Category Archives: dietlogue

To reach healthy life, proper weight is a destination. This blog would be recorded in order to maintain diet thought possible.

คงที่มาสามอาทิตย์

ผมตัดสินใจไม่เดินออกกำลังกายวันนี้หลังจากฝนตกลงมาอีกครั้งตอนเวลาราวบ่ายสองโมง ช่วงแรกตั้งแต่ยังไม่สว่างจนราวๆ แปดโมงเช้า แต่พอนั่งลงเขียนบล็อกนี้สักพัก ราวบ่ายสามโมงครึ่งฝนก็หยุด ฟ้าเองก็ต้องการให้ผมได้ออกกำลังต่อเนื่องทุกวัน

เช้านี้ชั่งนำหนักแล้วได้ผลยังเหมือนเดิม น่าแปลกใจอย่างมากว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยได้อย่างไร

ผมได้ข้อสังเกตเรื่องการปวดเกร็งที่สะบักด้านขวามือในการเดินอยู่ที่บ้าน แต่การปวดเกร็งได้ย้ายไปเกิดที่สะบักด้านซ้ายมือแทนเมื่อไปเดินที่สวนสมเด็จฯ ว่าเป็นเพราะการเดินอยู่ที่บ้าน ผมจะเดินวนขวา ส่วนการเดินที่สวนสมเด็จฯ จะเดินวนซ้าย

แต่เรื่องที่น้ำหนักไม่ลดลงเลยตลอดช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะว่าเปลี่ยนเวลาการเดินจากช่วงบ่ายในช่วงเดือนเมษายน มาเป็นเดินตอนเช้าในเดือนพฤษภาคมหรือไม่ ไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะผมชอบการเดินออกกำลังในยามเช้ามากกว่า การเดินออกกำลังช่วงบ่ายนั้นมีโอกาสที่จะถูกภาระกิจต่างๆ เบียดบังเวลาไปได้มากกว่า

กลับไปดูเรื่องราวที่บันทึกไว้ได้ความว่า ตั้งแต่เริ่มเดินจริงจังราวกลางเดือนมีนาคม จนกระทั่งได้รองเท้าพร้อมอุปกรณ์ใหม่ทั้งชุด ช่วงนั้นน้ำหนักก็ยังไม่ลดเลยแม้จะเดินออกกำลังช่วงบ่ายเช่นกัน

การปรับปรุงแผนการออกกำลังคงต้องมีขึ้น ผมเพิ่มการดึงข้อด้านหลังกับม้านั่งและการยุบข้อกับพนักพิงเก้าอี้หิน โดยหวังว่าจะเป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อเพื่อให้ช่วยเผาผลาญพลังงานอีกทอดหนึ่ง

อีกแผนหนึ่งคือการเพิ่มท่าลุกนั่งจากคำแนะนำของคุณเรียวเข้าไป เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อต้นขาและหัวเข่าให้แข็งแรงมากขึ้น ที่น่ากังวลอยู่คือผมมีอาการเจ็บหัวเข่าด้านขวาเรื้อรังมานานแล้ว แต่พอได้ลองทำก่อนและหลังการเดินวันนี้สองเซ็ตๆ ละสิบครั้ง ก็ได้ความรู้สึกตึงกล้ามเนื้ออย่างน่าประทับใจกลับมา จะได้ฝึกต่อไป

วันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา เป็นวันสิ้นเดือนพอดี ข้อมูลในวงรอบเดือนพฤษภาคมครบถ้วน พอเริ่มเข้าเดือนมิถุนายนนี้ การประลองก็เริ่มขึ้น เพราะได้รับคำเชิญให้เข้าร่วมกับผู้นิยมไนกี้พลัสทั่วโลกถึงสามงาน

Summary 200705 Real Beginner Challenge @ 070603

ข้อมูลข้างบนนั้นไม่รวมข้อมูลการเดินวันนี้

พอมีการแข่งขัน …ที่ไม่ได้รู้สึกว่าต้องเอาชนะคนอื่นมากนัก มุ่งเน้นเอาชนะตัวเอง ด้วยการออกกำลังให้ได้สม่ำเสมอ… ชีวิตก็มีความผูกพันกับผู้คนภายนอกมากขึ้น

ยังคงต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอีกสักหน่อย เพื่อให้น้ำหนักลดลงได้ต่อไป

ยังทดลองไม่เสร็จหรือไร

ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไรดีกับผลที่ออกมาว่าน้ำหนักยังไม่ยอมลงเลย ยังคงปริ่มๆ อยู่ที่เก้าสิบสองกิโลอยู่ ก็น่าอยู่หรอก เพราะตลอดสัปดาห์มานี้ นอกจากจะคุมอาหารคาวได้อยู่ แต่อาหารหวานอุดมสมบูรณ์นัก เริ่มกันตั้งแต่ไอศครีมกระทิท้ายซอย บราวนี่ช็อคโกแลตจากพี่สะใภ้ ไปจนถึงลอดช่องน้ำกระทิจากตลาดศาลายา โอ้ว…ล้วนแต่แหล่งแคลอรี่ทั้งนั้น

ต่อมาได้อ่านบทความใหม่เรื่อง The Guide to Cardio จาก TheRyo’s GYM ก็ได้ความรู้ใหม่ว่าไม่ควรกินคาร์โบไฮเดรทก่อนการออกกำลังกาย ที่ดีควรกินโปรตีนมากกว่า พ้องกับความสงสัยของตัวเองอยู่เหมือนกันว่าที่รองท้องก่อนเดินออกกำลังตอนเช้านั้น กลายเป็นการเผาแค่ส่วนที่เพิ่งกินเข้าไปเองหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ทั้งที่จริงต้องการเผาส่วนที่เก็บสะสมอยู่มากกว่า จึงรีบได้คว้าถึงขนมปังโฮลวีตมาอ่านข้อมูลโภชนาการโดยพลัน ได้ความว่าขนมปังสองแผ่นให้พลังงานราวหนึ่งร้อยห้าสิบแคลอรี่ ขณะที่นมถั่วเหลืองหนึ่งกล่องก็ให้พลังงานพอๆ กัน จึงคิดเอาเองว่าด้วยขนมปังเพียงหนึ่งแผ่นคงไม่เป็นอะไร

และต้องย้ายเครื่องดื่มน้ำส้มแอ็ปเปิ้ลไซเดอร์ผสมน้ำผึ้งกลับไปหลังเดินเสร็จเหมือนเดิม

เมื่อวานมุ่งไปเดินที่สวมสมเด็จฯ อีกครั้ง เพราะคิดว่าได้เดินที่นี่จะได้ความหนักมากกว่าเดินที่บ้าน จะเดินได้เร็วกว่า แถมได้อากาศบริสุทธิ์เป็นรางวัล แต่กลับได้ผลข้างเคียงเป็นความเครียดในกล้ามเนื้อหลายส่วนกลับมา โดยเฉพาะที่สะบักด้านซ้ายมือเครียดเกร็งจนปวดเมื่อเดินไปได้ครึ่งทาง ทำให้ช่วงท้ายของการเดินรู้สึกทรมานอีกครั้ง ผิดกับการเดินที่บ้านที่จะปวดเกร็งที่สะบักด้านขวามากกว่า

กลับบ้านมาดูข้อมูลการเดิน พบว่าแทบจะไกล้เคียงกับการเดินเสาร์ที่แล้ว ช่วงกิโลเมตรแรกเดินได้เร็วกว่านิดหน่อยเสียด้วย และผลรวมของการเดินตลอดสัปดาห์ดีกว่าที่ผ่านมาทั้งหมดอีกด้วย

Saturday walk in the park Summary Week 200721

เช้านี้จึงตัดสินใจเดินอยู่ที่บ้าน แต่เดินให้เร็วขึ้นจากที่เจ็ดโมงกว่าๆ มาเป็นหกโมงครึ่งเหมือนที่ไปเดินที่สวมสมเด็จฯ เพราะไหนๆ ก็ตื่นแต่เช้าไปปฏิบัติกิจอยู่แล้ว ทำให้คิดเอาว่าสงสัยต้องตื่นนอนให้ได้เหมือนวันเสาร์อาทิตย์แบบนี้เพื่อจะได้เดินออกกำลังเร็วขึ้น ในเวลาที่อากาศยังน่าจะดีอยู่

เพราะเวลาช่วงสายไปแล้ว ควันไอเสียจากรถโดยเฉพาะพวกสองล้อยนต์ สร้างความรำคาญให้อากาศบริสุทธ์ของคนที่ออกกำลังเป็นอย่างมาก ขณะที่ร่างกายจะหายใจถี่ขึ้นเพื่อนำเข้าออกซิเจนมากขึ้น กลับได้ก๊าซพิษจากเครื่องยนต์ของคนที่ไม่เคยใส่ใจสิ่งแวดล้อมและคนรอบข้างในสังคมเป็นของแถม

ก็บ่นไปอย่างนั้นเอง คงได้แต่ทำใจ รักษาใจเราเองไว้ให้ดีที่สุด จะประเสริฐกว่า…

ชีวิตคือการทดลอง

ตั้งหัวข้อแบบนี้เพื่อเป็นข้อแก้ตัวที่สัปดาห์ที่ผ่านมาน้ำหนักไม่ลดลง เช้านี้ชั่งแล้วยังปริ่มๆ อยู่แถวเก้าสิบสองกิโลอยู่เหมือนเดิม นั่นเพราะเริ่มต้นสัปดาห์ที่แล้วก็พบว่า หากมื้อเย็นไม่อิ่มหนำ มื้อค่ำจะตามมาแบบปฏิเสธไม่ได้

กลายเป็นว่าตลอดสัปดาห์ก็จะหาอะไรประทังความอยากตอนค่ำเสียร่ำไป แถมยังอ้างเหตุผลว่าไม่เป็นไรกระมัง ตอนกลางวันก็ไม่ได้กินอะไรมากมาย กินเท่านี้คงไม่เป็นไร แล้วเป็นอย่างไร ผลที่ได้คือน้ำหนักไม่ยอมลงตามแผนจนได้

เมื่อวานนี้ได้ไปเดินออกกำลังตอนเช้าที่สวนสมเด็จฯ อีกครั้ง น่าสนใจตรงที่การเดินทำได้ดีมากที่สุดเท่าที่เคยเดินมา ระหว่างเดินสามารถเข้าถึงเส้นทางแห่งการทำสมาธิได้ด้วย แม้ยังไม่เข้าขั้น แต่ได้ประสบการณ์ในการกำหนดลมหายใจเข้าออกช้าๆ ไประหว่างการเดินที่เร่งความเร็วได้มากกว่าที่เคยเดินได้ กลายเป็นสถิติใหม่ที่ดีที่สุดไปแล้ว
เพลงที่ฟังกลายเป็นเพลงในดวงใจไปโดยพลัน …ด้วยจังหวะหนึ่งร้อยแปดสิบบีทต่อนาที และทำให้สถิติของทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาดีขึ้นไปด้วย

19 May 2007 Summary Week 200720

เรื่องไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เพราะว่าระหว่างการเดินเช้าวานนี้เกิดอุตรินึกสนุกว่าเมื่อสามารถเดินเร็วได้ขนาดนั้น ขั้นต่อไปคงต้องวิ่งแล้ว จึงวางแผนว่าในช่วงท้ายของการเดินจะลองจ๊อกกิ้งดูเสียหน่อย เพื่อสังเกตปฏิกริยา

เมื่อเสียงบอกทางหูฟังว่า้เหลืออีกเพียงห้าสิบแคลอรี่เท่านั้นจะถึงเป้าหมายที่หกร้อยแคลอรี่ จึงเริ่มขยับจากเดินเร็วเป็นวิ่งเหยาะๆ ผลก็คือได้ลิ้มรสความยากลำบากขึ้นโดยพลัน ทั้งฝ่าเท้าที่ต้องรับแรงกระแทกโดยพยายามวิ่งให้ลงส้นเท้า ทั้งข้อเท้าที่รับน้ำหนักและต้องเกร็งเพื่อออกแรงส่งให้วิ่งไปข้างหน้า ร่างกายท่อนบนที่โคลงเคลงเป็นก้อนไขมันขนาดใหญ่เคลื่อนที่ได้ เสียเตือนสี่สิบ สามสิบ ยี่สิบแคลอรี่ ช่างยาวนานในความรู้สึก จนกระทั่งครบตามเป้าหมายจึงเปลี่ยนกลับมาเดินเร็ว และลดความเร็วลงจนจบการเดินไป

จริงแล้วเป้าหมายที่ตั้งไว้คือเมื่อไหร่ที่น้ำหนักลดลงจนเหลือราวๆ แปดสิบกิโล จะเริ่มวิ่งอย่างจริงจัง เพราะคิดเอาว่านั่นน่าจะเป็นน้ำหนักที่วิ่งไหว เมื่อทดลองวิ่งดูวานนี้ แม้ยังห่างไกลน้ำหนักที่เหมาะสม แต่กลับทำให้ความกลัวการวิ่งเิริ่มก่อตัวขึ้น ระหว่างนี้คงต้องศึกษาศาสตร์แห่งการวิ่งที่แท้จริงเสียก่อน เพราะมันไม่เหมือนสมัยวัยรุ่นที่จะวิ่งไปไหนก็ได้ดังใจปรารถนา ต้องศึกษาเพื่อระวังและบรรเทาอาการบาดเจ็บจากการวิ่งอย่างจริงจัง

เช้านี้จึงได้รับผลพวงจากวานนี้อย่างเห็นได้ชัด เพราะกล้ามเนื้อหลายส่วนทำงานหนักขึ้นในระหว่างการทดลองวิ่ง แม้จะช่วงสั้นไม่ถึงห้านาที แต่หลังจากนั้นยี่สิบสี่ชั่วโมงความเมื่อยล้าก็ตามมา เป็นอุปสรรคสำคัญในการเดินเช้านี้ แม้ในช่วงแรกการเร่งความเร็วยังทำได้ดีมาก จนคิดว่าน่าจะทำได้ดีเท่าเมื่อวาน แต่เมื่อผ่านไปครึ่งทาง กล้ามเนื้อสะบักทั้งสองข้างเกิดปวดเมื่อยอย่างรุนแรง การเดินด้วยความพยายามในการเร่งความเร็ววันนี้ทำให้กล้ามเนื้อหลายส่วนเครียดไปตามๆ กัน รู้ได้จากการเกร็งตัวจนรู้สึกปวด จิตจึงมัวแต่ไปจับอยู่ที่เวทนานั้นจนลืมการกำหนดลมหายใจที่เพิ่งค้นพบเมื่อวานนี้ และไม่สามารถกำหนดให้ผ่อนคลายความเครียดในกล้ามเนื้อมัดเหล่านั้นได้

การเดินช่วงห้าสิบแคลอรี่สุดท้ายรู้สึกทรมานไม่น้อย จริงแล้วรู้สึกตั้งแต่สองร้อยแคลอรี่สุดท้ายแล้ว แต่ก็พยายามกำหนดจิตไปที่ความมุ่งมั่นตั้งใจ เพราะจะมีเพียงสัปดาห์ละวันสองวันเท่านั้นที่จะได้มาเดินที่สวนสมเด็จฯ นี้ ต้องเก็บเกี่ยวให้คุ้มค่ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนลุล่วงไปได้ด้วยดี

หลังเดินเสร็จ ดูสรุปผลการเดินจากหน้าจอไอพ็อดนาโนได้ค่าเฉลี่ยความเร็วที่ใกล้เคียงเมื่อวานแต่ไม่เร็วเท่า บอกกับตัวเองว่าวันนี้ต้องรับผลจากเมื่อวาน แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน ส่งข้อมูลเข้าระบบ นั่งดูรูปแบบการเดินแล้วแทบจะทับเป็นเส้นเดียวกับเมื่อวานได้เลยทีเดียว ไม่เป็นไร ได้ประสบการณ์ที่ดีมากกับการเดินในสวนสมเด็จฯ สองวันนี้

จากนี้คงต้องเยียวยากล้ามเนื้อที่เมื่อยล้า ตั้งใจว่าจะไม่เอามาเป็นอุปสรรคในการเดินออกกำลังที่บ้านในสัปดาห์ใหม่นี้

กลับมาเดินอีกครั้ง

กลายเป็นสภาพจิตหวาดระแวงไปเสียแล้ว เมื่อใกล้ถึงวันที่ต้องชั่งน้ำหนักประจำสัปดาห์ จำเป็นต้องบอกตัวเองให้นิ่งๆ และยอมรับความเป็นจริงว่าไม่ว่าจะชั่งได้เท่าไหร่ก็ต้องยอมรับให้ได้ นั่นเป็นเพราะเคยมาแล้วที่อยู่ๆ ทั้งสัปดาห์ไม่ได้ทำอะไรแปลกไป แต่กลับน้ำหนักขึ้นเฉยเลย

เช้านี้ก้าวขึ้นตาชั่งซ้ำสามครั้งเพื่อความมั่นใจว่าน้ำหนักที่ได้คือเก้าสิบสองกิโลจริงๆ ก็ลงมาอีกเล็กน้อย โล่งใจ พร้อมไปเดินออกกำลังตอนเข้าอย่างเคย

สัปดาห์หนึ่งหลังจากกลับจาก มสธ. ช่างบินผ่านไปอย่างรวดเร็ว กลัวตัวเองเสมอเวลาตักข้าวใส่จาน เพราะพาลจะตักมากเท่าตอนที่ไปอบรม แต่นี่ที่บ้าน จะตักมากอย่างนั้นไม่ได้ เพราะกิจกรรมมันไม่เหมือนกัน ก็ยังเผลอตัวอยู่บ้าง

การเดินออกกำลังกายต้องนับหนึ่งกันใหม่ เริ่มต้นจากการเดินหนึ่งชั่วโมงอยู่สองสามวัน เพื่อบอกกล้ามเนื้อขาว่ากลับมาแล้วนะ จากนั้นจึงกลับไปใช้เป้าหมายที่หกร้อยแคลอรี่เช่นเดิม ยากเหมือนกันเมื่อต้องทำความเร็วให้ได้เท่าเดิม แถมวานนี้กลับรู้สึกว่านานเหลือเกินกว่าจะผ่านไปทีละห้าสิบแคลอรี่ เพลงที่ฟังประกอบการเดินน่าจะมีส่วนแม้จะเลือกจังหวะเร็วถึง หนึ่งร้อยแปดสิบ บีพีเอ็ม แต่ฟังดูเนิบๆ อย่างไรก็ไม่รู้

Summary Week 200719

ไม่เป็นไร ยังมีอะไรรอให้ทำอยู่มากมาย จัดสรรเวลากันสนุกสนานไม่น้อย ที่แน่ๆ ต้องมีเวลาเดินออกกำลังทุกวัน

เว้นวรรคไปหนึ่งสัปดาห์

ผมควรจะเขียนเรื่องประจำสัปดาห์นี้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เพราะตั้งใจว่าวันอาทิตย์กว่าจะกลับมาก็บ่ายๆ จะได้ชั่งน้ำหนักก็เช้าวันจันทร์ แต่เมื่อวานกลับทำโน่นทำนี่จนลืมไปเลย มานึกขึ้นได้ก็ตื่นนอนเช้านี้พอดี

สัปดาห์ที่แล้วไม่ได้ออกกำลังกายเลย แม้แต่ที่ตั้งใจไว้ว่าวันจันทร์และอังคารน่าจะได้เดินบ้าง แต่เดินกลางฝนคงไม่ดีต่อการเข้าอบรมในวันพุธถึงวันอาทิตย์แน่ มาชั่งน้ำหนักเช้าวานนี้ได้เก้าสิบสองกิโลครึ่งก็รู้สึกว่าแม้ไม่ได้ออกกำลังกายก็ลดน้ำหนักได้

นั่นควรจะเป็นอานิสงฆ์ของการมุ่งมั่นออกกำลังกายก่อนหน้านั้นมาเป็นเวลาพอสมควร แม้ระหว่างการอบรมทาง มสธ. จะมีบริการอาหารอย่างเต็มที่ และด้วยระบบอัตโนมัติในจิดก็สั่งให้ตักอาหารมากกว่ามื้อปกติที่บ้านอยู่เหมือนกัน คงเป็นเพราะกลัวหิวระหว่างมื้อและจะไม่มีขนมขบเคี้ยวรองรับ แต่ที่น่าภูมิใจก็คือสามารถควบคุมตัวเองไม่ให้กินมื้อดึกที่ทาง มสธ. เตรียมไว้ให้ในการพักช่วงอบรมตอนค่ำ เล่นเอาคืนแรกท้องร้องก่อนสว่างหลายชั่วโมง เกือบนอนไม่พอ

กิจกรรมหลังมื้อเช้าและเย็นก็ช่วยใช้พลังงานได้บ้าง ที่สำคัญช่วยปลุกจากอาการหนังท้องตึงหนังตาหย่อนได้ดีนัก อีกทั้งกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องกระตืนรือร้นอยู่เสมอก็น่าจะเผาพลังงานไปได้อย่างดี

ไม่แน่ใจว่าการหัวเราะจะเป็นปัจจัยช่วยด้วยหรือเปล่า เพราะได้หัวเราะทั้งวันเลย