ปรับแผน

ตั้งใจว่าจะกลับตัวกลับใจ หันหน้าเข้าสู่หนทางแห่งสุขภาพอย่างจริงจัง เรื่องอาหารการกินจึงเป็นเรื่องแรกที่ต้องปรับเปลี่ยนทันที ไม่ว่าจะเป็นมื้อเช้า มื้อกลางวัน โดยเฉพาะมื้อเย็น และระหว่างมื้อ ผลก็คือร่างกายต้องการเวลาปรับตัวอีกนิด จะเข้านอนหรือจะตื่นนอนก็ดูเหมือนมันติดขัดไปหมด เปิดสัปดาห์นี้มาจึงไม่ได้ออกวิ่งเลยจนกระทั่งเช้าวันพฤหัส

และเพื่อเป็นการชดเชยจึงเพิ่มแผนการวิ่งช่วงเย็นเข้าไปด้วย อย่างน้อยวันไหนไม่ได้ออกกำลังตอนเช้าก็ไปใช้เวลาช่วงบ่ายแก่ๆ แทนแล้วกัน ทำได้อยู่สองวันคือเย็นวันพฤหัสและเย็นวันศุกร์ ส่วนสุดสัปดาห์ได้เปลี่ยนสถานที่ไปยังสวนสมเด็จฯ แทน วานนี้ก็พยายามทำระยะทางเพิ่มเพื่อเตรียมร่างกายสำหรับวันนี้

การเตรียมต้นขาด้วยท่าสควอทช่วยปลุกกล้ามเนื้อให้ตื่นตัวมากทีเดียว ผลก็คือได้บอกร่างกายให้ใช้กล้ามเนื้อส่วนนี้ในการวิ่งเป็นสำคัญ

เช้านี้ที่สวนสมเด็จอาจจะจอแจไปด้วยผู้คนที่เข้ามาเตรียมงานวันเฉลิมฯ และทางไนกี้ก็กำหนดให้วันนี้เป็นวัน “เกมออน, เวิร์ลด” ที่จะรวมรวบคะแนนไนกี้จากทุกมุมโลกให้มากที่สุด เป็นโอกาสดีที่ได้ร่วมกิจกรรมครั้งสำคัญนี้จึงตั้งใจจะทำระยะสิบกิโลเมตรให้ได้อีกครั้ง แม้สภาพแวดล้อมจะไม่เอื้อต่อสมาธิระหว่างวิ่งมากนัก ก็พยายามรักษาสติให้อยู่กับร่างกายไว้ให้มาก ถือเสียว่าโลกนี้คือการแข่งขัน จะมีผู้คนมากมาย รถราขวักไขว่รบกวนบ้างก็รับเอาไว้เป็นประสบการณ์แล้วกัน และในที่สุดก็ทำสำเร็จจนได้ เป็นความภูมิอย่างมาก

หลังการวิ่งไกล รู้สึกทรมานอยู่ภายใน สงสัยเหมือนกันว่าคนที่ผ่านการวิ่งมาราธอนแล้วจะมีสภาพร่างกายแบบนี้หรือเปล่า นั่นเป็นเรื่องของร่างกาย สภาพจิตใจโดยรวมยังดีอยู่มาก

ตลอดสัปดาห์สามารถสะสมระยะทางได้ดีขึ้นดังนี้

น้ำหนักชั่งเมื่อเช้าก่อนออกไปที่สวนสมเด็จฯ อยู่ที่เก้าสิบห้ากิโลพอดี ลดลงมาแล้วสี่ขีด ต้องรักษาเอาไว้ให้ได้ และต้องเดินหน้าทำให้ลดลงไปกว่านี้อีก

พรุ่งนี้คงได้พักหนึ่งวันเนื่องจากภารกิจ ส่วนวันที่เหลือจะพยายามออกวิ่งตอนเช้าให้ได้อย่างสม่ำเสมอ แผนการวิ่งตอนเย็นไม่แน่ใจว่าจะพอทำไหวหรือเปล่า หวั่นใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกันว่าข้อเท้าทั้งสองข้างจะรับไม่ไหว

แต่แผนการวิ่งน่าจะเพิ่มขึ้นไปเป็นระยะทางห้ากิโลเมตรหรือห้าเคได้แล้ว รักษาระดับนี้เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน จะเพิ่มเติมหรือจะเสริมอะไรอีกค่อยพิจารณากันไปเมื่อเหมาะสม