ถอยกลับไปสามเดือน

หลังจากที่ลดระยะทางในการวิ่งออกกำลังประจำวันลงเหลือเพียงหกกิโลเมตรในวันจันทร์และวันอังคาร ก็รู้สึกได้ว่าข้อหัวเข่าขวานั้นดีขึ้น เช้าวันพุธจึงวิ่งต่อไปอีกหน่อยจนได้แปดกิโลเมตรอีกครั้ง

ในวันที่วิ่งน้อยลงก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่กว่าวันที่วิ่งได้มากหรอก ขอรักษาร่างกายไว้วิ่งนานจะดีกว่ารักษาสถิติระยะสั้นให้ออกมาดูดี

และแล้วแผนสำรองที่ตั้งใจไว้ก็นำออกมาในวันพฤหัส หลังจากไปตลาดดอนหวายในตอนสายของวันพุธเพื่อจับจ่ายผลไม้มาไหว้พระในวันมาฆบูชา ได้มะละกอแขกดำหนักถึงสองกิโลติดมาด้วย ลูกนี้ราคาหนึ่งร้อยบาทเลยดีเทียว นี่คือส่วนประกอบของการอดล้างพิษแบบหนึ่งวัน หนึ่งวันในวันมาฆบูชา หนึ่งวันแรกของปีนี้ และเป็นวันพฤหัส

เช้าวันก็ยังตั้งใจจะวิ่งออกกำลังอยู่ ระยะทางแปดกิโลเมตรเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ระหว่างวันก็ได้ชาหญ้าหนวดแมวและมะละกอสุกรสดีเป็นผู้ช่วย คงเป็นเพราะกุศลช่วยหนุน วันพฤหัสนี้ผ่านพ้นไปได้อย่างดีมาก เห็นว่าแผนการอดคงจะกลับมาในอีกสองสัปดาห์เป็นไปได้สูงมาก

เช้าวันศุกร์ลุกขึ้นมาอย่างสดชื่น หยุดออกกำลังหนึ่งวัน เริ่มต้นมื้อแรกด้วยข้าวกล้องต้มเปล่าๆ จากนั้นก็เข้าสู่สภาวะปกติ รู้สึกได้ว่ากระเพาะหดตัวลง สบายตัวขึ้น

เช้าวันเสาร์ตั้งใจจะวิ่งแปดกิโลเหมือนเดิม วิ่งไปเรื่อยๆ ก็พบว่าระยะทางมันเพี้ยนๆ อีกแล้ว หรือเป็นเพราะว่าหยุดวิ่งไปหนึ่งวันก็เป็นได้ วิ่งไปเรื่อยๆ เพื่อสังเกตอาการ และเห็นว่าเวลายังพอมีจึงทำระยะทางไปที่สิบกิโลเสียเลย

ไม่รู้ว่าจะดีใจที่ทำระยะทางได้หรือเสียใจที่หัวเข่าขวาทำท่าจะออกอาการอีกแล้วดี ในที่สุดก็ทำระยะทางได้ตามนี้

Summary Week 200808

เช้านี้ทำธุระเสร็จก็เดินขึ้นตาชั่ง เข็มกลับมาชี้อยู่ที่เก้าสิบกิโลถ้วนอีกครั้ง นี่ไม่ใช่ความก้าวหน้าอะไร แต่เป็นการกลับไป ณ จุดเมื่อสามเดือนก่อนที่สามารถทำน้ำหนักได้เท่านี้ จากนั้นก็ขึ้นไปวิ่งเล่นข้างบนเสียนาน วันนี้กลับมายังจุดนี้ได้อีกครั้ง

นี่กระมังที่ทำให้แผนการอดล้างพิษแบบหนึ่งวันน่าจะกลับมาทุกสองสัปดาห์ อย่างไรเสียสัปดาห์หน้านี้ก็คงจะยังต้องรักษาอาการของหัวเข่าขวาต่อไปอีก ไม่รู้ว่าระยะทางแปดกิโลเมตรต่อวันจะเป็นไปได้ไหม ถ้าเห็นว่าไม่ดีขึ้นก็คงต้องลดลงให้เหลือเพียงหกกิโลเมตรต่อวันก่อน

เป็นห่วงนโยบาย..ปลูกยูคาลิปตัส

รองศาสตราจารย์ ดร.นพรัตน์ บำรุงรักษ์ แห่งคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ จ.สงขลา พูดถึงเรื่องการส่งเสริมปลูกยูคาลิปตัสมากมายนี้ว่า

ในธรรมชาติที่เคยอยู่ในสภาพสมดุล (dynamic equilibrium) มาก่อนของป่าเมืองไทย การกระทำทุกอย่างเพื่อปรับเปลี่ยนสภาพพื้นที่ป่าย่อมมีทั้งคุณและโทษต่อมนุษย์ เนื่องจากระบบนิเวศ ที่เคยสมดุลของประเทศมานับล้านปี อาจสูญเสียไป เนื่องจากความไม่เข้าใจถึงความเชื่อมโยงกันของสรรพสิ่งในระบบนิเวศ “ความจริงต้นยูคาลิปตัสเป็นพืชต่างถิ่น การนำเข้ามาปลูกในประเทศ ถ้ามองด้านเดียวอาจมีผลดี แต่ถ้ามองทุกด้าน คือทั้งระบบ เกรงผลที่ตามมา รุ่นลูกหลานจะรับไม่ไหว”

ดร.นพรัตน์ระบุว่า จากการวิจัยมากมายหลายชิ้นในต่างประเทศ ได้กล่าวถึงผลร้าย (Allelopathic Effect) ของต้นยูคาลิปตัสต่อพืชอื่นที่อยู่ร่วมกันเช่น ผลร้ายต่อการงอกของเมล็ดพืชชนิดอื่น การยับยั้งการเจริญเติบโต และการทำให้ผลผลิตลดลงของข้าว รวมทั้งอาจก่อผลร้ายสัตว์เล็กๆ ที่อยู่ร่วมกันในระบบที่เรามักมองไม่เห็นและไม่คาดคิดเช่น มาจากน้ำมันระเหยจากใบหรือสารพิษของพืชชนิดนี้

รวมถึงกระบวนการตรึงหรือจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของพืชเพื่อป้องกันโลกร้อนนั้น ต้องผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง แล้วก๊าซจะไปอยู่ในรูปของสารคาร์บอนเช่น เป็นเนื้อไม้ ใบไม้ รากไม้ โดยไม่มีการเผา หรือการย่อยสลายให้คาร์บอนไดออกไซด์กลับสู่บรรยากาศอีก

ดังนั้นการนำไม้ไปใช้งานหรือฝังอยู่ในดิน ในป่าพรุ หรือแหล่งฟอสซิลรวมทั้งแหล่งก๊าซและน้ำมัน คือการยึดก๊าซเรือนกระจกชนิดนี้เอาไว้ การนำมาใช้หรือเผาผลาญ ดังทุกวันนี้ไม่ได้ช่วยเลย หากไม่รู้จักการอนุรักษ์

ที่มา คอลัมน์ Active Opinion หน้า 26 มติชนรายวัน 18 ก.พ. 51

รักษาร่างกายสำคัญกว่ารักษาสถิติ

ตลอดสัปดาห์นี้รู้สึกตัวว่าน้ำหนักน่าจะขึ้นไปอีกเพราะเท่าที่สังเกตเอวกางเกงขายาวที่คับขึ้นเรื่อยๆ ก็น่าจะบอกอะไรได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลการชั่งน้ำหนักเช้านี้ได้ความว่าทรงๆ อยู่ที่เก้าสิบเอ็ดกิโลครึ่ง ต้องชั่งซ้ำอยู่หลายครั้งเพื่อความั่นใจ

แผนการวิ่งเหยาะๆ สัปดาห์นี้พอไม่เห็นอุปสรรคอะไรก็ตั้งใจจะวิ่งให้ได้แปดกิโลทุกวัน ก็ทำได้ไม่เข้าเป้าเอาเสียเลย แต่ละเช้าตื่นขึ้นมาอย่างยากลำบาก กว่าจะก้าวเท้าออกวิ่งก็ลำบาก บังคับร่างกายให้วิ่งจนจบก็แสนจะลำบาก

ทั้งหมดนั้นเข้าใจไปเองว่าน่าจะเป็นเพราะอาหารที่กินเข้าไปตอนเย็น อยากจะอดมื้อเย็นเสียให้รู้ไปเลย แต่ก็ยังไม่อาจต้านทานความหิวยามค่ำได้ มันช่างทรมานเสียนี้กระไร

กลางสัปดาห์มีงานต้องไปทำในเมือง จึงเลือกนั่งรถเมล์ไปกลับ แค่ยืนบนรถเมล์และเดินไปเดินมาแค่นั้นทำให้เจ็บหัวเข่าขวา น้ำหนักตัวกับรองเท้าหนังหุ้มส้นไม่เข้ากันหรืออย่างไรถึงขั้นเกิดบาดเจ็บได้ เช้าวันศุกร์ตื่นขึ้นมาหลังฝนหยุดจึงตัดสินใจพักหัวเข่าเสียหนึ่งวัน

เช้าวันเสาร์มาต่ออีกสิบกิโลเพื่อให้สถิติตลอดสัปดาห์ไม่เลวร้ายเกินไป

Summary Week 200807

ทั้งชาเขียวใบหม่อน ชาหญ้าหนวดแมว น้ำขิง ประคบเย็น ทายาแก้อักเสบและยาแผนปัจจุบันต่างๆ อาการบาดเจ็บของเข่าขวายังดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด สัปดาห์ใหม่นี้คงจำเป็นต้องลดความเข้มข้นของการวิ่งลง อันที่จริงก็คงไม่สามารถวิ่งได้มากนักอยู่แล้ว เอาแค่พอดีๆ ก็แล้วกัน

สถิติหรือการแข่งขันที่ร่วมอยู่ทั้งหมดคงไม่สำคัญเท่าข้อเข่าขวาแน่นอน หากจะทำสถิติวันนี้ให้ดีเลิศแต่วันข้างหน้าจำเป็นต้องหยุดวิ่งเพื่อรักษาตัวคงไม่คุ้มกันแน่

ลดความเข้มข้นลงมาหน่อย แต่ยังสามารถออกกำลังกายได้ทุกวันก็น่าจะเหมาะสมที่สุด อย่างนี้ต้องมีอีกแผนมาช่วยเสริมให้น้ำหนักลดลงได้อีกหน่อย

คำแนะนำ 12.5 ข้อของ Phillip Ardagh

คำแนะนำ 12.5 ข้อของ Phillip Ardagh

อาร์เดอร์ได้ฝากคำแนะนำสำหรับนักเขียนใหม่มา 12 ข้อครึ่ง ได้แก่
1. เลือกใช้ถ้อยคำด้วยความระมัดระวัง
2. สร้างให้ตัวละครสมจริง
3. ให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่องโดยเลือกวิธีการที่น่าสนใจ
4. ลองผิดลองถูกในการทำงานเขียน บางคนชอบวางแผนตั้งแต่ต้นจนจบ แต่บางคนก็ไม่ทำเช่นนั้น นักเขียนจะเรียนรู้วิธีที่ตนถนัดจากประสบการณ์
5. แก้ไขทบทวนครั้งแล้วครั้งเล่า
6. พักงานที่เขียนเสร็จไว้ชั่วขณะก่อนนำมาอ่านทบทวนใหม่
7. อย่าถามความคิดเห็นใครเพียงเพื่อหวังคำชม
8. เขียนเรื่องให้สมจริง สมเหตุสมผล แม้บางครั้งอาจขี้เกียจจนอยากจะมั่ว
9. เขียนให้เร้าใจน่าสนใจติดตาม
10 .หากความคิดตีบตัน ขอให้เริ่มด้วยคำถาม “อะไรจะเกิดขึ้นถ้า” (what if)
11. หยุดเขียนเมื่อรู้ว่าจะเขียนอะไรต่อ เพราะบางครั้งหากวันนี้เขียนซะจนหมด พรุ่งนี้จะเริ่มใหม่ลำบากยากเย็น
12. เป็นตัวของตัวเอง หาน้ำเสียงของคุณให้พบ
12.5 สนุกกับการเขียน หากการเขียนคือการเติมเต็มภายในตน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชีวิตจะดำเนินไปได้ไม่ดีนักถ้าขาดการเขียน ซึ่งเราๆ ท่านๆ ก็รู้กันอยู่ว่าการเขียนเป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติอย่างจริงจัง ไม่ใช่เรื่องทำเล่นๆ

แต่จะยังไงก็ตามเถอะอาร์เดอร์ขอเพียงให้คุณ ‘สนุก’ กับมันเท่านั้นแหละ!

ที่มา คอลัมภ์ปรัชญาเปื้อนหมึก จุดประกายวรรณกรรม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 10 ก.พ. 2551

บ่นเรื่องการแต่งตัวของผู้หญิงสมัยนี้

เห็น blog นี้เลยไปคุยไว้นิดหน่อยครับ ➡ …..ภาพวันเสาร์ บอกสาว ๆ ว่าอย่าก้มจนเกินเหตุจะไม่งาม…..

ผมเห็นว่าผู้หญิงสมัยนี้แต่งตัวเพื่ออวดโฉมโนมพรรณของเธอกันอย่างเต็มที่เลยครับ ไม่สนใจเลยว่าจะเหมาะสมหรือไม่ ขอให้ได้อวดเป็นพอใจ

เสื้อก็คอกว้างคว้านลึก แต่เดินตัวตรงก็อวดเนินและร่องอกกันเห็นๆ

ส่วนกางเกงก็เอวต่ำสุดๆ แม้ไม่ก้มไม่เงยก็ปล่อยให้ขอบกางเกงในตัวเองออกมาอวดเสียอย่างนั้น

ถ้าเป็นกระโปรงจะสั้นมาก ผมเป็นว่ามันเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของพวกเธอมากเลย จะนั่งจะก้าวเดินก็พาลจะอนาจารทุกเวลา พวกเธอไม่คิดบ้างหรือว่ากระโปรงสั้นขนาดนั้นจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของพวกเธอตกต่ำจนไม่ผ่านการประเมินผลได้เหมือนกัน

เสรีภาพบ้านเราไม่ได้มาพร้อมกันหน้าที่พลเมือง กระทรวงศึกษามัวแต่ปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัวกันอยู่ ไม่มีเวลาสนใจเรื่องพวกนี้หรอก