฏว่าได้ไม่เต็มตามที่ตกลงกันเสียอย่างนั้น ขณะที่เขียนอีเมล์เพื่อทวงที่ขาดไป ไวเท่าความคิด “น่าจะมีต้นทุนอะไรที่เราต้องเป็นคนจ่ายหรือเปล่านี่”

รีบฉวยโทรศัพท์มาหมุนไปสอบถามกับทางธนาคารโดยพลัน ดีนะที่เขาบริการทางโทรทัศน์ตลอด เวลาดูยอดในบัญชีก็ใช้ internet banking ได้อีกด้วย สะดวกจริงๆ

ได้ความว่ามีค่าธรรมเนียมจริงๆ ดังนี้
1. การโอนเงินผ่านทางระบบ swift จะมีการคิดค่าธรรมเนียมในการโอน 0.25% โดยต้องจ่ายค่าธรรมเนียมอย่างน้อย 200 บาท เต็มที่ไม่เกิน 500 บาท
2. เมื่อเงินนั้นมาถึงเมืองไทยจะใช้การโอนผ่านทางระบบ Bath Net ของทางธนาคารแห่งประเทศไทย เจ้าของบัญชีผู้รับเงินต้ิองจ่ายค่าธรรมเนียมในการรับอีก 100 บาท

ในกรณีของผมสำหรับงานนี้
1. คำนวณจากยอดเต็มจะมีค่าธรรมเนียม 16.625 บาท แต่ก็ต้องจ่ายที่ขั้นต่ำ 200 บาทอยู่ดี
2. ค่าธรรมเนียม Bath Net 100 บาท
รวมทั้งสิ้น 300 บาท

นี่เองที่ทำให้ยอดรับไม่ตรงตามที่ตกลงกัน เป็นความรู้ใหม่เอี่ยมเลยนะนี่

กลับมาที่เดิมอีกครั้ง

ออกเจเรียบร้อยแล้วตั้งแต่มื้อเที่ยงวานนี้ รู้สึกว่ากระเพาะเล็กลงไปนิดหน่อย ไม่เกี่ยวกับเทศกาลกินเจ แต่น่าจะเกี่ยวกับการอดล้างพิษมากกว่า

สัปดาห์นี้เลือกอดล้างพิษในวันอังคาร แม้จะมีงานให้ทำแต่การอดก็ไม่เป็นอุปสรรคเลยแม้แต่น้อย เพียงได้นอนตอนกลางวันเสียหน่อย ตื่นขึ้นมาก็สามารถทำงานต่อไปได้จนเสร็จ ดีไม่ดีทำงานได้ดีกว่าปกติเสียอีก ที่สำคัญเช้าวันอังคารนั้นเดินออกกำลังกายแบบปกติด้วยไม่ได้กั๊กเหมือนคราวก่อนเสียด้วย

แน่นอนว่าคืนนั้นจะนอนไม่หลับ และการอดล้างพิษครั้งนี้เปลี่ยนจากมะละกอมาเป็นแอ็ปเปิ้ลเขียว รู้สึกว่าหิวเร็วและแรงกว่า จึงต้องพึ่งโทรทัศน์ไปพลางสังเกตตัวเองไปพลางว่าง่วงหรือยัง เที่ยงคืนอีกจนได้ถึงจะได้ทิ้งตัวลงบนที่นอน

วันรุ่งขึ้นถ้าได้สวนลำไส้ด้วยกาแฟคงจะวิเศษ เป็นการปิดฉากการล้างพิษได้ดีมาก ต้องทำให้ได้

เช้านี้ ผลการชั่งน้ำหนักกลับมาอยู่ที่เก้าสิบกิโลอีกครั้ง การเดินขึ้นตาชั่งต้องทำให้เบาเป็นพิเศษ ทั้งสามครั้งได้ผลไม่เกินเก้าสิบกิโลครึ่งจึงถือว่าใช่ได้ กลัวแต่เพียงว่าหากสัปดาห์ใดไม่ได้อดล้างพิษ น้ำหนักจะดีดตัวขึ้นไปอีก คงต้องครองสติเพื่อติดตามพฤติกรรมการกินไม่ให้เลยเถิดไปอีก

ทั้งสัปดาห์ขาดเพียงวันพุธที่ไม่ได้เดิน ส่วนวันศุกร์ก็เดินน้อยหน่อยเพราะต้องรีบออกไปทำธุระข้างนอก นอกนั้นพยายามเดินให้เลยเป้าเอาไว้ก่อน ส่วนวานนี้ก็แข็งใจเดินจนถึงสิบกิโลครึ่ง ส่วนเช้านี้วิเศษที่สุด นอกจากจะนอนดี ตื่นดี ได้ออกไปใส่บาตรตามปกติแล้ว อากาศเย็นเป็นใจอย่างมาก ทำให้ออกเดินได้สบายตัว ทำความเร็วได้ไม่เลว อาการปวดที่สะบักกลับมาเยือนในราวกิโลเมตรที่จ็ดที่แปด ก็พยายามอดทนจนสำเร็จ อากาศดีอย่างนี้ต้องเดินเก็บระยะทางไว้ให้เต็มที่

Summary Week 200742 071022 - 10.55km

รู้สึกดีมากขึ้นเมื่อสามารถสวมใส่กางเกงขายาวได้อีกครั้ง เริ่มฝันไกลไปว่า สิ้นปีหน้าต้องทำน้ำหนักตัวให้อยู่ที่แปดสิบกิโลให้ได้ ส่วนภายในปีนี้รักษาเป้าหมายที่เก้าสิบกิโลไว้ให้ได้ เพราะกว่าจะได้มานั้นต้องทุ่มเทเป็นอย่างมาก ว่าแต่ยังไม่มีแผนการเสริมสร้างกล้ามเนื้อเพราะยังไม่มีรูปแบบที่เหมาะสม เอาเป็นว่าวันธรรมดาก็ใช้การลุกนั่งก่อนและหลังเดินสองชุด ชุดละสิบครั้งแบบในสัปดาห์นี้ไปเรื่อยๆ ก่อน

ส่วนการเพิ่มเป้าหมายในการเดิน ขณะนี้เป็นเรื่องลำบาก เพราะไม่สามารถทำความเร็วได้กว่านี้อีก ทำให้ต้องใช้เวลาในการเดินมากขึ้นแทน ยิ่งน้ำหนักตัวลดลง ก็ยิ่งเผาผลาญพลังงานช้าลง ต้องคงรูปแบบนี้ไว้สักระยะเพื่อประเมินผลอีกครั้งก่อนพัฒนาไป

a silent scream from inside.