Apple details 2007 executive compensation

January 23, 2008 – Apple’s scheduled 14A, filed with the Securities and Exchange commission Wednesday, details the compensation Apple’s executives received in 2007.

Apple CEO Steve Jobs

  • holds about 5.5 million shares of AAPL (fully vested), he has never sold a share since rejoining Apple in 1997
  • in 2007 he received a $1 salary, as he has every year since returning; he received no stock options in 2007, although the Company is considering another executive bonus
  • in 1999 Apple awarded Jobs a Gulfstream V jet as an executive bonus

COO Tim Cook

  • was paid $700,014 in salary
  • earned a $700,000 bonus as part of Apple’s incentive plan compensation
  • received $6.943 million in stock awards
  • with other compensation (a $13,750 401K contribution and $250 iPhone credit), Cook earned $8,357,190 in 2007

CFO Peter Oppenheimer

  • was paid $600,012 in salary
  • earned a $600,000 bonus
  • received $4.946 million in stock awards
  • with other compensation (a $13,750 401K contribution, $250 iPhone credit, and $584,973 reimbursement for tax liabitity), Opppenheimer earned $6,745,345 in 2007

Sr. VP (Retail) Ron Johnson

  • was paid $600,012 in salary
  • earned a $600,000 bonus
  • received $4.946 million in stock awards
  • with other compensation ($379 iPhone credit), Johnson earned $6,147,001 in 2007

Sr. VP (iPod) Tony Fadell

  • was paid $500,009 in salary
  • earned a $500,000 bonus
  • received $3.706 million in stock awards
  • with other compensation ($6,750 in patent bonus, $13,500 in 401K, $379 iPhone credit, $73 iPod credit), Fadell earned $5,355,171 in 2007

Apple’s 2008 annual meeting of shareholders will be held March 4, 2008 at 10:00 a.m. at Apple’s headquarters in Cupertino, CA.

ที่มา Think Secret

ดีเจสมัยนี้

สำหรับมุมมองของนักจัดรายการวิทยุที่คร่ำหวอดในวงการมาร่วม 30 ปีอย่าง “มาโนช พุฒตาล” เผยมุมมองต่อกรณีนี้ว่า ตนไม่เคยคิดเปรียบเทียบดีเจสมัยนี้กับดีเจสมัยเก่า เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไปตาม ตนเข้าใจดี แต่สำหรับตนแล้วมองว่าคนไทยโดนยัดเยียดให้ฟังรายการตามตลาด ซึ่งแท้ที่จริงแล้วหลากหลายองค์ประกอบที่ทำให้ดีเจในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไป ควรเลือกเอาดีสักอย่างจะเป็นดีเจหรือนักร้อง

“ที่ผ่านมาเนี่ยที่ผมไม่อยากให้ใครเรียกผมว่าดีเจ เพราะว่าแวดวงดีเจมันเสียมานานแล้ว เพราะคนไม่ได้นับถือตัวดีเจไง… ผมเลยเรียกตัวเองว่านักจัดรายการวิทยุดีกว่า อยากให้ตัวเองดูดีขึ้นมานิดหนึ่ง (หัวเราะ) คืออย่างดีเจที่เปิดแผ่นตามร้านเขาอาจไม่ต้องมานั่งคิดอะไรมาก เอาแค่คนในร้านเอาอยู่ก็ได้แต่ถ้าได้มานั่งจัดรายการตามคลื่นมันต้องรับผิด ชอบคนฟังมากกว่านั้นนะ”

“ผมก็เคยฟังนะที่เขาจัดกันอยู่ทุกวันนี้น่ะ ผมมองอย่างนี้ว่า ผมเองเนี่ยคงไม่ไปเปรียบเทียบหรือว่าตำหนิ หรืออะไรทั้งนั้น เพราะว่าในยุคสมัยนี้ กับสมัยเมื่อ 30 ปีที่แล้วเนี่ยมันไม่เหมือนกันไงครับ สมัยนี้หน้าตาดี เสียงดี มาเป็นคนจัดรายการ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปมาก มันกลายเป็นว่าเป็นดีเจก็ไม่ดี เป็นนักร้องก็ไม่ดี คือหาจุดลงตัวยาก ซึ่งถ้าถามผม ผมชอบรสนิยมแบบว่าที่ผมชอบสมัยก่อน เราไม่ว่ากันไงครับ วัยรุ่นก็อยากฟังวัยรุ่นด้วยกันจัด”

“ส่วนเรื่องอายุของน้องๆ ดีเจสมัยนี้ ผมว่าอาจไม่เกี่ยวนะ ยอมรับได้ เพราะบางคนก็อายุน้อยแต่มีวุฒิภาวะสูงก็มาจัดรายการได้ ทีนี้จะไปโทษใครล่ะ นายทุนหรือตัวดีเจ มันก็คงต้องหลายๆ อย่างรวมกันนั่นแหละถึงออกมาเป็นอย่างนี้ ถูกมั้ย ตลาดต้องการแบบนี้น่ะ ไปโทษเด็กก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะมันหลายๆ อย่างประกอบกัน ยุคบริโภคนิยมแบบยัดเยียดน่ะ เหมือนเวลาเราใช้มือถือน่ะ นึกออกมั้ยว่าบางทีบางโฆษณา บางแมสเสจที่ขายของเราไม่ได้อยากได้เลยนะ ทุกอย่างมันคือกลไกตลาดไปหมด”

ก่อนทิ้งท้ายว่านักจัดรายการวิทยุที่ดีควรมีข้อมูลที่มากกว่าคนทั่วไปรู้เพราะถือเป็นผู้ชี้นำสังคม

“นักจัดรายการวิทยุมันคือนักนิเทศศาสตร์ที่ต้องมี หลักในการสื่อสารที่ดี เข้าใจว่าหน้าที่ของสื่อมวลชนคืออะไร เป็นนักนิเทศศาสตร์ที่ดี ไม่ใช่แค่มีลักษณะนะ แต่ต้องมีลักษณะแล้วต้องเอาลักษณะที่มีนั้นมาปรับใช้ด้วย จึงจะเป็นนักจัดรายการวิทยุ แล้วเราต้องมาดูว่าหลักการจัดรายการวิทยุที่ว่าเนี่ยเราจัดรายการเกี่ยวกับอะไร หาข้อมูลให้มาก นักจัดรายการควรมีอะไรที่มากกว่า หรือเหนือกว่าคนที่นั่งฟังอยู่ เพราะคุณคือผู้ชี้นำนะ”

ที่มา ผู้จัการออนไลน์ 23 ม.ค. 51

“ชวน” ดักคออย่างสร้างรอยด่างให้สภา

ก่อนหน้านี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ใช้เวลาช่วงสั้นๆ กล่าวต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า ขณะนี้กระบวนการประชุมสภายังไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญที่มีการบัญญัติว่า แม้วันนี้สภามีมติเลือกประธานและรองประธานสภา แต่สถานภาพยังไม่เกิดจนกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 124 ประธานและรองประธานสภา จึงจะสามารถสั่งการนัดประชุมครั้งต่อไปได้

“หากยึดตามประเพณีดังกล่าวแล้วจะพบว่า การประชุมสภาในปี 2548 ออกนอกทางของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ละเลยต่อการให้ความสำคัญต่อพระราชวินิจฉัย ซึ่งการประชุมสภาครั้งนั้น มีขึ้นครั้งแรกในวันที่ 7 มี.ค. หลังจากที่สมาชิกลงมติเลือกประธานและรองประธานสภา แล้วประธานสภาก็สั่งนัดประชุมครั้งต่อไปเพื่อเลือกนายกฯ ทันที ได้แก่ วันที่ 9 มี.ค. แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ในตอนค่ำวันที่ 8 มี.ค. กล่าวคือประธานสภากำหนดวันประชุมล่วงหน้า โดยไม่รอพระราชวินิจฉัย ซึ่งการรวบรัดครั้งนั้นเกิดขึ้นเพราะมีความต้องการว่าฤกษ์ยามในการเลือกนายกฯ ต้องเป็นวันที่ 9 มี.ค.”

นายชวน กล่าวว่า การกระทำในปี 2548 เป็น 1 ใน 2 ครั้งของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในรอบ 75 ปี ครั้งนี้จึงไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาดซ้ำรอยอีก เพราะจะเป็นรอยด่าง เป็นมลทินที่กลับไปแก้ไขไม่ได้ ดังนั้น ควรรอให้พระองค์ท่านลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งเสียก่อน แล้วประธานสภาจึงค่อยนัดว่าจะประชุมครั้งต่อไปเมื่อไร

“เราปกครองในระบอบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉะนั้นพระองค์ท่านจึงมีความหมายและมีความสำคัญ เรื่องใดที่จะช้าไปบ้าง แต่ดีที่สุดคือเราถวายความเคารพให้พระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธยก่อน แล้วจึงกำหนดนัดหมายการประชุมครั้งต่อไป ผมไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และเราไม่สามารถกลับไปแก้รอยด่างในปี 2548 ได้ หลายคนต้องการถือฤกษ์ยามของตัวเอง แต่ไม่มีฤกษ์อะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าพระราชวินิจฉัยว่าจะทรงลงพระปรมาภิไธยเมื่อใด จึงอยากให้พวกเราระมัดระวัง ไม่อยากให้สภานี้มีปัญหา” นายชวน กล่าว

ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 23 ม.ค. 51

เครื่องโกนหนวด

เห็นโฆษณาเครื่องโกนหนวดของ Braun แปะว่าราคาเริ่มต้นที่ 990 บาท พลันก็นึกอยากได้ขึ้นมา

ไม่ใช่เพราะนิยมในวัตถุสิ่งของ ไม่ใช่เพราะไม่พอเพียง ไม่ใช่เพราะอยากได้ใคร่มี

แต่ครั้งหนึ่งสิบกว่าปีมาแล้ว ครั้งที่ไปเที่ยวหาดบานชื่น จังหวัดตราด ขณะที่นั่งรออาหารเย็นมื้อแรกที่ไปถึง ก็เกิดความรู้สึกเหงาท่ามกลางเพื่อนๆ ที่ตั้งวงกันอยู่นั้น จึงหยิบกระเป๋าเงินขึ้นมาถูไปตามลำคอพร้อมทำเสีย “อื่อ” ของเครื่องโกนหนวดเล่น

แถมยังคิดประชดชีวิตไปว่าเหงาเหลือเกิน

แม้จะอธิบายความรู้สึกครั้งนั้นได้ไม่ครบถ้วนแล้ว แต่ความรู้สึกผูกพันกับเครื่องโกนหนวดยังคงมีอยู่เสมอมา ราวกับว่ามันเป็นเครื่องช่วยคลายความเหงาได้เหมือนกัน

พิจารณาอีกที นี่มันก็วัตถุนิยมนี่เอง เพราะยังคงต้องพึ่งวัตถุมาปรนเปรอความรู้สึกบางประการอยู่

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง การโกนหนวดประจำสัปดาห์ด้วยมีดโกนธรรมดาก็เป็นการประหยัดพลังงานเคมี เพราะไม่ต้องใช้ถ่านไฟฉายใดขับเคลื่อน เพียงใช้กล้ามเนื้อมือและแขนข้างขวาออกแรงได้เท่านั้นเอง

แต่พอมาเห็นโฆษณาเครื่องโกนหนวดของ Braun ที่ราคาพอซื้อหามาใช้ได้ ความรู้สึกเบื่อเซ็งการโกนหนวดแบบเดิมที่ต้องเปียกและไม่สนุกก็ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง

ครั้งนี้หากจะซื้อหามาใช้ก็เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้นเอง แม้บางเวลาอาจจะทำให้รำลึกถึงความเปลี่ยวเหงาบ้าง ก็คงจะเป็นเสี้ยวหนึ่งของชีวิตคนเราที่ไม่ได้ราบรื่นไปเสียทุกอย่าง

อย่าไม่จมอยู่กับมันก็แล้วกัน…

ยังไม่ได้ไปเดินดูตามห้างที่มีขายหรอก แต่คิดว่าคงเป็นรุ่นนี้กระมัง
Braun PocketGo 570 Braun PocketGo 575

ถึงเวลาปรับแผนมื้อเย็น

น้ำหนักชั่งเมื่อเช้าดีดกลับขึ้นไปอยู่ที่เก้าสิบเอ็ดกิโลครึ่งอีกแล้ว จริงแล้วมีดัชนีชี้วัดบอกไว้ก่อนแล้ว

จะเป็นอะไรไปได้อีกนอกจากกางเกงขายาวที่ใส่ออกไปข้างนอกนั้นแหละ ทันทีที่เกี่ยวตะขอก็พอจะรู้สถานการณ์แล้วว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่

คงเป็นผลเลยจุดสมดุยล์ระหว่างการกินและการออกกำลังกายไปแล้วนั่นเอง จริงแล้วก็เริ่มรู้สึกว่าอยากลดมื้อเย็นที่อิ่มหนำนั้นลงบ้างแล้วเหมือนกัน บวกกับสถานการณ์น้ำหนักตัววันนี้แล้ว ถึงเวลาที่ต้องปรับแผนมื้อเย็นแน่นอนแล้ว

หมดเวลาสำหรับคุ้กกี้ปีใหม่ ขอกินจุบจิบก็คงต้องควบคุมมากขึ้น ลองลดปริมาณอาหารมื้อเย็นลงดูสักหน่อย เพื่อติดตามดูว่ามีความอยากเกิดขึ้นในตอนค่ำอีกไหม

เช้านี้ต้องทำสติอยู่นานเหมือนกันกว่าจะออกวิ่งได้ เพราะไม่รู้ว่าจะปรับแผนตรงไหนดี พอละความยุ่งเหยิงได้ก็ออกวิ่งได้

สัปดาห์ที่ผ่านมาถึงหลักชัยสำคัญคือเป็นการออกกำลังครบสองร้อยยี่สิบสองครั้ง เลขสวยใช้ได้ ส่วนสถิติตลอดสัปดาห์ก็ไม่ขี้เหล่นัก แม้จะต้องหยุดวันพุธหนึ่งวันเพื่อทำกิจสำคัญแต่เช้า

080119 - 222th run Summary Week 200803

คิดต่อไปว่าหากจะเพิ่มเป้าหมายประจำวันจากเจ็ดกิโลเมื่อสัปดาห์ก่อน เป็นแปดกิโลในสัปดาห์ที่ผ่านมา ให้เป็นสิบกิโลในสัปดาห์ต่อไป อาจจะไม่เหมาะสมด้วยเหตุผลหลายประการ เริ่มจากข้อหัวเข่าคงจะทำงานหนักเกินไป เพราะเพียงวิ่งสิบกิโล สามวันต่อสัปดาห์ก็เกิดอาการเมื่อยล้าบ้างแล้วเหมือนกัน

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือเวลา ทุกวันนี้ยังตื่นสายถึงหกโมงครึ่งอยู่ ว่าจะได้ออกวิ่งก็เลยเจ็ดโมงได้ วิ่งเสร็จก็แปดโมงกว่า ใจจริงอยากวิ่งให้เสร็จก่อนแปดโมง แต่ยังไม่สามารถตื่นให้เร็วขึ้นได้ เพราะเท่าที่สังเกต เวลาตื่นนอนในปัจจุบันค่อยข้างเหมาะสมกับนาฬิกาภายในร่างกายอยู่เหมือนกัน แม้จะให้นอนเร็วขึ้น เพื่อตื่นเช้าขึ้น แต่ยังไม่รู้สึกว่าตื่นนอนได้อย่างมีคุณภาพ แม้จะใช้เวลานอนเท่าเดิม

คงต้องศึกษาและสังเกตเพิ่มเติมอีกหน่อย จะได้ปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้

a silent scream from inside.