Category Archives: dietlogue

To reach healthy life, proper weight is a destination. This blog would be recorded in order to maintain diet thought possible.

ผลนี้เกิดแต่เหตุ

ผลนั้นก็คือน้ำหนักตัวที่ดีดขึ้นไปอยู่ที่เก้าสิบเอ็ดกิโลเป็นที่เรียบร้อยแล้วในการชั่งเช้าวันนี้ เหตุนั้นก็คือมื้อค่ำที่ยังไม่ยอมหยุดลงง่าย คงจะมีก็แต่วิธีเข้านอนแต่หัววันเอาไว้ก่อนแล้วกระมัง จะได้ไม่นั่งฆ่าเวลาด้วยการดูโทรทัศน์ไป สักพักก็เดินไปเปิดตู้กับข้าวหาอะไรมาขบเคี้ยวไป

สัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้ออกกำลังกายถึงสองวัน เป็นเพราะร่างกายไม่พร้อมจะทำเช่นนั้น แต่ยังพร้อมที่จะหาอะไรใส่ปากเคี้ยวกลืนตลอดทั้งวัน

ดีที่มีการแข่งขันในระบบไนกี้พลัสที่จะเอาระยะทางที่เราวิ่งไปแปลงเป็นเงินบริจาค จึงสามารถกระตุ้นตัวเองให้กลับมาออกกำลังได้บ้าง สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงทำได้ดีที่สุดเพียงเท่านี้

Summary Week 200751

พอรู้ตัวแล้วว่าต้องสะสมระยะทางเพื่ออะไร เริ่มต้นเช้าวานนี้จึงอยากที่จะทำระยะทางถึงสิบกิโลเมตรในวันหยุดเสาร์อาทิตย์อีกครั้ง แต่ครานี้เป็นการวิ่งเหยาะๆ จึงช่วยย่นระยะเวลาจากเกือบๆ สองชั่วโมงเหลือเพียงชั่วโมงเดียวได้

อีกใจหนึ่งก็อยากวิ่งแบบนี้ไปจนถึงสิ้นปี แต่หลังจากเช้าวันนี้ก็รู้สึกว่าถ้าหักโหมเกินไปจะไม่เป็นผลดีต่อข้อหัวเข่า

เอาเป็นว่าถึงสิ้นเดือนนี้ขอทำระยะทางให้ไม่น้อยไปกว่าเดือนที่แล้วเป็นพอ เพราะแผนการออกกำลังสามารถปรับเปลี่ยนไปทุกรูปแบบแล้วขณะนี้ ขึ้นอยู่กับภาระกิจประจำวันนั้น

ส่วนเป้าหมายเรื่องน้ำหนักตัวยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถควบคุมพฤติกรรมการกินได้ดีแค่ไหน ขอตั้งใจไว้ก่อนก็แล้วกันว่าจะต้องทำให้เหลือเก้าสิบกิโลให้ได้ภายในสิ้นปีนี้

เสาร์อาทิตย์นี้ไม่ง่วงเหงาหาวนอนระหว่างวันเหมือนสัปดาห์ก่อน เหตุเพราะตั้งใจเข้านอนแต่หัวค่ำ และสามารถตื่นนอนตั้งแต่ยังไม่สว่างได้อย่างดี จนทำให้สามารถทำระยะทางได้เป็นอย่างดี แม้ความเร็วจะไม่ดีมากอย่างที่เคย …ไม่เป็นไร

ฤานี่จะกลับกลายเป็นสันดาน

หมายถึงนิสัยการกินมื้อค่ำที่กลับมาอีกแล้วหาได้เป็นอื่นไป แม้ยามเย็นจะอิ่มหนำสำราญดีอยู่ แต่พอหมดข่าวภาคค่ำ ก็ราวกับมีระบบอัตโนมัติสั่งให้เดินไปหาอะไรมาเคี้ยวเล่น ราวกับมันกลายเป็นสันดานไปเสียแล้ว

พยายามวิเคราะห์หาสาเหตุอยู่ ไม่ใช่เพราะมื้อเย็นไม่สุขพอ ไม่ใช่เพราความเครียด ไม่ใช่เพราะน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป น่ากลัวอย่างแรงว่าเดี๋ยวจะกลายเป็นนิสัยถาวรหากจะปล่อยไปเรื่อยๆ

ที่น่ากลัวอีกอย่างคือบังคับตัวเองให้หยุดไม่ได้ มีแต่มานั่งเศร้าเมื่อเสร็จสมอารมณ์หมายอยู่ถ่ายเดียว

ยังดีที่สัปดาห์ที่ผ่านมายังสามารถรักษาการวิ่งเหยาะๆ ไว้ได้สม่ำเสมอดี มากบ้างน้อยบ้างไม่มีปัญหา สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ดีถึงขนาดที่สามารถทำระยะทางได้ถึงห้าสิบกิโลเมตรอีกครั้ง ขณะที่น้ำหนักตัวก็ยังวิ่งเล่นอยู่แถวๆ เก้าสิบกิโลอยู่เหมือนเดิม แม้ว่าเมื่อวันอังคารจะมีรายการพิเศษเป็นบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่นที่รอคอยมานานก็ตาม

071211 - 05′29″ Entitlement Summary Week 200750

อาการบาดเจ็บที่หัวเข่าขวาเองก็รบกวนจิตใจไม่น้อย จะไม่วิ่งก็ไม่ได้ จะวิ่งก็กลัวว่าจะบาดเจ็บไปใหญ่ เท่าที่สังเกต หลังจากวิ่งไปได้สักสามกิโลกว่าทุกอย่างก็ดูเข้าที่ เหมือนระยะก่อนหน้าเป็นการอบอุ่นร่างกาย ทำให้ความรู้สึกอยากวิ่งต่อเมื่อถึงเป้าหมายที่หกร้อยแคลอรี่มีอยู่เรื่อยๆ นี่คือข้อดีของการตั้งเป้าไว้ต่ำ แต่ทำจริงให้ได้เกินกว่านั้น มีผลดีทางจิตวิทยาไม่น้อยเลย

อยากให้ร่างกายรักษาตัวเองให้หัวเข่าขวาหายจากอาการบาดเจ็บได้ แต่ก็ไม่ลืมที่จะประคบเย็นและพึ่งยาสมัยใหม่ด้วยเหมือนกัน

ใกล้จะหมดปีแล้ว เป้าหมายใหม่ต้องเริ่มต้นในไม่ช้านี้ ซ้อมมือเอาไว้ก่อนได้เลย อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เริ่มจากหยุดมื้อค่ำให้สำเร็จ ค้นหาสาเหตุให้เจอ จะได้แก้ไขปัญหาที่ต้นตอ

— สัปดาห์นี้ก็ต้องล่ามาอีกวัน เพราะเมื่อวานเล่นกันต้นตาลหลานเลิฟที่เพิ่งครบสามขวบพอดีได้ครึ่งวันก็รู้สึกหมดพลัง ต้องพักสมองก่อน ไม่ใช่หลานดูดไปเพราะเริ่มรู้ความและขี้เล่นมากขึ้น แต่เป็นอะไรก็ยังไม่รู้ แต่เป็นเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ที่ต้องตื่นเช้ากว่าปกติเพื่อออกไปปฏิบัติหน้าที่สำคัญ คงต้องติดตามอาการไปอีกสักระยะ

วิ่งสนุก สนุกวิ่ง

นั่นเป็นความหวังและเป้าหมายสำหรับการออกกำลังกาย เป็นการก้าวเข้าสู่ยุคที่สองของสุขภาพก็ว่าได้ หลังจากเริ่มออกกำลังกายมาตั้งนานแล้ว น้ำหนักไม่เห็นจะลงเสียที เขียนบล็อกบ่นเรื่องนี้ไว้ไม่น้อยเหมือนกัน

จนกระทั่งตัดสินใจเลือกหาไนกี้พลัส+ไอพ็อด สปอตคิตมาร่วมทาง ความเป็นไปได้เรื่องสุขภาพที่ดีกว่าก็เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เดินไปเดินมา สนุกบ้าง เบื่อบ้าง อยู่นานกว่าหกเดือน มาถึงหน้าหนาวปีนี้ก็ถึงเวลาสำหรับการวิ่งแล้ว

การเดินอย่างหนักเป็นการสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงสำหรับการเดินได้อย่างดี สัปดาห์ที่ผ่านมานี้สามารถยิ่งเหยาะๆ ได้คล่องมากขึ้น ยังไม่ต้องการวิ่งเร็วๆ หรอก และก็ยังไม่ต้องการวิ่งทางไกลมากนักเหมือนกัน เป้าหมายการวิ่งทุกวันนี้จึงยังคงความเร็วไว้แค่วิ่งเหยาะเพื่อเป็นการสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายอีกหน่อย ระยะทางหรือระยะเวลาก็พอให้ไม่น้อยไปว่าที่เคยเดินได้ก็เป็นพอ

น่าสนใจตรงที่ว่าหลังจากได้หยุดพักไปหนึ่งวันเมื่อวันพุธ กลับมาวิ่งในวันรุ่งขึ้นและวันต่อๆ มาสามารถทำสถิติได้ดียิ่งขึ้น ดีขนาดที่เช้าวานนี้สามารถวิ่งได้ไกลขึ้น และทำความเร็วต่อกิโลเมตรได้อย่างดีอีกด้วย เมื่อแรกที่เห็นสถิติการวิ่งในเช้าวันพฤหัส ยังไม่อยากเชื่อตัวเองสักเท่าไหร่ จึงต้องทดลองซ้ำในวันต่อๆ มาอีกจนแน่ใจว่าอุปกรณ์ประกอบการวิ่งไม่มีส่วนใดส่งข้อมูลที่ดีเหลือเชื่อออกมา เห็นอย่างนี้แล้วก็มีกำลังใจ

แม้ว่าสถิติระยะทางและระยะเวลาในการออกกำลังตลอดสัปดาห์จะไม่ได้ดีไปกว่าที่เคย แต่สถิติความเร็วนั้นดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

071209 - 05′30″ Entitlement Summary Week 200749

ขณะเดียวกันของขบเคี้ยวมื้อดึกก็ยังไม่หนีหายไปไหน เข้าใจเอาเองว่ายังมีความกังวลเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าอยู่ไม่น้อย น้ำหนักตัวก็มากขนาดนี้ ก็ต้องกลัวเข่าเสียเป็นธรรมดา แต่อีกใจหนึ่งก็ยังยึดหลัก “ไม่ฝืนอย่างไหว” ไว้อย่างแข็งแรง มีความหวังลึกๆ ว่าอาการบาดเจ็บเหล่านี้จะหมดไปเมื่อฝืนออกกำลังอย่างเหมาะสมไปถึงจุดหนึ่ง จนกล้ามเนื้อขาทั้งหมดเข้มแข็งมากพอที่จะรองรับข้อต่อทั้งหลายได้อย่างเต็มที่ หวังไว้ จริงจัง

ไม่ได้หวังจนเครียด แต่จิตใต้สำนึกยังโหยหาการปลอบปะโลมด้วยของขบเคี้ยวยามค่ำ

ความหวังอีกประการหนึ่งก็คือหวังว่าการวิ่งเหยาะๆ นี้จะช่วงให้เตาเผาพลังงานในร่างกายทำงานดียิ่งขึ้น แม้จะเผาพลังงานในการออกกำลังกายได้ไม่มากไปกว่าที่เคย แต่อัตราเร็วในการเผาผลาญนั้นเร็วกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เพราะการวิ่งจนถึงเป้าหมายแคลอรี่เดิมนั้นใช้เวลาน้อยกว่าเก่าตั้งมากมาย ต่อไปเมื่อแข็งแรงมากขึ้นก็จะสามารถเผาพลังงานได้นานขึ้น จึงหวังว่าการเผาผลาญนี้จะยังคงทำงานต่อเนื่องไปตลอดวัน

ถึงกระนั้นมื้อดึกก็ยังมีผลกระทบอยู่ น้ำหนักชั่งเมื่อเช้าวานนี้ยังคงอยู่ที่เก้าสิบกิโลครึ่ง จะมีกังวลก็คงเฉพาะเรื่องมื้อดึกนี้เท่านั้น ตราบใดที่ยังสามารถใส่กางเกงขายาว คาดเข็มขัดถึงรูสุดท้ายได้สบายโดยไม่ต้องแขม่วพุง ก็ไม่ต้องการบังคับตัวเองมากเกินไป เดี๋ยวจะเครียดเกิน

เป้าหมายขณะนี้ยังเหลือเพียงต้องการให้วิ่งได้อย่างสนุกสนาน และรู้สึกสนุกเสมอที่จะได้วิ่ง ผลพลอยได้อื่นใดที่จะตามมาก็เป็นกำไรของชีวิตก็แล้วกัน

— สัปดาห์นี้ต้องล่ามาหนึ่งวันก็เพราะวานนี้อยากให้เวลากับต้นตาลหลานเลิฟให้มากไว้ เห็นพัฒนาการของเขาก็ดีใจมาก อยากให้จินตนาการยังคงอยู่กับเขาตลอดไป เพื่อให้เป็นพื้นฐานสำคัญในการใช้ชีวิตในวัยเติบโต ส่วนตอนเย็นก็ต้องออกไปงานเลี้ยงกว่าจะกลับถึงบ้านเกือบห้าทุ่มก็หมดแรงแล้ว แม้จะเพิ่งกลับจากงานกินก็ตาม อุ๊บส์…ได้เปลี่ยนมื้อกลางวันเป็นสลัดผักก่อนแล้วนะ

เพราะหนาว จึงเริ่มวิ่ง

สัปดาห์ที่ผ่านมาอุณหภูมิลดลงจนเย็นจับใจจริงๆ เช้าๆ ตื่นขึ้นมาเห็นอุณหภูมิประมาณยี่สิบเอ็ด ยี่สิบสององศาก็ลิงโลด คนเมืองหนาวมาเห็นคงแอบหัวเราะในใจเหมือนกัน ก็บ้านเรามันเมืองร้อนนี่นา จะไม่ให้กระดี๊กระด๊ากับอากาศเย็นได้อย่างไร

เช้าวันจันทร์ หนาวเสียจนต้องเร่งเดินจนสร้างสถิติความเร็วในหนึ่งกิโลเมตรได้น้อยลง แต่ผ่านเข้าวันอังคาร หนาวเสียจนไม่เดินแล้ว เริ่มวิ่งเหยาะเสียเลย

จริงแล้วมีความรู้สึกสืบเนื่องมาตั้งแต่วันอาทิตย์แล้ว ช่วงก่อนเที่ยงออกจากบ้านไป สยามพารากอน เพื่อรับหนังสือ “ปิติฉายาลักษณ์” ที่ได้จากการส่งข้อความสั้นไปร่วมสนุกกับวิทยุ จ.ส.ร้อย เมื่อเย็นวันศุกร์ คราวแรกก็ตอบไปสนุกๆ ไม่ได้คิดอะไร แต่อีกไม่นานทางรายการเขาโทรกลับมาบอกว่าได้รางวัล แต่ต้องไปรับเอง เป็นการชวนไปชมงานที่เขาจัดนั่นเอง

นั่งรถเมล์มาลงที่คณะเภสัช จุฬาฯ เพราะรอรถเมล์จากหน้ากองสลาก ราชดำเนินกลาง จะมาลงหน้าสยามนานสองนานแล้วก็ไม่ยอมมาเสียที วันอาทิตย์แท้ๆ รถก็ไม่ติด แต่รถไม่ยอมมา อย่างนี้หรือจะให้หันไปใช้บริการรถสาธารณะ พออีกสายหนึ่งมาก็ต้องขึ้นไว้ก่อน ลงรถแล้วเดินเอาหน่อยก็ไม่เสียหาย ก็เดินลดความอ้วนอยู่แล้วนี่

ขณะที่เดินขึ้นสะพานลอยข้ามแยกปทุมวัน ต่อไปยังสยามดิสคัฟเวอรี่ สะพานลอยนี้สูงเหมือนกัน เดินจ้ำอ้าวเพราะจะรีบไป เดินขึ้นบันไดก็ต้องเหนื่อยกว่าปกติใช่ไหม แต่พอทนได้ เดินไปเรื่อยๆ จนผ่านประตูห้างเข้าไป

บังเกิดพุทธิไอเดียสิคราวนี้ สงสัยอย่างแรงว่าทำไมที่เดินออกกำลังกายเป็นชั่วโมงๆ ทุกวัน มันไม่เห็นจะเหนื่อยแบบนี้เลย ไม่ได้สัมผัสความแรงของหัวใจที่ทำงานมากขึ้นแบบนี้เลย หรือว่าออกกำลังไม่ถึงพีคเสียที …ถ้าไม่ถึงพีค โกรทฮอร์โมนก็ไม่หลั่ง เหมือนออกกำลังไปก็เสียเปล่า

พอเช้าวันอังคาร อากาศเย็นเป็นใจเสียจริง จะเดินไปเรื่ิอย แม้จะสวมเสื้อกันหนาวไว้แล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าเหงื่อเม็ดแรกจะซึมออกมาเมื่อไหร่ เป็นไงเป็นกัน ออกวิ่งเหยาะๆ เสียเลย วิ่งไปสักครู่ก็ถอดเสื้อกันหนาวออกและตั้งใจมั่น อดทนจนวิ่งครบเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ “หกร้อย” แคลอรี่ ที่ตั้งไว้น้อยเพราะว่าตื่นสาย ออกกำลังกายสาย แต่อยากให้เสร็จราวๆ แปดโมงเช้าเหมือนเดิม จะได้ทำงานต่อ

เสร็จสมอารมณ์หมาย สามารถวิ่งเหยาะๆ จนครบเวลาได้ตามเป้า แหม…ได้ตามเป้าแบบนี้ ในเวลาที่น้อยกว่า แบบนี้ก็วิเศษไปเลย เช้าวันพุธจึงสานต่อเจตนา อากาศเย็นลงไปอีกนิด สถิติดีขึ้นอีกหน่อย

ได้สัมผัสหัวใจที่เต็นแรงขึ้น กล้ามเนื้อมัดต่างๆ ที่ขาและเท้าทำงานมากขึ้น ต้องอดทนในช่วงเริ่มต้น ไม่นานก็เข้าที่ พร้อมกับความร้อนที่ได้เพราะเตาเผาพลังงานภายในกายเริ่มทำงานแล้ว

071127 - 07′17″ Entitlement 071128 - 07′16″ Entitlement

จึงตั้งใจว่าจะวิ่งเหยาะๆ ให้ได้หกร้อยแคลอรี่ต่อวันไปเรื่อยๆ แต่หนหางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างแน่นอน ตลอดวันอังคารหลังจากได้วิ่งเหยาะๆ เกิดความรู้สึกกลัวว่าข้อเข่าและข้อเท้าจะบาดเจ็บจากการนี้หรือไม่ ถ้าบาดเจ็บขึ้นมาคงจะแย่ไม่น้อย เพราะต้องหยุดออกกำลังเพื่อฟื้นฟูให้หายสนิทก่อน ไม่ได้ออกกำลังก็คงไม่ดีแน่

บังเกิดเป็นความเครียดแบบหลบในที่กดดันให้เกิดมื้อดึกขึ้นอีกครั้งในคืนวันอังคารนั้นเอง

คืนเดียวไม่พอ แม้ว่าวันต่อมาจะปรากฏชัดแล้วว่าไม่มีอาการบาดเจ็บที่ข้อเข่าและข้อเท้าเลย แถมยังรู้สึกแข็งแรงขึ้นอีกด้วย มีอาการเมื่อยล้ากล้ามเนื้อแทรกเข้ามาเพียงเท่านั้น เป็นธรรมดาที่เมื่อออกแรงกล้ามเนื้อนั้นมากกว่าที่เคย กรดแลคติกก็จะหลั่งออกมาในกล้ามเนื้อ ทำให้เมื่อยล้า แต่เพราะ “ไม่ฝืนก็อย่าไหว” จึงสนุกกับการฝืนวิ่งเหยาะๆ ไป

การวิ่งเหยาะๆ ช่วยให้ได้เหงื่อเร็วขึ้นในสภาพอากาศเย็น พอได้เหงื่อก็รู้สึกดีที่ได้ออกกำลังกาย แต่คงต้องตั้งเป้าหมายสั้นๆ ไว้ก่อน เพราะต้องสร้างพื้นฐานให้กล้ามเนื้อขานั้นรองรับการวิ่งได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

สัปดาห์ที่ผ่านมาแม้จะออกกำลังเพียงวันละไม่มาก แต่ต่อเนื่องทุกวัน ได้เหงื่อทุกวัน ก็รู้สึกดี และสถิติตลอดทั้งเดือนพฤศจิกายนก็ดีที่สุดเท่าที่ออกกำลังมา ระยะทางทะลุสองร้อยกิโลเมตรไปแล้ว

Summary Week 200748 Summary 200711

แต่มื้อดึกที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่คืนวันอังคารก็ส่งผลไม่น้อย แถมเผาแคลอรี่ประจำวันได้น้อยลงไป ดีที่น้ำหนักชั่งเมื่อเช้านี้ยังคงอยู่ที่เก้าสิบกิโลครึ่งอยู่

สัปดาห์ต่อไปนี้มาเริ่มกันใหม่ เป็นการเริ่มเดือนใหม่ เดือนสุดท้ายของปีอีกด้วย ต้องสร้างพื้นฐานสำหรับการวิ่งให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

กลับมาเถอะ…กลับมา

ข้างบนนั้นไม่ใช่ชื่อเพลง ไม่ได้ร้องเพลง เพียงแต่อยากตะโกนดังๆ ในใจบอกตัวเองให้ตื่นตัวขึ้นมา จะได้เดินหน้ากิจการต่างๆ ของตัวเองให้มีความคืบหน้า

แม้สัปดาห์ที่ผ่านมาจะมีการอดล้างพิษในวันอังคารอีกครั้ง เช้านี้เดินขึ้นตาชั่งก็ไม่เห็นว่าน้ำหนักจะลดลงไป ยังคงอยู่ที่เก้าสิบกิโลครึ่งเหมือนเดิม น่าเสียดายสถิติที่สามารถทำน้ำหนักลงไปกว่าเก้าสิบกิโลได้ครั้งหนึ่ง

แถมการอดล้างพิษครั้งนี้ทำให้เสียหลักไปเหมือนกัน เช้าวันอังคารก็ไม่ได้เดินออกกำลัง ทำให้สัปดาห์นี้ต้องหยุดเดินไปสองวัน หมดแรง หมดกำลัง พลังสมองถดถอยไปไม่น้อยเลย เห็นทีว่าการดอล้างพิษสำหรับปีนี้คงจะสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้

อากาศเย็นกลับมาอีกครั้ง เช้าตื่นขึ้นมาเดิน ยิ่งต้องเร่งความเร็วเพื่ออบอุ่นร่างกายในเบื้องต้นจนทำให้สามารถทำความเร็วสูงสุดในหนึ่งกิโลแรกได้อย่างงดงาม แม้สถิติตลอดสัปดาห์นี้จะไม่สวยงามอย่างที่เคย

071123 - 09.25-1km Summary Week 200747

ไม่เป็นไร เริ่มกันใหม่ แผนการเดินถึงสิบกิโลในช่วงสุดสัปดาห์อาจจะไม่สนุกสนานเหมือนแต่ก่อน หากจะฝืนยึดมั่นถือมั่นกับแผนนั้นอาจจะทำให้เสียอารมณ์กันไปใหญ่หากทำไม่ได้ตามนั้น จึงมีความเห็นว่าน่าจะเปลี่ยนแผนมาเดินให้ได้วันละแปดกิโล และเดินให้ได้ทุกวัน เดินให้เสร็จก่อนแปดโมงเช้า จากนั้นจะได้ทำงานต่อไป

ที่สำคัญ ความรับผิดชอบที่มีต้องทำให้ดีที่สุดต่อไป