The Front Line (2011)

ชัยชนะในสงครามคือการเอาชีวิตรอดมาได้ ศัตรูของเราไม่ใช่คอมมิวนิสต์แต่เป็นสงครามเอง

หนังเกาหลีที่ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของประเทศเข้าชิงรางวัลออสการ์ที่เพิ่งผ่านไป ถึงไม่เข้ารอบสุดท้ายก็ได้รับรางวัลมากมายภายในบ้านของตัวเอง

เรื่องราวของการรบระหว่าง เกาหลีเหนือด้วยความสนับสนุนของจีน กับ เกาหลีใต้ด้วยความสนับสนุนของอเมริกา ถูกนำมาเล่าอีกครั้งบนแผ่นฟิล์มหลังจากที่เคยผ่านตากับหนังเรื่อง เท กึก กี Taegukgi มาแล้ว สนใจหนังเรื่องนี้ทันทีแม้จะไม่รู้พล็อตเรื่องมาก่อนและไม่ต้องการรู้ด้วย นั่นเพราะคุณภาพการสร้างฉากสงครามของทีมงานเกาหลีนั้นเข้าขั้นสุดยอด พิสูจน์มาแล้วจากเรื่อง เท กึก กี ที่ฉายไปตั้งแต่ปี 2004 แน่ขนาดที่ทีมงานเดียวกันนี้เป็นผู้สร้างฉากสงครามระดับหายใจรดต้นคอ ฉากยกพลขึ้นบกของ Saving Private Ryan (1998) โดย Steven Spielberg ด้วยฉากรบท่ามกลางการปิดล้อมและพลซุ่มยิงในหนังสงครามสัญชาติจีนโดยผู้กำกับ เฟิง เสี่ยว กัง Feng Xiaogang เรื่อง Assembly (2008) มาแล้ว

ผลงานความคมชัดสูงระดับ 1080p ทำให้เห็นรายละเอียดทุกอย่างชัดเจนในจอโทรทัศน์ขนาด 40 นิ้ว ชัดระดับรูขุมขนเลยทีเดียว การถ่ายภาพการจัดแสงนับว่าคุณภาพคับแก้ว เสียงประกอบผ่านการบันทึกและตัดต่ออย่างไม่มีที่ติ

เรื่องเกิดขึ้น ณ แนวรบด้านตะวันออกที่ฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ต่างก็ผลัดกันเข้ายึดครองและล่าถอยซ้ำแล้วซ้ำอีก หนังไม่ได้ออกอารมณ์แอ็คชั่นให้เห็นถึงความสามารถในการสู้รบแต่ถ่ายทอดอารมณ์ของมนุษย์ที่หากเลือกได้ก็อยากใช้ชีวิตปกติสุขมากกว่ามาอยู่ในสงคราม แต่คนที่ผ่านสงครามมาแล้วก็ใช่ว่าจะเป็นปกติธรรมดา บทได้พยายามเล่าถึงสาเหตุที่สร้างให้ตัวละครแต่ละคนมีสภาพจิตใจแบบที่เป็นในปัจจุบัน แม้จะไม่ถึงกับประทับใจคนดูมากนักแต่ก็นับว่าส่วนนี้ก็ขาดไม่ได้เหมือนกัน

กลยุทธ์ในการเข้าตี การจู่โจม การต่อสู้ การร่นถอยมีให้เห็นแบบกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับหนังอย่างน่าประทับใจ ถือว่าทีมงานทำการบ้านมาอย่างละเอียด การเล่าเรื่องด้วยมุมกล้องในฉากรบก็ทำได้หลากหลายดีมาก ทำให้หนังที่ยาวกว่า 134 นาทีไม่มีจังหวะไหนที่น่าเบื่อเลยแม้วินาทีเดียว

เนื้อเรื่องเดินมาถึงจุดไคลแม็กซ์ Climax ตามประวัติศาสตร์จริงที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1953 ก็ยังมีเหตุการณ์แอนตี้ไคลแม็กซ์ Anti Climax เกิดขึ้นอีก จนจบเรื่องด้วยอารมณ์ขันที่ขื่นขมเป็นที่สุด

เครดิตท้ายหนังยังพยายามเล่นกันอารมณ์คนดูด้วยการคัดเฉพาะยิ้มของทุกคนออกมาเพื่อแนะนำตัวละครแต่ละตัว ดูแล้วยิ่งขมเข้าไปใหญ่

ความรู้สึกหนึ่งที่มีตลอดการดูหนังเรื่องนี้คือเกาหลีมีประเด็นสงครามของตัวนำไปสู่การรวมจิตใจทุกคนเพื่อร่วมกันมุ่งหน้าสร้างชาติ แล้วประเทศไทยหละมีไหม ไม่เอาที่ชอบแอบอ้างเบื้องสูงมาจัดอีเวนท์ผลาญเงินภาษีประชาชนกินนะ

ที่น่าสังเกตอีกเรื่องคือนักแสดงเกาหลีหลายคนคุ้นหน้าคุ้าตากันเป็นอย่างดี ไม่รู้ว่านักแสดงคุณภาพมีเพียงเท่านี้หรือเป็นนักแสดงที่รู้ทางกันดีกับผู้กำกับ Jang Hun เพราะเพิ่งเล่น Secret Reunion ไปเมื่อปี 2010 ก็มาแสดงต่อในเรื่องนี้เลย เป็นมุมสนุกๆ ของหนังเกาหลีก็แล้วกัน

ข้อมูลเพิ่มเติม

 

เป้าหมายควบภารกิจ

ล่าช้าสักหน่อยสำหรับบันทึกของสัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องจากมีเหตุขัดข้องบางประการ นอกจากนี้ยังมีเหตุอื่นๆ ระหว่างสัปดาห์ทำให้ออกวิ่งได้ไม่ครบทุกวัน ส่วนหนึ่งก็ได้ออกแบบแผนการวิ่งเอาไว้แล้วเนื่องจากเทศกาลเช็งเม้งที่มีพิธีการเคารพบรรบุรุษเป็นสำคัญ

มาถึงเช้าวันพุธก็สามารถสะสมระยะทางตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ตอนต้นเดือนว่าจะทำระยะทางหนึ่งร้อยกิโลเมตรให้ได้ ขณะที่ยังมีวันที่เหลือของเดือนอยู่อีกพอสมควรทำให้ฝันไปถึงเดือนหน้าว่าคงปรับเพิ่มเป้าหมายได้อีกหากสามารถรักษาแผนการวิ่งอย่างนี้ได้ต่อไป

ปิดท้ายโดยไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ตลอดสัปดาห์สามารถสะสมระยะทางเพิ่มขึ้นได้อีกนิดหน่อย

ผลพวงจากเทศกาลไหว้บรรบุรุษคือน้ำหนักตัวที่จ้องจะเพิ่มขึ้นทันทีหากเผอเรอ สังเกตตัวเองเหมือนกันว่าในสภาพจิตใจที่เป็นปกติดีอยู่จะรับรู้ถึงสัญญาณบอกว่าอิ่มแล้วได้ดีกว่ามาก ทำให้หยุดกินได้ง่ายกว่าอีกด้วย

น้ำหนักชั่งเมื่อเช้าอยู่ที่แปดสิบเก้ากิโลกรัมอีกครั้ง อาจต้องหาวิธีใหม่ๆ เพื่อควบคุมตัวเองให้น้ำหนักลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ ติดอยู่ที่สภาพอารมณ์อาจไม่เอื้ออำนวยอีกครั้ง

น่าสนใจว่าจนถึงสิ้นเดือนจะสามารถทำระยะทางได้เกินเป้าหมายไกลแค่ไหน

เข้าที่เข้าทาง

เริ่มต้นด้วยวันสิ้นสุดโปรแกรมล้างพิษตับและถุงน้ำดี รู้สึกว่าร่างกายเบาโล่งสบาย บวกกับสภาพอากาศที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝนยามเช้าทำให้ออกวิ่งได้อย่างดี และเนื่องจากไม่มีเงื่อนไขของเวลาบังคับทำให้เกิดความคิดอยากลองวิ่งต่อไปจากระยะเดิมอีกหน่อย วาบหนึ่งก็คิดถึงตัวเลขสิบกิโลเมตร

เมื่อผ่านระยะหกกิโล เจ็ดกิโล จนเกือบครบแผนการวิ่งที่เจ็ดร้อยแคลอรี่แล้ว สภาพร่างกายบอกว่าสามารถวิ่งต่อไปได้ จึงกำหนดจิตใจไว้ที่เพลงประกอบการวิ่ง จนเสียงแจ้งการวิ่งเกินเป้าหมายทยอยรายงานอีกทุกๆ ห้าร้อยแคลอรี่ที่ผ่าน ก็สามารถทำระยะทางสิบกิโลเมตรได้เป็นครั้งแรกของปีนี้ในวันที่ต้องดื่มน้ำมันมะกอกหีบเย็นผสมน้ำมะนาวตอนสี่ทุ่มคืนนี้

แน่นอนว่าเช้ารุ่งขึ้นต้องพักการวิ่งไปเนื่องจากโปรแกรมล้างพิษจะมีกิจกรรมต่อจนถึงเที่ยง วันต่อมาจึงออกวิ่งทันทีที่ทำได้ ส่วนที่หายไปอีกครั้งในวันพุธเพราะคืนก่อนนอนไม่หลับนั่นเอง

วันที่เหลือของสัปดาห์จึงมุ่งหน้ารักษาแผนการวิ่งให้ได้ทุกวัน เพื่อรักษาจิตใจให้เป็นปรกติไม่ฟุ้งซ่านอย่างที่ผ่านมา ตลอดห้าวันสามารถสะสมระยะทางได้เพิ่มขึ้นตามนี้

เรื่องนิสัยการกินที่ต้องการแก้ไขก็ค่อยๆ ดีขึ้น ด้วยความมุ่งหวังว่าจะสามารถสร้างสุขภาพตามแนวทางธรรมชาติบำบัดได้ ถึงจะยังแก้ไขได้ไม่เต็มที่นัก ก็ตั้งใจว่าจะพยายามทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

น้ำหนักชั่งเมื่อเช้าอยู่ที่แปดสิบแปดกิโลครึ่ง หวังว่าเมื่อได้ออกกำลังกายตามสมควรแล้วน้ำหนักจะเริ่มมีแนวโน้มลดลงบ้าง

สัปดาห์ใหม่มาพร้อมกับภารกิจของครอบครัวมากมายแน่นขนัด จะต้องวางแผนการออกกำลังกายให้ได้ตามวันเวลาที่พอจะจัดสรรได้

สร้างทั้งกำลังใจและสุขภาพ

ตั้งใจพักสองวันในช่วงต้นสัปดาห์ โดยวางแผนว่าวันที่เหลือจะได้ออกกำลังกายเต็มที่ ระหว่างนี้ก็ตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือของแลนซ์ อาร์มสตรองให้จบภายในสัปดาห์ และแน่นอนว่าโปรแกรมล้างพิษตับและถุงน้ำดีกำลังจะเริ่มอีกครั้งในวันอังคาร

เริ่มออกกำลังอีกครั้งพร้อมกับการควบคุมอาหารการกินอย่างเคร่งครัดอีกครั้ง ทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติสุข ต้องเลือกเว้นวรรคอีกครั้งในวันศุกร์เพื่อภารกิจของครอบครัวอีกหนึ่งวัน ทั้งสัปดาห์สามารถสะสมระยะทางได้อย่างมีความสุขตามนี้

โปรแกรมล้างพิษตับจะจบในคืนนี้ต่อเนื่องถึงเช้าพรุ่งนี้ หลังจากการควบคุมอาหารไปสามวัน ความรู้สึกในการสวมใส่กางเกงขายาวเมื่อวันศุกร์ยังรู้สึกคับแน่นอยู่ ส่วนน้ำหนักชั่งเมื่อเช้ายังอยู่ที่แปดสิบแปดกิโลกรัม

ความคาดหวังคือต้องการแก้ไขนิสัยการกินผิดๆ ที่ผ่านมาระยะหนึ่งแล้วให้สำเร็จ ปรับสมดุลย์ระบบในร่างกายให้เริ่มเข้าที่อีกครั้ง

กำลังใจก็สามารถสร้างเสริมได้พอสมควรแล้ว เป้าหมายต่อไปคือการสร้างสุขภาพโดยมีน้ำหนักตัวเองเป็นดัชนี

อ่านจบ เรื่องของกำลังใจ…ไม่ใช่จักรยาน

My Journey Back to Life

เรื่องของกำลังใจ…ไม่ใช่จักรยาน

…มีคนจำนวนมากถามผมว่า ที่ผมพูดว่าถ้าให้ผมเลือกระหว่างการเป็นมะเร็งกับเป็นผู้ชนะในตูร์ เดอ ฟรองซ์ ผมจะเลือกเอาการเป็นมะเร็งนั้น ผมหมายความว่าอย่างไร ความหมายของผมก็คือ หากผมไม่เคยเป็นมะเร็งผมก็คงไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมได้เรียนรู้มา แม้แต่รายการตูร์ฯผมก็ตงเอาชนะไม่ได้หากผมไม่เคยต่อสู้กับโรคมะเร็งมาก่อน ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ ผมรู้สึกผูกพันอย่างลึกซึ้งกับความเจ็บป่วยของผม และไม่เพียงแต่ผมจะไม่อายที่จะเป็นมะเร็งเท่านั้น แต่ผมก็ยังเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าเหนือทุกสิ่งทุกอย่างเลยก็ว่าได้

ผมพบหนังสือเล่มนี้วางขายเลหลังอยู่ที่หน้าร้านดอกหญ้า ท่าพระจันทร์นานมาแล้ว นานจนผมจำไม่ได้จริงๆ ว่าเมื่อไหร่แต่จำได้แม่นว่าผมไม่รีรอที่จะหยิบเงินหนึ่งร้อยบาทจ่ายออกไปเพื่อพาหนังสือเล่มนี้กลับมาด้วย

ผมรู้จักหนังสือเล่มนี้มาก่อนแต่ยังไม่ได้หาซื้อมาอ่านจนกระทั่งวันนั้น วันที่รู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ออกมานานพอสมควรเหมือนกัน และทุกวันนี้เป็นระยะเวลาเกือบห้าปีแล้วที่ผมออกกำลังกายโดยมีเสียงของ ‘แลนซ์ อาร์มสตรอง’ คอยกระตุ้นและให้กำลังใจ ถ้าได้รู้จักกันจริงๆ ระยะเวลาเท่านี้คงผูกพันกันไม่น้อยเลยทีเดียว แน่นอนว่านักวิ่งไนกี้พลัสทั้งหลายทั่วโลกก็ย่อมสนิทสนมกับแลนซ์ไม่น้อยกว่าตัวผมเช่นกัน

จนกระทั่งถึงเวลาแห่งความหดหู่ถดถอยเหมือนมันจะหมุนวนกลับมาเยี่ยมเยียนอยู่เนืองๆ สถานการณ์อย่างนี้ต้องการกำลังใจอย่างมากเพื่อให้ลุกขึ้นและเดินหน้าทำสิ่งที่ต้องรับผิดชอบต่อไป เหวี่ยงทิ้งอารมณ์ขุ่นมัวทั้งหลายเหล่านั้นไปโดยพลัน หนังสือเล่มนี้คือกำลังใจครั้งสำคัญที่เหมาะสมอย่างที่สุด

แทนที่ผมจะเลือกอ่านหนังสือเกี่ยวกับคนสำคัญอีกคนในชีวิตที่เพิ่งตายจากไป กลับเลือกอ่านหนังสือของคนที่เอาชนะโรคร้ายได้ก่อน นี่เป็นเรื่องอารมณ์…ไม่ใช่ผลไม้

แลนซ์ อาร์มสตรองเติบโตขึ้นในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว แม้จะมีชายคนใหม่เข้ามาในชีวิตแม่และให้เขาใช้นามสกุลร่วมด้วย นั่นก็ไม่ใช่ความผูกพันแต่อย่างใด ตั้งแต่เล็กจนเริ่มโต แม่ของเขาเป็นผู้สอนวิชาชีวิตคนแรก และมะเร็งก็มารับช่วงต่อขณะที่ความคะนองพุ่งถึงขีดสุด

แลนซ์ได้บทเรียนชีวิตบทใหม่ต่อจากการสู้สุดใจเพื่อให้ทุกอย่างสำเร็จแบบวัยรุ่น เขาต้องเรียนรู้ตัวเองอีกครั้งผ่านโรคร้ายด้วยความสนับสนุนของครอบครัวและเพื่อนที่ดีที่สุดที่พอจะเหลืออยู่รอบตัว

นิสัยสู้ไม่ถอยทำให้เขาท้าทายตัวเองกับผลการตรวจสุขภาพในคราวหน้าว่าจะต้องดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา และเขาก็ทำได้จริง นิสัยนี้เป็นบทเรียนที่แม่ของเขาสอนมาตลอดจนกลายเป็นบุคลิกสำคัญที่น่าเลียนแบบ

ส่วนการกลับมาใช้ชีวิตบนจักรยานหลังจากซัดมะเร็งจนอยู่หมัดก็ยิ่งเป็นบทเรียนที่ให้กำลังใจกับคนอ่านได้มากเมื่อลองมองย้อนกลับมาหาตัวเอง เรื่องราวการต่อสู้จนชนะการแข่งขันตูร์ เดอ ฟรองซ์ จนชนะติดต่อกับสองปีก็เร้าใจเช่นกัน

ลีลาการเขียนเป็นมิตรและสนุกสนานชวนให้ติดตามจนไม่อยากวาง สำนวนภาษาไทยยิ่งเป็นครูสอนการแปลชั้นดีได้เลยทีเดียว แต่กว่าจะอ่านจบได้ก็ต้องสู้กับอารมณ์ที่ชักจะตกต่ำลงยิ่งกว่าเดิมจนต้องทำอะไรบ้างอย่างเพื่อตัดวงจร ถึงกระนั้นก็ยังไม่ถึงกับสามารถสร้างสมาธิให้จดจ่ออยู่กับตัวหนังสือได้นานขึ้นกว่าเดิมได้ นี่เป็นจุดอ่อนที่แก้ไม่สำเร็จจริงๆ

ถ้าเป็นไปได้จะพยายามหาเล่มฉบับภาษาอังกฤษมาเก็บไว้คู่กับเล่มแปลฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 ของประเทศไทยนี้ สำหรับผู้ที่มีอยู่แล้วยังไม่ได้อ่านหรือยังสามารถหาซื้อมาอ่านได้ ขอแนะนำว่าเป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจได้จริง และคนทั่วโลกก็ได้รับกำลังใจมาแล้วไม่น้อย สมค่าหนังสือขายดีอันดับหนึ่งที่รายงานโดยนิวยอร์คไทมส์จริงๆ

ข้อมูลประจำหนังสือ

เรื่องของกำลังใจ…ไม่ใช่จักรยาน
It’s Not About the Bike : My Journey Back to Life
by Lance Armstrong and Sally Jenkins
แลนซ์ อาร์มสตรอง และแซลลี เจนกินส์ เขียน
เกริกฤทธิ์ นานา แปล
ISBN 974-90187-8-8
พิมพ์ครั้งที่ 1  กุมภาพันธ์ 2545
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2545 โดยบริษัท เพิร์ล พับลิชชิ่ง จำกัด
ราคา 260 บาท

ข้อมูลเพ่ิมเติม