เหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นเรื่องทุจริต

เมื่อต้นสัปดาห์ มีรัฐมนตรีของญี่ปุ่นผูกคอตายเมื่อมีหลักฐานว่าเกิดทุจริตขึ้นในหน่วยงานของตัวเอง หลังจากฟังคำตัดสินของตุลาการรัฐธรรมนูญเมื่อวานตลอดเกือบ 10 ชั่วโมง ก็มีความรู้สึกว่าน่าจะรวบรวมเรื่องราวของญี่ปุ่นไว้ศึกษาด้วยเช่นกัน

ข่าวทั้งหมด มาจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก
Continue reading เหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นเรื่องทุจริต

ยังทดลองไม่เสร็จหรือไร

ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไรดีกับผลที่ออกมาว่าน้ำหนักยังไม่ยอมลงเลย ยังคงปริ่มๆ อยู่ที่เก้าสิบสองกิโลอยู่ ก็น่าอยู่หรอก เพราะตลอดสัปดาห์มานี้ นอกจากจะคุมอาหารคาวได้อยู่ แต่อาหารหวานอุดมสมบูรณ์นัก เริ่มกันตั้งแต่ไอศครีมกระทิท้ายซอย บราวนี่ช็อคโกแลตจากพี่สะใภ้ ไปจนถึงลอดช่องน้ำกระทิจากตลาดศาลายา โอ้ว…ล้วนแต่แหล่งแคลอรี่ทั้งนั้น

ต่อมาได้อ่านบทความใหม่เรื่อง The Guide to Cardio จาก TheRyo’s GYM ก็ได้ความรู้ใหม่ว่าไม่ควรกินคาร์โบไฮเดรทก่อนการออกกำลังกาย ที่ดีควรกินโปรตีนมากกว่า พ้องกับความสงสัยของตัวเองอยู่เหมือนกันว่าที่รองท้องก่อนเดินออกกำลังตอนเช้านั้น กลายเป็นการเผาแค่ส่วนที่เพิ่งกินเข้าไปเองหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ทั้งที่จริงต้องการเผาส่วนที่เก็บสะสมอยู่มากกว่า จึงรีบได้คว้าถึงขนมปังโฮลวีตมาอ่านข้อมูลโภชนาการโดยพลัน ได้ความว่าขนมปังสองแผ่นให้พลังงานราวหนึ่งร้อยห้าสิบแคลอรี่ ขณะที่นมถั่วเหลืองหนึ่งกล่องก็ให้พลังงานพอๆ กัน จึงคิดเอาเองว่าด้วยขนมปังเพียงหนึ่งแผ่นคงไม่เป็นอะไร

และต้องย้ายเครื่องดื่มน้ำส้มแอ็ปเปิ้ลไซเดอร์ผสมน้ำผึ้งกลับไปหลังเดินเสร็จเหมือนเดิม

เมื่อวานมุ่งไปเดินที่สวมสมเด็จฯ อีกครั้ง เพราะคิดว่าได้เดินที่นี่จะได้ความหนักมากกว่าเดินที่บ้าน จะเดินได้เร็วกว่า แถมได้อากาศบริสุทธิ์เป็นรางวัล แต่กลับได้ผลข้างเคียงเป็นความเครียดในกล้ามเนื้อหลายส่วนกลับมา โดยเฉพาะที่สะบักด้านซ้ายมือเครียดเกร็งจนปวดเมื่อเดินไปได้ครึ่งทาง ทำให้ช่วงท้ายของการเดินรู้สึกทรมานอีกครั้ง ผิดกับการเดินที่บ้านที่จะปวดเกร็งที่สะบักด้านขวามากกว่า

กลับบ้านมาดูข้อมูลการเดิน พบว่าแทบจะไกล้เคียงกับการเดินเสาร์ที่แล้ว ช่วงกิโลเมตรแรกเดินได้เร็วกว่านิดหน่อยเสียด้วย และผลรวมของการเดินตลอดสัปดาห์ดีกว่าที่ผ่านมาทั้งหมดอีกด้วย

Saturday walk in the park Summary Week 200721

เช้านี้จึงตัดสินใจเดินอยู่ที่บ้าน แต่เดินให้เร็วขึ้นจากที่เจ็ดโมงกว่าๆ มาเป็นหกโมงครึ่งเหมือนที่ไปเดินที่สวมสมเด็จฯ เพราะไหนๆ ก็ตื่นแต่เช้าไปปฏิบัติกิจอยู่แล้ว ทำให้คิดเอาว่าสงสัยต้องตื่นนอนให้ได้เหมือนวันเสาร์อาทิตย์แบบนี้เพื่อจะได้เดินออกกำลังเร็วขึ้น ในเวลาที่อากาศยังน่าจะดีอยู่

เพราะเวลาช่วงสายไปแล้ว ควันไอเสียจากรถโดยเฉพาะพวกสองล้อยนต์ สร้างความรำคาญให้อากาศบริสุทธ์ของคนที่ออกกำลังเป็นอย่างมาก ขณะที่ร่างกายจะหายใจถี่ขึ้นเพื่อนำเข้าออกซิเจนมากขึ้น กลับได้ก๊าซพิษจากเครื่องยนต์ของคนที่ไม่เคยใส่ใจสิ่งแวดล้อมและคนรอบข้างในสังคมเป็นของแถม

ก็บ่นไปอย่างนั้นเอง คงได้แต่ทำใจ รักษาใจเราเองไว้ให้ดีที่สุด จะประเสริฐกว่า…

ชีวิตคือการทดลอง

ตั้งหัวข้อแบบนี้เพื่อเป็นข้อแก้ตัวที่สัปดาห์ที่ผ่านมาน้ำหนักไม่ลดลง เช้านี้ชั่งแล้วยังปริ่มๆ อยู่แถวเก้าสิบสองกิโลอยู่เหมือนเดิม นั่นเพราะเริ่มต้นสัปดาห์ที่แล้วก็พบว่า หากมื้อเย็นไม่อิ่มหนำ มื้อค่ำจะตามมาแบบปฏิเสธไม่ได้

กลายเป็นว่าตลอดสัปดาห์ก็จะหาอะไรประทังความอยากตอนค่ำเสียร่ำไป แถมยังอ้างเหตุผลว่าไม่เป็นไรกระมัง ตอนกลางวันก็ไม่ได้กินอะไรมากมาย กินเท่านี้คงไม่เป็นไร แล้วเป็นอย่างไร ผลที่ได้คือน้ำหนักไม่ยอมลงตามแผนจนได้

เมื่อวานนี้ได้ไปเดินออกกำลังตอนเช้าที่สวนสมเด็จฯ อีกครั้ง น่าสนใจตรงที่การเดินทำได้ดีมากที่สุดเท่าที่เคยเดินมา ระหว่างเดินสามารถเข้าถึงเส้นทางแห่งการทำสมาธิได้ด้วย แม้ยังไม่เข้าขั้น แต่ได้ประสบการณ์ในการกำหนดลมหายใจเข้าออกช้าๆ ไประหว่างการเดินที่เร่งความเร็วได้มากกว่าที่เคยเดินได้ กลายเป็นสถิติใหม่ที่ดีที่สุดไปแล้ว
เพลงที่ฟังกลายเป็นเพลงในดวงใจไปโดยพลัน …ด้วยจังหวะหนึ่งร้อยแปดสิบบีทต่อนาที และทำให้สถิติของทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาดีขึ้นไปด้วย

19 May 2007 Summary Week 200720

เรื่องไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เพราะว่าระหว่างการเดินเช้าวานนี้เกิดอุตรินึกสนุกว่าเมื่อสามารถเดินเร็วได้ขนาดนั้น ขั้นต่อไปคงต้องวิ่งแล้ว จึงวางแผนว่าในช่วงท้ายของการเดินจะลองจ๊อกกิ้งดูเสียหน่อย เพื่อสังเกตปฏิกริยา

เมื่อเสียงบอกทางหูฟังว่า้เหลืออีกเพียงห้าสิบแคลอรี่เท่านั้นจะถึงเป้าหมายที่หกร้อยแคลอรี่ จึงเริ่มขยับจากเดินเร็วเป็นวิ่งเหยาะๆ ผลก็คือได้ลิ้มรสความยากลำบากขึ้นโดยพลัน ทั้งฝ่าเท้าที่ต้องรับแรงกระแทกโดยพยายามวิ่งให้ลงส้นเท้า ทั้งข้อเท้าที่รับน้ำหนักและต้องเกร็งเพื่อออกแรงส่งให้วิ่งไปข้างหน้า ร่างกายท่อนบนที่โคลงเคลงเป็นก้อนไขมันขนาดใหญ่เคลื่อนที่ได้ เสียเตือนสี่สิบ สามสิบ ยี่สิบแคลอรี่ ช่างยาวนานในความรู้สึก จนกระทั่งครบตามเป้าหมายจึงเปลี่ยนกลับมาเดินเร็ว และลดความเร็วลงจนจบการเดินไป

จริงแล้วเป้าหมายที่ตั้งไว้คือเมื่อไหร่ที่น้ำหนักลดลงจนเหลือราวๆ แปดสิบกิโล จะเริ่มวิ่งอย่างจริงจัง เพราะคิดเอาว่านั่นน่าจะเป็นน้ำหนักที่วิ่งไหว เมื่อทดลองวิ่งดูวานนี้ แม้ยังห่างไกลน้ำหนักที่เหมาะสม แต่กลับทำให้ความกลัวการวิ่งเิริ่มก่อตัวขึ้น ระหว่างนี้คงต้องศึกษาศาสตร์แห่งการวิ่งที่แท้จริงเสียก่อน เพราะมันไม่เหมือนสมัยวัยรุ่นที่จะวิ่งไปไหนก็ได้ดังใจปรารถนา ต้องศึกษาเพื่อระวังและบรรเทาอาการบาดเจ็บจากการวิ่งอย่างจริงจัง

เช้านี้จึงได้รับผลพวงจากวานนี้อย่างเห็นได้ชัด เพราะกล้ามเนื้อหลายส่วนทำงานหนักขึ้นในระหว่างการทดลองวิ่ง แม้จะช่วงสั้นไม่ถึงห้านาที แต่หลังจากนั้นยี่สิบสี่ชั่วโมงความเมื่อยล้าก็ตามมา เป็นอุปสรรคสำคัญในการเดินเช้านี้ แม้ในช่วงแรกการเร่งความเร็วยังทำได้ดีมาก จนคิดว่าน่าจะทำได้ดีเท่าเมื่อวาน แต่เมื่อผ่านไปครึ่งทาง กล้ามเนื้อสะบักทั้งสองข้างเกิดปวดเมื่อยอย่างรุนแรง การเดินด้วยความพยายามในการเร่งความเร็ววันนี้ทำให้กล้ามเนื้อหลายส่วนเครียดไปตามๆ กัน รู้ได้จากการเกร็งตัวจนรู้สึกปวด จิตจึงมัวแต่ไปจับอยู่ที่เวทนานั้นจนลืมการกำหนดลมหายใจที่เพิ่งค้นพบเมื่อวานนี้ และไม่สามารถกำหนดให้ผ่อนคลายความเครียดในกล้ามเนื้อมัดเหล่านั้นได้

การเดินช่วงห้าสิบแคลอรี่สุดท้ายรู้สึกทรมานไม่น้อย จริงแล้วรู้สึกตั้งแต่สองร้อยแคลอรี่สุดท้ายแล้ว แต่ก็พยายามกำหนดจิตไปที่ความมุ่งมั่นตั้งใจ เพราะจะมีเพียงสัปดาห์ละวันสองวันเท่านั้นที่จะได้มาเดินที่สวนสมเด็จฯ นี้ ต้องเก็บเกี่ยวให้คุ้มค่ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนลุล่วงไปได้ด้วยดี

หลังเดินเสร็จ ดูสรุปผลการเดินจากหน้าจอไอพ็อดนาโนได้ค่าเฉลี่ยความเร็วที่ใกล้เคียงเมื่อวานแต่ไม่เร็วเท่า บอกกับตัวเองว่าวันนี้ต้องรับผลจากเมื่อวาน แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน ส่งข้อมูลเข้าระบบ นั่งดูรูปแบบการเดินแล้วแทบจะทับเป็นเส้นเดียวกับเมื่อวานได้เลยทีเดียว ไม่เป็นไร ได้ประสบการณ์ที่ดีมากกับการเดินในสวนสมเด็จฯ สองวันนี้

จากนี้คงต้องเยียวยากล้ามเนื้อที่เมื่อยล้า ตั้งใจว่าจะไม่เอามาเป็นอุปสรรคในการเดินออกกำลังที่บ้านในสัปดาห์ใหม่นี้

ส่งเสริมภาษาไทยคือการสร้างคุณธรรม

ขับรถกลับมาจากสวนสมเด็จฯ หลังจากออกกำลังกาย ก็ได้ฟังวิทยุก่อนเคารพธงชาติ จำได้ไม่ผิดแน่ว่าเป็นเสียงของคุณหมอประสพ รัตนากร จิตแพทย์อาวุโสที่ผมฟังบทความของท่านทางวิทยุมาตั้งแต่จำความได้ ปกติท่านจะเสนอหลักคิดจิตวิทยาแบบไทยๆ ที่สามารถปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้เลย เช้านี้มาฟังเอาตอนกำลังจะจบบทความเสียแล้ว

สารที่ได้รับก็คือท่านกำลังอธิบายว่าทำไมการส่งเสริมภาษาไทยเป็นการสร้างเสริมคุณธรรมให้กับคนในสังคมได้เช่นกัน จะผ่านเลยไปได้อย่างไร

ท่านยกตัวอย่างจากหนังสือภาษาไทยที่ท่านต้องเรียนจนจบมัธยม 8 ว่าเต็มไปด้วยโคลงกลอนที่สอนใจให้เป็นคนดี แม้กระทั่งหนังสือที่ท่านต้องเรียนระหว่างเป็นนิสิตแพทย์ก็ยังมีเรื่องราวของจรรยาบรรณแพทย์อยู่มากมาย

ทำให้ผมคิดตามไปว่านั่นเป็นความจริงที่แท้ เพราะการไม่ส่งเสริมภาษาไทย ขนาดที่ครูเองก็ยังพูดภาษาไทยไม่ชัด วรรณกรรมไทยดีๆ มากมายก็จะถูกละเลย หันไปสนใจแต่วรรณกรรมเทศที่ก็มีเหมือนกันที่สอดแทรกคุณธรรมประจำใจไว้ แต่นั่นไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตไทยหรือเปล่า ทำให้จับต้องไม่ได้ นำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันไม่ได้ หรืออาจจะดูดีแต่ก็เบาหวิวจนเกินไป

ตั้งแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 ประเทศไทยก็มุ่งหน้านำเข้าวัตถุจากต่างชาติ เพียงเพราะคิดว่านั่นจะมาช่วยพัฒนาประเทศได้ แต่ไม่รู้เท่าทันว่านั่นเป็นการนำเข้าวัฒนธรรมเทศเข้ามาพร้อมกันด้วย สุดท้ายของดีที่มีอยู่แล้วก็ถูกละเลย

เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะคนที่เห็นว่าของเทศนั้นดีแน่เพราะคุ้นเคยอย่างนั้น มันไม่ใช่ความผิดของวัฒนธรรมดั่งเดิมของไทยเลยใยต้องละทิ้งจนแทบจะสูญพันธุ์ไป แถมยังเหยียดด้วยใจหยาบว่ามันไม่ทันสมัย

ตั้งแต่มีภาษาไทย วรรณกรรมไทยถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองสังคมไทยอยู่แล้ว หากส่วนใดมันไม่เข้ากับยุคสมัย จริงแล้วก็ไม่เสียหายที่จะพัฒนาต่อไปโดยต้องเข้าใจพื้นฐานอย่างลึกซึ้ง

คนหน้าจอสมัยนี้ฟังดูก็รู้ว่าอ่านหนังสือน้อย เพราะพบว่าพูดสำนวนไทยผิดที่ผิดทางผิดความหมายอยู่เนืองๆ แถมยังรู้สึกไปเองว่านั่นโก้เก๋นัก พยายามจะด้นสดโดยไม่มีฐานความรู้จริง นั่นยิ่งเป็นการประจานความไม่รู้ของตัวเองออกมาเสียมากกว่า

ผมเห็นด้วยกับคุณหมอประสพอย่างยิ่งครับ

a silent scream from inside.