Category Archives: dietlogue

To reach healthy life, proper weight is a destination. This blog would be recorded in order to maintain diet thought possible.

อาหารมื้อที่ 4

สัปดาห์นี้ต้องล่าช้ามาถึงวันจันทร์จนได้ เนื่องเพราะเมื่อวานกว่าจะกลับมาจากเที่ยวตรุษจีนก็ค่ำมืด แถมยังเหน็ดเหนื่อยต่อเนื่องเป็นวันที่สองต่อจากวันไหว้ ที่ไปไหว้ตรุษจีนที่ชลบุรี ทั้งที่บ้านบึงและหนองใหญ่

วานนี้เช้าขึ้นมาก็เดินขึ้นตาชั่งก่อน เพราะอีกไม่นานก็ต้องออกจากบ้านไปสมทบกับพี่น้องอีกสองบ้าน เข็มเด้งแรงไปหยุดอยู่ที่เก้าสิบหกกิโลเสียแล้ว

สาเหตุมาจากอาหารมื้อที่ 4 ที่แทบจะเป็นปกติวิสัยไปเสียแล้ว นั่นเพราะรู้สึกเหลิงไปว่าได้ออกกำลังกายตอนก่อนมื้ออาหารเย็นไปแล้ว คิดไปเองว่าเตาเผาไขมันไปงานเต็มที่แล้ว

นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ต้องเคร่งครัดทั้งการออกกำลังกายและการควบคุมอาหารไปด้วยกันเพื่อให้เห็นผล ต้องเลิกการกินจุบจิบตอนกลางคืนอย่างเด็ดขาด ต้องทำให้ได้

ถึงวันนี้ก็ยังขอพักเหนื่อยอีกหนึ่งวัน แขนก็ล้าเพราะได้อุ้มเจ้าหลานรักเดินไปสักการะที่วิหารมงคลบพิตรแล้วก็อุ้มกลับ ไม่อยากปล่อยให้เดินเองเพราะคนมากมายจะทำให้ดูแลลำบาก ถือว่าเป็นการออกกำลังไปในตัวก็แล้วกัน ลุงไม่ได้บ่นนะ…

ความรู้สึกหลังได้ออกกำลังกายด้วยการเดินประมาณสี่สิบถึงห้าสิบนาที ต่อด้วยการลุกนั่งสามชุด ชุดละยี่สิบครั้ง และปิดท้ายด้วยการยกน้ำหนักห้าชุด ชุดละสิบสองครั้ง เป็นไปค่อนข้างดี ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะได้สัมผัสกับสารเอนดอร์ฟินหลังออกกำลังกาย หรือภูมิใจที่สามารถลุกนั่งได้มากขึ้น แต่ผลรวมๆ ก็ดี จะได้มีกำลังใจออกกำลังกายต่อไป

แปลกใจอย่างแรง

เช้านี้รีบเดินขึ้นตาชั่งเพื่อไม่ให้เผลอไปทำอะไรอย่างอื่นเสียก่อนอย่างสัปดาห์ก่อนๆ ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่ามันไม่ได้พุ่งขึ้นไปเป็นเลขสามหลักอย่างที่หวั่นใจ เข็มวิ่งขึ้นไปหยุดอยู่ที่เก้าสิบห้ากิโลราวๆ นั้น

สัปดาห์นี้สติแตกถึงขั้นที่ต้องควาญหาอะไรมาขบกินตอนดึกแทบทุกวัน มันเป็น emotional eating ล้วนๆ สัญญาณอันตรายก็ส่งออกมาจากหัวเข่าทั้งสองข้าง จิตใจก็ว้่าวุ่นคิดหาวิธีลดน้ำหนักสำเร็จรูปที่คิดว่านั่นจะทำให้น้ำหนักลดได้เร็วที่สุด

ดีที่ยังสามารถบังคับตัวเองให้ออกกำลังกายตามอัตภาพได้สามวัน นั่นคงช่วยเร่งไฟในเตาเผาไขมันได้บ้าง

วันนี้ต้องรับปฏิบัติกิจตอนเช้าให้เสร็จโดยเร็วเพราะนัดพี่แนนไว้ว่าจะมารับไปช่วยกันจัดงาน Freemac meeting vol.2 ที่ร้าน Opening Soon เอกมัย ซอย 10

งานวันนี้ช่วยฟื้นพลังชีวิตให้ได้พอสมควร ได้สนทนาเรื่องราวต่างๆ กับเพื่อนสมาชิก ได้เรียนรู้เรื่องราวดีๆ จากประสบการณ์ของแต่ละท่าน

หวังว่านั่นจะช่วยให้ความรู้สึกกลับมาเป็นปกติได้บ้าง การลดน้ำหนักจะได้เดินหน้าต่อไป

เป้าหมายใหม่ในอีก 12 สัปดาห์

การเขียน blog ในหมวดนี้กลายเป็นกิจกรรมที่ผมสามารถดำเนินอยู่ได้สม่ำเสมอเพียงอย่างเดียวแล้วหรือนี่

เช้านี้อยากรู้อีกครั้งว่าบทสุดท้ายของหน้าหนาวคราวนี้เป็นอย่างไร หลังจากออกไปปฏิบัติกิจเสร็จจึงพาเอาปรอทดิจิตอลที่บอกตัวเลข 21 องศาขณะอยู่ในบ้านที่ปิดประตูหน้าอยู่ ลดลงมาเป็น 20 องศาหลังเปิดประตูหน้าบ้านออก ไปว่าไว้กลางแจ้งอีกครั้งเพื่อเก็บข้อมูล

ด้วยใจที่จดจ่ออยู่กับอุณหภูมิทำให้ลืมเดินขึ้นตาชั่งอีก นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ไปพลางซดน้ำชามะนาวไปพลาง กว่าจะนึกขึ้นได้ก็ซดไปแล้วหมดแก้ว ความว่าน้ำหนักครั้งนี้ได้ฟ้องความล้มเหลวในพฤติกรรมออกมาอย่างชัดเจน เข็มมันวิ่งเล่นอยู่แถวเก้าสิบหกเก้าสิบเจ็ดแล้ว คราวนี้จะทำอย่างไรต่อไปดี

อุณหภูมิข้างนอกบ้านลดลงไปต่ำสุดถึง 15 องศา อ่านหนังสือพิมพ์เสร็จนึกอยากนอนต่อด้วยเพราะอารมณ์แปรปรวนคุกรุ่นด้วยเรื่องต่างๆ มากมาย

วันนี้วางแผนไว้แล้วว่าจะอดล้างพิษ แต่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ยังไม่ยอมหยุดกิบจุบจิบจนกระทั่งเมื่อคืน ไม่รู้ว่าทำไมความรู้สึกเบื่อและเซ็งถึงกลับมาเยี่ยมเยียนอีก สัญชาตญาณเดิมจึงเรียกร้องหาอะไรใส่ปากแก้เซ็ง

ถึงจะได้เริ่มออกกำลังกายตอนเย็นตามแผนที่วางไว้ก็แล้ว แต่ผลที่ได้มันฟ้องความล้มเหลวซ้ำซากจนไม่รู้จะคิดทำอะไรต่อไปได้อีก

เป้าหมายใหม่ถูกกำหนดไว้แล้ว คือใช้กำหนดการเข้าอบรมเข้มประสบการณ์วิชาชีพไทยคดีศึกษาที่จะมีขึ้นหลังการสอบไล่ภาค 2/2549 ตอนปลายเดือนเมษายนนี้ นับจากนี้ไปก็ได้ราว 12 สัปดาห์ หากสามารถลดน้ำหนักได้เพียงสัปดาห์ละครึ่งกำโล ก็จะสามารถลดได้ถึงหกกิโลกันเลยเชียว

อุปสรรคแรกตอนนี้ก็คือพฤติกรรมหลังมื้อเย็น ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรดี แม้ว่าจะกินมื้อเย็นแล้ว ก็ยังมิวายจะเสาะหาอะไรใส่ปากอีก ต้องค่อยๆ คิดไป ตอนนี้ยังคิดไม่ออก

เดินหน้าให้ได้ตามแผน

เช้านี้อากาศเย็นลงอีกระลอกหนึ่ง ตลอดทั้งวันก็ไม่ร้อนอบอ้าวเลย อยากให้อากาศเป็นอย่างนี้ทั้งปีเลยจะประเสริฐมาก

แต่เข็มตาชั่งเข้านี้ดูท่าจะวิ่งเลยเก้าสิบห้ากิโลแล้วด้วยสิ กาแฟแก้วหนึ่งที่เพิ่งหมดไปเพราะลืมขึ้นตาชั่งก่อนนั้นคงไม่เกี่ยวกระมัง …พักนี้ต้องเพิ่มกาแฟอีกแก้วในภาคบ่าย เป็นไปตามที่คาดไว้ว่า เมื่อต้องผึ่งมัน ก็คงต้องเพิ่มมันขึ้นเรื่อยๆ ไปด้วย นี่มันยาเสพติดชัดๆ

สัปดาห์ที่ผ่านมานอกจากจะไม่ยอมออกกำลังกาย เพราะดันมีฝนตกตั้งแต่ต้นสัปดาห์ …นั่นเป็นข้ออ้าง แถมยังหยุดปากไม่ค่อยได้ตอนกลางคืน แต่ที่ตั้งใจว่าจะลุยอ่านนิตยสารที่ค้างอยู่ให้หมด ก็สามารถทำได้สำเร็จดังตั้งใจ จึงคิดว่าแผนสำหรับสัปดาห์ต่อไปไว้เหมือนกัน

ตั้งใจว่าในหนึ่งวัน ช่วงเช้า อ่านหนังสือพิมพ์ ติดตามข่าวสารทั้งหมด อ่านนิตยสาร กลางวัน ทานมื้อเที่ยงแล้วพักผ่อนและอ่านนิตยสารจนถึงบ่ายสอง ตั้งแต่บ่ายสองถึงสี่โมงเย็น อ่านหนังสือเรียนมสธ. สี่โมงเย็นถึงห้าโมงครึ่ง ออกกำลังกาย หลังพักเหนื่อยก็เป็นมื้อเย็น หัวค่ำ ติดตามข่าวสารอีกสักหน่อย ก่อนนอน อ่านหนังสือเรียนมสธ. อีก

จริงแล้วยังมีหนังสือ pocket book และหนังสือเรื่องของ programming อีกหลายเล่มรออยู่เหมือนกัน ไหนจะงานพัฒนาเว็ปทั้งเนื้อหาและระบบอีก คงต้องค่อยแบ่งเวลาเพื่อทำทั้งหมดนั่นจะได้ก้าวหน้าในทุกด้าน

วางแผนแล้วจะเป็นตามแผนหรือไม่ อยู่ๆ ก็รู้สึกขี้เกียจขึ้นมาอีกแล้วเหมือนกัน แต่ต้องเดินหน้าทั้งหมดนั่นเพื่อความก้าวห้นาให้จงได้

กางโปสเตอร์เรื่องโปรแกรม 14 วันเพื่อเปลี่ยนเป็นคนใหม่แล้วก็รู้สึกอยากดำเนินการจริงๆ จังๆ เสียที สงสัยต้องรอให้สอบเสร็จเสียก่อน …เฮ้อ

จะลดความอ้วนอย่างไรต่อไป

เช้านี้เด้งตัวขึ้นจากที่นอนได้ตั้งแต่กริ่งแรกของนาฬิกาปลุกโดยไม่รู้สึกงัวเงียมากมายกว่าที่เคย ทั้งๆ ที่เมื่อคืนก็นอนตั้งสี่ทุ่มครึ่ง และหลับยาวแบบม้วนเดียวจบ แถมเช้านี้หลังดื่มกาแฟแล้วก็ไม่มีอาการเสาะท้องเหมือนเมื่อสองวันที่ผ่านมาหลังกลับมาดื่มมันอีกครั้ง คงเป็นเพราะเช้านี้ได้ลดปริมาณผงกาแฟลงด้วยหรือไรก็ไม่แน่ใจ

ดีใจที่ผลการชั่งน้ำหนักไม่กระฉูดไปกว่าเก้าสิบห้ากิโล แม้ว่านิสัยการกินจุบจิบตอนกลางคืนจะกลับมา แถมเมื่อวันพฤหัสมีการแวะไปทานบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่น อีกทั้งตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ออกกำลังกายเลย

แต่ก็ได้เริ่มอ่านหนังสือ Body Intelligence ที่ซื้อมาตั้งนานแล้ว หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เคล็ดลับการขจัดไขมันส่วนเกิน แต่เป็นคู่มือจิตวิทยาที่บอกให้เราเข้าใจตัวเองว่าทำไมเราจึงอ้วน แม้จะอ่านไปได้เพียงบทเดียวก็ได้ความหลายอย่าง เช่น
– หลังจากทำแบบทดสอบเรื่อง Restrain Eating พบว่าตัวเองเข้าข่าย และคนที่เข้าข่ายจะมีนิสัยกินสั่งลาเพื่อเริ่มโปรแกรมลดน้ำหนักครั้งใหม่
– ด้วยธรรมชาติของมนุษย์ เป็นธรรมดาที่กลไลการเอาตัวรอดจะทำงานด้วยการสะสมไขมัน
– ธรรมชาติระดับยีนส์ในร่างกาย มีผลต่อความอ้วน แต่เป็นผลเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีกลไกอื่นๆ อีกที่เป็นปัจจัยสำคัญ

หนังสือเล่มนี้บอกไว้ว่าจะช่วยให้ผู้อ่านกินอาหารตามที่ต้องการได้โดยไม่รู้สึกผิด คงหมายถึงการกินตามธรรมชาติ ไม่ใช่ตามอารมณ์ ก็คงต้องอ่านต่อให้จบ ก็จะเข้าใจความหมายได้เอง

ตอนนี้เริ่มกลับมากินแคปซูลขมิ้นชันแล้ว จะได้เข้าไปช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร นึกขึ้นมาได้อีกสาเหตุที่น่าจะทำให้กระเพาะไม่สบายก็คือ สัปดาห์ก่อนสวาปามสัปปะรดเปรี้ยวๆ ไปมาก คงกัดกระเพาะน่าดู

เริ่มกลับมากินแคปซูลอบเชยด้วยเช่นกันเพราะต้องการความต่อเนื่อง ส่วนน้ำส้มแอปเปิ้ลไซเดอร์ ก็เปลี่ยนจากดื่มผสมน้ำเปล่าก่อนอาหารเช้า-กลางวัน ก็เปลี่ยนมาเป็นเติมน้ำผึ้งเข้าไปด้วย และดื่มหลังอาหารเย็น เพราะกลัวจะเสาะท้อง

สงสัยตัวเองเหมือนกันว่าจะลดความอ้วนอย่างไรต่อไป…