โยเกิร์ตทำเอง

โยเกิร์ตทำเอง เป็นโยเกิร์ตสดดีกว่าของสำเร็จรูปที่มักจะมีน้ำตาลมากเกินควร โยเกิร์ตโฮมเมดสูตรทำกินเองที่บ้านจะได้ประโยชน์จากโปรไบโอติกส์ กินทุกวันหรือผสมในขนมอบ เค้ก จนถึงทำสลัดน้ำข้น เครื่องจิ้มแบบต่างๆ กินได้หลากหลาย

ส่วนผสมมีนมสดพาสเจอร์ไรซ์ 1 ลิตร ต่อโยเกิร์ตธรรมชาติ 1 ถ้วย หรือ 150 กรัม (จะใช้ Plain yoghurt ที่ซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ต ไม่ผสมน้ำตาล) บางสูตรทำจากนมผงกับน้ำก็ได้ วิธีทำ

1. เทนมโฮลมิลค์หรือจะเลือกใช้นมพร่องไขมันก็ได้ลงในหม้อ ประมาณ 600 มิลลิลิตร ต้มนมให้อุ่นอุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส ถ้าไม่มีเทอร์โมมิเตอร์ลองเอานิ้วจุ่มดู จะรู้สึกอุ่นๆ ไม่ถึงกับร้อน

2. เทนมอุ่นลงในชามผสม ใส่โยเกิร์ตธรรมชาติลงไป 1-2 ช้อนโต๊ะ คนด้วยตะกร้อมือให้เข้ากัน คลุมฝาชามด้วยพลาสติกใส วางทับด้วยผ้าสะอาดเนื้อหนานุ่มสัก 2-3 ชั้น วางไว้ในห้องหรือตู้ที่มิดชิด ไม่เกิน 10 ชั่วโมง จากนั้นนำไปกรอกใส่ภาชนะหรือขวดโหลแก้วที่ทำความสะอาดด้วยน้ำร้อน ต้มหรือลวกแล้วปล่อยให้แห้งสนิท กรอกโยเกิร์ตเก็บในขวดโหลปิดฝาให้เรียบร้อย เก็บไว้ในตู้เย็น โยเกิร์ตมีอายุไม่เกิน 2 สัปดาห์ ถ้าใช้นมสดพาสเจอร์ไรซ์ โยเกิร์ตจะมีอายุตามวันหมดอายุของนม

โฮมเมด โยเกิร์ต นำไปผสมเป็นไอศกรีมโยเกิร์ต หรือผสมกับผลไม้สดพร้อมน้ำผลไม้เข้มข้น แช่เย็นๆ กินอร่อยชื่นใจ

ที่มา
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ @TASTE ฉบับวันเสาร์ที่ 5 พ.ค. 2550

เว้นวรรคไปหนึ่งสัปดาห์

ผมควรจะเขียนเรื่องประจำสัปดาห์นี้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เพราะตั้งใจว่าวันอาทิตย์กว่าจะกลับมาก็บ่ายๆ จะได้ชั่งน้ำหนักก็เช้าวันจันทร์ แต่เมื่อวานกลับทำโน่นทำนี่จนลืมไปเลย มานึกขึ้นได้ก็ตื่นนอนเช้านี้พอดี

สัปดาห์ที่แล้วไม่ได้ออกกำลังกายเลย แม้แต่ที่ตั้งใจไว้ว่าวันจันทร์และอังคารน่าจะได้เดินบ้าง แต่เดินกลางฝนคงไม่ดีต่อการเข้าอบรมในวันพุธถึงวันอาทิตย์แน่ มาชั่งน้ำหนักเช้าวานนี้ได้เก้าสิบสองกิโลครึ่งก็รู้สึกว่าแม้ไม่ได้ออกกำลังกายก็ลดน้ำหนักได้

นั่นควรจะเป็นอานิสงฆ์ของการมุ่งมั่นออกกำลังกายก่อนหน้านั้นมาเป็นเวลาพอสมควร แม้ระหว่างการอบรมทาง มสธ. จะมีบริการอาหารอย่างเต็มที่ และด้วยระบบอัตโนมัติในจิดก็สั่งให้ตักอาหารมากกว่ามื้อปกติที่บ้านอยู่เหมือนกัน คงเป็นเพราะกลัวหิวระหว่างมื้อและจะไม่มีขนมขบเคี้ยวรองรับ แต่ที่น่าภูมิใจก็คือสามารถควบคุมตัวเองไม่ให้กินมื้อดึกที่ทาง มสธ. เตรียมไว้ให้ในการพักช่วงอบรมตอนค่ำ เล่นเอาคืนแรกท้องร้องก่อนสว่างหลายชั่วโมง เกือบนอนไม่พอ

กิจกรรมหลังมื้อเช้าและเย็นก็ช่วยใช้พลังงานได้บ้าง ที่สำคัญช่วยปลุกจากอาการหนังท้องตึงหนังตาหย่อนได้ดีนัก อีกทั้งกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องกระตืนรือร้นอยู่เสมอก็น่าจะเผาพลังงานไปได้อย่างดี

ไม่แน่ใจว่าการหัวเราะจะเป็นปัจจัยช่วยด้วยหรือเปล่า เพราะได้หัวเราะทั้งวันเลย

วิชาสุดท้ายแล้วสอบวันนี้

เรื่องประหลาดใจได้เกิดขึ้นในการสอบไล่ประจำภาคเรียน 2/2549 ครั้งนี้ แม้ความกลัวเรื่องขนาดของเก้าอี้ไม่ได้หมดไป ความจริงที่ประสบหาได้เป็นปัญหาต่อการนั่งสอบครั้งนี้เลยไม่

เช้าวานนี้ เดินตรงไปยังที่นั่งหมายเลข 9 ของห้องสอบที่ 4 ในการสอบวิชา 12307 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย กลับรู้สึกปกติธรรมดาเมื่อนั่งลงเตรียมรับข้อสอบ ไม่มีอาการเก้าอี้หดน่าทรมานที่เป็นกังวลแต่อย่างไร วิเคราะห์โดยเร็วว่านี่เป็นเพราะคุ้นเคยกับโต๊ะเก้าอี้ที่นี่แล้ว ลดน้ำหนักตัวลงได้นิดหน่อย หรือเพราะทางโรงเรียนเปลี่ยนโต๊ะเก้าอี้ให้ใหญ่ขึ้น ถ้าให้เลือกก็คงเพราะเหตุผลที่สองนั่นแหละ เอาใจตัวเองหน่อย

ความกังวลก่อนการสอบยังมีอยู่ไม่น้อย แม้คราวนี้จะสามารถอ่านหนังสือจบก่อนการสอบถึง 3 สัปดาห์ แถมยังวางแผนการทบทวนบทเรียนได้ด้วย แต่ความรู้ทั้งหลายนั้นยังไม่ตกผลึกดีเท่าที่ควร จริงแล้วความกังวลแบบนี้ก็มีก่อนสอบเสมอ แต่หลังจากสอบวิชาแรกเสร็จ ความกังวลก็ลดลงเพราะทำข้อสอบได้ด้วยดี

วันแรกสอบวิชาเดียว รีบกลับมาเตรียมตัวสอบอีกสองวิชาวันรุ่งขึ้น

สองวิชาวันนี้ไม่ง่ายอย่างเมื่อวาน เช้าในวิชา 12406 ไทยกับการปรับประเทศให้ทันสมัย แนวข้อสอบดีมาก คือมีการถามให้วิเคราะห์อยู่ไม่น้อย แต่เพราะเมื่อคืนดันนอนไม่ค่อยพอ หลังสอบจึงรีบบึ่งกลับบ้านมานอนเสียชั่วโมงหนึ่ง ตุนแรงไว้ แล้วค่อยกลับไปสอบวิชา 12409 ประสบการณ์ไทยคดีศึกษา ต่อในภาคบ่าย

วิชาสุดท้ายแล้ว วิชานี้ถามให้วิเคราะห์มากที่สุดเท่าที่ผ่านมาทุกวิชา ประทับใจดี แต่ยังรู้สึกว่าหัวยังไม่ค่อยแล่นอย่างที่ต้องการ กาแฟเย็นหลังอาหารกลางวันไม่ช่วยเท่าไหร่ แถมยังทำให้รู้สึกมวนในท้องอยู่บ้างเล็กน้อย ทำข้อสอบไปได้เกือบครึ่ง ก็เกิดฝนตกอย่างหนัก ส่งท้ายกันหรืออย่างไร สอบมาตั้งหลายวิชาสภาพอากาศไม่เคยเป็นอย่างนี้ วิชาสุดท้ายเลยเลี้ยงส่งเสียเลย ขอบพระคุณ …อากาศขมุขมัวตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

ก่อนออกรถกลับบ้านก็ประนมมือขึ้นนมัสการรูปปั้นพระสงฆ์ประจำโรงเรียนที่ตั้งอยู่ตรงทางเข้า อธิษฐานจิตบอกท่านว่านี่เป็นการสอบวิชาสุดท้ายแล้ว ขอกราบลา

อีกสองวันต้องเข้าอบรมเข้มวิชาประสบการณ์วิชาชีพไทยดีศึกษา นานถึง 5 วัน 4 คืน ที่ มสธ. หลังจากนั้นจะได้เดินหน้าประสบการณ์ชีวิตของตัวเองต่อไปตามที่วาดหวังไว้

ผลงานเข้าตากรรมการ

วันเสาร์และวันอาทิตย์วันนี้ไม่ได้เดินออกกำลังเพราะมีการสอบไล่ประจำภาค เป็นการสอบเทอมสุดท้ายแล้ว จำเป็นต้องพักไว้สองวัน ถือว่าเป็นการพักกล้ามเนื้อไปในตัวก็แล้วกัน

เช้าวานนี้ แต่งตัวเพื่อไปสอบ ได้ตั้งใจเอาไว้ก่อนแล้วว่าจะเอากางเกงขายาวตัวที่เอวคับที่สุดในสามตัวที่มีอยู่มาใส่ไปสอบ ผลออกมาก็คือสวมไส่ได้สบายกว่าที่กลัวไว้ ผลการชั่งน้ำหนักเมื่อเช้านี้ช่วยยืนยันว่าจริง นั่นคือเช้านี้ชั่งได้อยู่ที่เก้าสิบสามกิโล โอ้ว…จริงหรือนี่ การออกกำลังกายด้วยการเดินเริ่มเห็นผลแล้ว

ต้นสัปดาห์ อากาศแย่เอามากๆ ไม่เคยเลยในชีวิตที่จะตื่นนอนออกมาดูอุณหภูมิร้อนถึงสามสิบเอ็ด สามสิบสององศา มาเย็นลงหน่อยก็เช้าวันพฤหัสเพราะเย็นวันพุธเริ่มจะมีฝนลงมาแล้ว จะหลังจากนั้นก็มีฝนช่วงเย็นอยู่เรื่อยๆ

อากาศที่ร้อนหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจที่ทำให้การเดินด้วยความเร็วเท่าเดิมที่เคยทำได้ยากเย็นขึ้น แต่ละแคลอรี่ที่เผาออกไปช่างเนิบช้าเสียจริง เทียบกับเช้าที่อากาศเย็นกว่าได้ชัด แต่ก็ยังเดินได้ไม่เร็วนัก สงสัยจะมีอาการบาดเจ็บอยู่บ้าง ต้องศึกษาจากหนังสือที่ได้มาจากงาน อีกไม่นานได้เจอกัน

เห็นความก้าวหน้าแล้วนอกจากจะดีใจก็ยังมีความกังวลอยู่เหมือนกัน นั่นคือการรักษาน้ำหนักตัวไว้นั่นน่าจะไม่ง่ายนัก แต่ก็ยังสนุกนึกเอาเล่นๆ ว่าถ้าลดได้เดือนละสามกิโลต่อเนื่องไป คงลดให้เหลือแปดสิบกิโลได้จริงสักวัน

ก็นึกเล่นๆ ไปก่อน ไม่อยากเครียดมากนัก

บัญญัติภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ

เหนเขาเรียกร้องกันนัก ทั้งๆ ที่หลายๆ อย่างมันเปนเรื่องของจารีต ประเพณี วัฒนธรรม จริยธรรม คุณธรรม มโนธรรม พอเหนว่าความเสื่อมเริ่มมาเยืยนจึงจินตนาการไปว่าการบัญญัติไว้เปนลายลักษณ์อักษรคงเปนที่สุดแห่งการแก้ไขปัญหา

ทุกวันนี้การใช้ภาษาไทยกรุงเทพเป็นภาษาราชการเหนได้ว่า แม้แต่ผู้ประกาศของเนชั่นเอง ก็ยังพูดไม่ชัด พูดผิดความหมาย ใช้คำที่ไม่เหมาะสมพูด ของสถานีอื่นทั้งโทรทัศน์และวิทยุไม่ต้องพูดถึง หาถูกต้องได้น้อยมากจนแทบไม่มีเหลือ น่าจะเปนการดีที่เมื่อบัญญัติให้ภาษาไทยเปนภาษาประจำชาติแล้ว คงจะทำให้การใช้ภาษาไทยนั้นถูกต้องเหมาะสมยิ่งขึ้น

ไม่ต้องสนใจว่ากาลข้างหน้าจะเกิดเหตุเช่นไรขึ้น ไม่ต้องเหนเปนสำคัญว่าวิธีการหรือแผนการใดจำเป็นต่อการทำให้ภาษาไทยที่ไพเราะถูกต้องกลับคืนมา ขอเพียงแค่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น ปัญหาทั้งปวงจะเปนที่สุดโดยพลัน

น่าจะดี…

a silent scream from inside.